: Criminal Litigation
แหล่งรวมความรู้ ทักษะ ตามภารกิจหลักด้านการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ในภารกิจการดำเนินคดีอาญาตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
1. หลักการบรรยายฟ้อง
ข้อ ๙๔ หลักในการบรรยายฟ้อง
ในการบรรยายฟ้อง นอกจากจะยึดหลักในมาตรา ๑๕๘ มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๑๖๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว พนักงานอัยการควรยึดหลักต่อไปนี้ด้วย
(๑) ใช้ภาษาอย่างถูกต้อง ใช้ถ้อยคำโดยกระชับไม่ฟุ่มเพือย แต่ต้องไม่ขาดข้อความจนเป็นเหตุ ให้จำเลยหลงต่อสู้ หรือไม่ทราบว่าจะต่อสู้คดีได้อย่างไร
(๒) บรรยายข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบความผิดและบทลงโทษตามกฎหมายที่ฟ้อง ในกรณีที่ การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดหลายกรรม ให้บรรยายฟ้องแยกแต่ละกรรมเป็นแต่ละข้อให้ซัดเจน ทั้งนี้ เพื่อให้ศาลลงโทษความผิดทุกกรรม
(๓) เมื่อเห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้บรรยายข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวน ที่เป็นคุณและเป็นโทษแก่จำเลย เพื่อให้ศาลใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ การลงโทษ การเพิ่มโทษ การบวกโทษ การริบทรัพย์ รวมทั้งมาตรการอื่นที่ศาลจะใช้แก่ผู้กระทำผิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เช่น หากปรากฏ ข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนที่เป็นคุณและเป็นเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา ๖๔ มาตรา ๖๕ มาตรา ๖๖ มาตรา ๖๗ มาตรา ๖๙ มาตรา ๗๒ และมาตรา ๗๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้บรรยายฟ้องให้ตรงกับ ข้อเท็จจริงนั้น ๆ และต้องระบุมาตราดังกล่าวในคำขอท้ายฟ้องด้วย
(๔) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว ให้บรรยายฟ้องให้ได้ความว่าผู้เลียหายได้ร้องทุกข์ภายในระยะเวลา ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว
(๕) ในความผิดบางประเภท ให้บรรยายฟ้องให้ได้ความตามนโยบาย คำสั่ง หรือแนวทางปฏิบัติที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้กำหนดไว้ด้วย
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 94 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมความใหม่ในวรรคหนึ่ง
ข้อ ๙๕ การบรรยายฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษ
ในกรณีข้อเท็จจริงที่ได้ความตามการสอบสวนไม่ชัดเจนพอที่จะวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ต้องหา เป็นความผิดฐานใดฐานหนึ่งในหลายฐาน หรือในกรณีที่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้พนักงานอัยการ ฟ้องผู้ต้องหานั้นไปทุกฐานความผิดที่ไม่ขัดกัน เพื่อให้ศาลเลือกลงโทษ
ในการบรรยายฟ้องตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการบรรยายฟ้องโดยเล่าข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับการกระทำ ของผู้ต้องหา ให้ครบองค์ประกอบความผิดทุกบททุกฐานที่ฟ้องนั้น
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 95 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๙๖ การระบุฐานความผิดในคำฟ้อง
การระบุฐานความผิดในคำฟ้อง ให้ระบุฐานความผิดที่ฟ้องให้ครบถ้วน และใช้ฐานความผิด หรือองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ ๙๖ ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขข้อความเดิมใหม่
ข้อ ๙๓) การขอให้นับโทษต่อ
ในคดีที่อาจขอให้ศาลนับโทษจำเลยติดต่อกันหลายสำนวน ให้พนักงานอัยการกล่าวไว้ในฟ้อง หรือคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง โดยให้อ้างเลขคดีที่ขอให้นับโทษต่อกันไว้ทุกคดี และถ้าคดีใดพิพากษาแล้วให้อ้าง คดีหมายเลขแดงด้วย
ในกรณีที่เลขคดีที่ขอให้ศาลนับโทษจำเลยติดต่อกันเป็นคดีหมายเลขดำ ให้พนักงานอัยการตรวจสอบ และยื่นคำแถลงก่อนศาลพิพากษาคดีที่มีคำขอให้นับโทษต่อ เพื่อให้ศาลทราบว่าคดีดังกล่าวศาลได้พิพากษาแล้ว โดยระบุคดีหมายเลขแดงด้วย
