: Criminal Litigation
แหล่งรวมความรู้ ทักษะ ตามภารกิจหลักด้านการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ในภารกิจการดำเนินคดีอาญาตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
ข้อ ๑๓๓ วิธีปฏิบัติทั่วไปเกี่ยวกับผลคดี ของกลาง และสำนวน
การแจ้งผลคดี การแจ้งผลของกลาง การเก็บรักษาของกลาง การเก็บและการทำลายสำนวน ให้เป็นไปตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 193 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๑๓๕ หน้าที่การฟังหรือการรับทราบคำพิพากษา
ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนมีหน้าที่ฟังหรือ รับทราบคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แล้วจัดทำรายงานการคดี ตามแบบ อ.ก. ๑๓ และจัดทำความเห็นและคำสั่งชั้นศาลพิจารณา ตามแบบ อ.ก. ๑๔ ติดสำนวน ในกรณีที่ไม่อาจรับทราบได้ด้วยตนเอง อาจมอบหมายให้พนักงานอัยการอื่นไปปฏิบัติหน้าที่แทนได้ ผู้รับมอบหมายมีหน้าที่ต้องจัดทำแบบรายงานการคดี ตามแบบ อ.ก. ๑๓ และจัดทำความเห็นและคำสั่งชั้นศาลพิจารณาตามแบบ อ.ก. ๑๔ ระบุให้ชัดเจนถึงสาเหตุขัดข้องที่เจ้าของสำนวนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ แล้วส่งให้เจ้าของสำนวนดำเนินการต่อไป
การฟังหรือการรับทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบคำให้การ และไม่ต้องสืบพยานประกอบ ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวันและให้นำความ ในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้พนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวัน มีหน้าที่ฟังหรือรับทราบคำพิพากษาหรือคำสั่งชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกา ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นศาลสูงของพนักงานอัยการ รวมทั้ง กรณีดังนี้
(๑) กรณีที่ศาลออกหมายนัดให้ไปฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้พนักงานอัยการ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวันรับผิดชอบ ลงสมุดบัญชีนัดทำการ (บ. ๒) ไว้ให้ตรงตามกำหนดวันเวลาในหมายนัด หากผู้รับหมาย มิใช่พนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวัน ให้ผู้รับหมายนั้นแจ้งและส่งหมายนัด ให้แก่พนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวันทราบ เพื่อลงสมุดบัญชีนัดทำการ (บ. ๒) ในการแจ้งให้ทราบดังกล่าว ให้ผู้รับหมายนั้นจัดทำรายงานการคดีตามแบบ อ.ก. ๑๓ ไว้เป็นหลักฐาน
(๒) กรณีที่ศาลสั่งเลื่อนการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม (๑) ให้พนักงานอัยการผ้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวัน มีหน้าที่ลงสมุดบัญชีนัดทำการ (บ. ๒) ไว้ให้ตรงตามกำหนดวันเวลานัดที่เลื่อนไปทุกครั้ง และจัดทำรายงานการคดี ตามแบบ อ.ก. ๑๓ หากผู้รับทราบคำสั่งเลื่อนการอ่านหรือหมายนัดเลื่อนการอ่านมิใช่พนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่ เวรชี้ประจำวัน ให้ผู้รับทราบนั้นแจ้งและล่งมอบหมายนัดเลื่อนการอ่าน (ถ้ามี) ให้พนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่ เวรชี้ประจำวันทราบเพื่อลงนัดใหม่ในสมุดบัญชีนัดทำการ (บ. ๒) ในการแจ้งให้ทราบดังกล่าวให้ผู้รับทราบนั้น จัดทำรายงานการคดีตามแบบ อ.ก. ๑๓ ไว้เป็นหลักฐาน
(๓) กรณีที่ศาลออกหมายนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา แต่มีพนักงานอัยการผู้มิใช่เวรชี้ประจำวันลงลายมือชื่อรับทราบการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าว ให้พนักงานอัยการผู้นั้น แจ้งให้พนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวันทราบ เพื่อจัดทำรายงานการคดีตามแบบ อ.ก. ๑๓ และจัดทำความเห็นและคำสั่งชั้นศาลพิจารณาตามแบบ อ.ก. ๑๔ ต่อไป ในการแจ้งให้ทราบดังกล่าวให้ พนักงานอัยการที่ลงลายมือชื่อนั้นทำรายงานการคดีตามแบบ อ.ก. ๑๓ ไว้เป็นหลักฐาน
กรณีที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาโดยไม่ได้ออกหมายนัด ให้สำนักงานอัยการ ทุกแห่งพยายามประสานงานกับศาลเท่าที่จะทำได้ โดยขอความร่วมมือให้ศาลออกหมายนัดพิงคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ให้พนักงานอัยการโจทก์ทราบล่วงหน้าทุกครั้งทุกคดี เพื่อป้องกันปัญหา ที่จะเกิดหรืออาจจะเกิดในทางปฏิบัติได้