สำหรับกรณีที่จำเลยถูกฟ้องในวันเดียวกันหลายสำนวน และศาลจะพิพากษาในวันเดียวกัน หากพนักงานอัยการไม่อาจอ้างคดีหมายเลขแดงได้ ให้พนักงานอัยการกล่าวไว้ในฟ้องหรือคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้ชัดเจนว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีหมายเลขดำของศาลใดที่ขอให้ศาลนับโทษต่อ และศาลได้พิพากษาในวันเดียวกัน
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 97 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๙๘ การบรรยายฟ้องตามกฎหมายที่มีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือ ข้อกำหนด หรือกฎหมายลำดับรองอื่นต่อท้าย
ในกฎหมายบางฉบับ นอกจากพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามกฎหมายนั้นแล้ว ยังมีกฎกระทรวง ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง ข้อกำหนด หรือกฎหมายลำดับรองอื่นที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้ออกตามกฎหมายนั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติที่ทำให้เกิดความผิดแก่ผู้ฝ่าผินกฎหมายอีกด้วย พนักงานอัยการต้องบรรยายไว้ในฟ้องด้วยว่า จำเลยได้ทราบกฎกระทรวง ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง ข้อกำหนด หรือกฎหมายลำดับรองอื่นดังกล่าวแล้ว
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 98 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๙๙ การชี้ความคดีอาญาหลังยื่นฟ้องคดี
ในวันที่ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและสอบคำให้การของจำเลย ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนมีหน้าที่ รับผิดชอบไปดำเนินคดีที่ศาล
การดำเนินคดีตามความในวรรคหนึ่ง ถ้ามีการกำหนดให้มีพนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวัน ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวันเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ดังนี้
(๑)ให้ตรวจคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก่อนที่ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาสอบคำให้การจำเลย โดยให้ตรวจสอบว่ามีองค์ประกอบความผิดและรายละเอียดถูกต้องครบถ้วนตามความในมาตรา ๑๕๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือไม่ เช่น วันเวลาสถานที่เกิดเหตุ บทกฎหมายในคำขอท้ายฟ้อง ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ คำขอริบของกลาง คำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ คำขอบวกโทษ เพิ่มโทษ นับโทษต่อ หรือคำขออย่างอื่น หากพบข้อบกพร่อง ให้รีบแจ้งพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน หรือหัวหน้าพนักงานอัยการทราบทันทีเพื่อดำเนินการแกไขให้ถูกต้อง
(๒) ให้นำความในข้อ ๑๐๔ ข้อ ๑๐๘ และวรรคสองของข้อ ๑๒๙ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ ของพนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวันด้วยโดยอนุโลม
กรณีมีเหตุจำเป็นที่พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนหรือพนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวัน ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ อาจมอบหมายให้พนักงานอัยการอื่นไปปฏิบัติหน้าที่แทนได้ โดยให้พนักงานอัยการอื่น ที่ได้รับมอบหมายระบุให้ชัดเจนถึงสาเหตุขัดข้องที่พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนหรือพนักงานอัยการผู้ปฏิบัติ หน้าที่เวรชี้ประจำวันไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้โวในรายงานการคดีตามแบบ อ.ก. ๑๓ และให้นำความในวรรคสอง (๑) และ (๒) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการอื่นที่ได้รับมอบหมายด้วยโดยอนุโลม
นอกจากกรณีตามวรรคสาม หากมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น ทำให้พนักงานอัยการผู้มิใช่เวรชี้ประจำวันต้องปฏิบัติหน้าที่แทนพนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวัน ให้พนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนั้น เป็นผู้รับผิดชอบในงานที่ได้ปฏิบัติหน้าที่แทนดังกล่าว รวมทั้งต้องทำรายงานการคดีตามแบบ อ.ก. ๑๓ แจ้งผลการปฏิบัติหน้าที่ให้พนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวันทราบด้วย
การกำหนดจำนวนพนักงานอัยการผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรชี้ประจำวัน ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณา โดยคำนึงถึงปริมาณสำนวนคดี หรือประเภทของคดีที่มีความยุ่งยากสลับซับช้อน หรืออื่น ๆ ตามความเหมาะสม
ข้อ ๑๐๐ การยื่นบัญชีระบุพยานและการทำสำเนาเอกสาร
กรณีศาลกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐาน ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนพิจารณาสำนวน ว่ามีพยานหลักฐานใดที่ประสงค์จะนำเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ให้ระบุในบัญชีพยานและยื่นต่อศาล ภายในระยะเวลาตามมาตรา ๑๗๓/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ก่อนวันตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่า 7 วัน)
ในกรณีที่ต้องมีการส่งพยานหลักฐานต่อศาล ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนสำเนาพยานเอกสาร สื่อบันทึกเสียงหรือวีดีทัศน์ รวมถึงพยานหลักฐานอื่นที่สามารถทำสำเนาได้ เก็บรวมไว้ในสำนวนเพื่อใช้ในการสืบพยาน หรือเป็นพยานหลักฐานในการปฏิบัติหน้าที่ และใช้ประกอบในการดำเนินคดีชั้นศาลสูงของพนักงานอัยการ ทั้งนี้ อาจจัดเก็บในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
ข้อ ๑๐๑ การตรวจพยานหลักฐาน
ในวันตรวจพยานหลักฐาน การส่งเอกสารและพยานวัตถุต่อศาลเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจสอบนั้น พนักงานอัยการพึงใช้ความระมัดระวังในการส่งพยานเอกสารที่เป็นบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานที่จะนำเข้าสืบ เว้นแต่ คู่ความอีกฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงตามความรู้เห็นพยานปากดังกล่าวและพนักงานอัยการ เห็นว่า ไม่เป็นการเสียหายแก่คดี จึงส่งเอกสารดังกล่าวแทนการเบิกความของพยานปากนั้นได้
เมื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้พนักงานอัยการแถลงขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคล มาในวันสืบพยาน หากพยานบุคคลที่พนักงานอัยการประสงค์จะนำสืบเป็นพยานที่ต้องใช้ล่ามหรือเป็นเด็ก อายุไม่เกินสิบแปดปี ให้พนักงานอัยการแถลงให้ศาลทราบเพื่อจัดหาล่าม หรือนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ มาในการสืบพยานดังกล่าว หรือ หากเห็นว่ามีความจำเป็นต้องขอให้ศาลเดินเผชิญสืบ หรือสืบพยานในลักษณะ การประชุมทางจอภาพ หรือส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่น ให้แถลงขอต่อศาลเพื่อดำเนินการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ให้ดำเนินการตามข้อ ๑๒๐ หรือตามข้อ ๑๒๓ หรือตามข้อ ๑๒๕
ข้อ ๑๐๒ การระบุพยาน
การระบุพยาน ให้พนักงานอัยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นและให้ดำเนินการ ดังนี้
(๑) พยานเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้พนักงานอัยการระบุให้ปรากฏถึงวันเดือนปีเกิดของเด็กนั้นด้วย
(๒) พยานเป็นบุคคลชิ่งมีเอกสิทธี้และความคุ้มกันตามกฎหมายว่าด้วยเอกสิทธิ้และความคุ้มกันทางทูต มีเอกสิทธิและความคุ้มกันตามกฎหมายว่าด้วยเอกสิทธึ๋และความคุ้มกันทางกงสุล มีเอกสิทธิและความคุ้มกัน ตามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย หรือมีเอกสิทธิและความคุ้มกันจากอำนาจศาล ตามความตกลงที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ใ ห้พนักงานอัยการระบุด้วยว่าบุคคลนั้นเป็นบุคคลในประเภทและตำแหน่งใด ชิ่งได้รับความคุ้มกันจากอำนาจศาล
(๓) พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ให้พนักงานอัยการ ระบุซื่อชองพยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่ประสงค์จะอ้างอิง เป็นพยานต่อศาลให้ชัดเจนตามลำดับ และให้ระบุถ้อยคำ “สรรพเอกสารและสิ่งของในสำนวนการสอบสวน” ไว้ในลำดับสุดท้ายด้วย
ข้อ ๙๓ กรณีผู้ต้องหาไม่สามารถต่อสู้คดีได้
ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่สามารถต่อสู้คดีได้ เพราะป่วยหนักหรือวิกลจริต หรือเหตุอื่นอันคถ้ายคลึงกัน หากพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหานั้น ให้พนักงานอัยการรอการยื่นฟ้องผู้ต้องหานั้นต่อศาลไว้ก่อน จนกว่าเหตุนั้น ๆ จะได้หมดไป แล้วจึงยื่นฟ้องผู้ต้องหานั้นต่อศาล