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 128 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่
ข้อ ๑๓๔ การขอบังคับคดี
กรณีที่มีคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้พนักงานอัยการแจ้งผลคดีและสิทธิในการบังคับคดีให้ผู้เสียหายทราบ
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 194 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๑๓๖ การคัดคำพิพากษา
ให้หัวหน้าพนักงานอัยการจัดให้นิติกรปฏิบัติหน้าที่คัดคำพิพากษา โดยให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของศาล เพื่อขอคัดคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณาดำเนินการในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ตลอดจนขอคัดคำพิพากษาศาลฎีกา ในกรณีที่จะต้องรายงานสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาเสนอสำนักงานอัยการสูงสุด ทั้งนี้ ให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนหรือพนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพนักงานอัยการ
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 196 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่
ข้อ ๑๓๗ การเสนอผลคดีให้อัยการสูงสุดทราบ
ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเสนอสำนวนคดีที่เสร็จในศาลชั้นต้น พร้อมจัดทำความเห็นและคำสั่งชั้นศาลพิจารณาตามแบบ อ.ก. ๑๔ ต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ และหากหัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาเห็นว่า ผลคดีใดมีความสำคัญควรเสนอให้อัยการสูงสุดทราบ โดยให้รายงานผ่านอธิบดีอัยการ
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 198 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๑๓๘ การส่งคำพิพากษาศาลฎีกาให้สำนักงานอัยการสูงสุด
การส่งคำพิพากษาศาลฎีกาให้สำนักงานอัยการสูงสุด ให้อัยการศาลสูงเจ้าของสำนวน เป็นผู้รับรองสำเนาและส่งสำนักงานอัยการสูงสุดภายในหนึ่งเดือน เว้นแต่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา ของศาลเยาวชนและครอบครัว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้รับรองสำเนาและเสนอตามลำดับชั้นถึงสำนักงานอัยการสูงสุด
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 198 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๑๓๙ การส่งคำพิพากษาในคดีที่มีการชี้ขาดหรือรับรองให้อุทธรณ์หรือฎีกา
คดีซึ่งอัยการสูงสุดชี้ขาดตามมาตรา ๑๔๕ และมาตรา ๑๔๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือตามกฎหมายอื่น ให้ฟ้อง ให้อุทธรณ์ หรือให้ฎีกา หรือคดีที่อัยการสูงสุด ได้รับรองอุทธรณ์ หรือฎีกา หรือ คดีที่อัยการสูงสุดมอบหมายการรับรองอุทธรณ์ ให้พนักงานอัยการแต่ละชั้นศาล ส่งสำเนาคำพิพากษาคดีนั้น ๆ ทุกชั้นศาลไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 199 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่
ข้อ ๑๔๐ การพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกา
ในการพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกา ให้อธิบดีอัยการ สำนักงานวิชาการ เสนอความเห็นรายงานผลการตรวจสอบต่ออัยการสูงสุด เฉพาะในคดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้อง ให้อุทธรณ์ ให้ฎีกา หรือ คดีที่อัยการสูงสุดได้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกา หรื คดีที่อัยการสูงสุดมอบหมายการรับรองอุทธรณ์ หรือ คดีอื่นใดที่อธิบดีอัยการ สำนักงานวิชาการ พิจารณาแล้วเห็นว่ามีปัญหาสำคัญหรือควรแก่การศึกษาเท่านั้น ส่วนคดีนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ให้อธิบดีอัยการ สำนักงานวิชาการ เป็นผู้รับทราบแล้วเป็นอันยุติ
ถ้าหากมีความจำเป็นต้องเรียกสำนวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อตรวจสอบประกอบการพิจารณา คำพิพากษาของศาลฎีกา ให้อธิบดีอัยการ สำนักงานวิชาการ เสนอความเห็นต่ออัยการสูงสุดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อออกคำสั่ง
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 200 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547