คลังความรู้ :
การดำเนินคดีอาญา

: Criminal Litigation
แหล่งรวมความรู้ ทักษะ ตามภารกิจหลักด้านการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ในภารกิจการดำเนินคดีอาญาตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด 

ระเบียบการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563
จำแนกตามขั้นตอนการดำเนินคดี

การสืบพยาน

ข้อ ๑๐๓ การสืบพยาน
             การสืบพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือพยานหลักฐานอื่นต่อศาล ให้พนักงานอัยการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมาย กฎ ข้อกำหนด และระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุ
             1. การสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรค 2
" ในการสืบพยาน เมื่อได้พิเคราะห์ถึงเพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย ภาวะแห่งจิตของพยานหรือความเกรงกลัวที่พยานมีต่อจําเลยแล้ว จะดําเนินการโดยไม่ให้พยานเผชิญหน้าโดยตรงกับจําเลยก็ได้ ซึ่งอาจกระทําโดยการใช้โทรทัศน์วงจรปิด สื่ออิเล็กทรอนิกส หรือ วิธีอื่นตามที่กําหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา และจะให้สอบถามผ่านนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลอื่นที่พยานไว้วางใจด้วยก็ได้"
(ข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยการสืบพยานคดีอาญาโดยไม่ให้พยานเผชิญหน้าโดยตรงกับจำเลย พ.ศ. ๒๕๕๖ click)

            2. การบันทึกคำพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรค 3
" ในการสืบพยาน ให้มีการบันทึกคำเบิกความพยานโดยใช้วิธีการบันทึกลงในวัสดุซึ่งสามารถถ่ายทอดออกเป็นภาพและเสียงซึ่งสามารถตรวจสอบถึงความถูกต้องของการบันทึกได้ และให้ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ใช้การบันทึกดังกล่าวประกอบการพิจารณาคดีด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา"

ข้อ ๑๑๓ การสืบพยานเด็ก
             การลืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้พนักงานอัยการปฏิบัติตามมาตรา ๑๗๒ ตรี แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
พนักงานอัยการอาจแถลงต่อศาลในวันตรวจพยานหลักฐานหรือยื่นคำร้องในกรณีศาลไม่ได้กำหนด วันตรวจพยานหลักฐานก็ได้ เพื่อให้ศาลจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ร่วมอยู่ด้วยในการสืบพยาน ที่เป็นเด็กดังกล่าว
ในกรณีที่ศาลให้คู่ความถาม ให้พนักงานอัยการหลีกเลี่ยงการใช้คำถามที่อาจก่อให้เกิดความสับสน เข้าใจยากหรืออาจทำร้ายจิตใจของเด็ก
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ ๑๐๙ ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่

ข้อ ๑๑๔ การใช้สื่อภาพและเสียงแทนการเบิกความ
             กรณีพนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าจะเป็นผลร้ายแก่เด็กหากให้เด็กเบิกความซํ้าตามที่เคยให้การไว้ ในชั้นสอบสวน หรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีร้องขอโดยมีเหตุผลอันสมควร ให้พนักงานอัยการ แถลงต่อศาลในวันสืบพยานเพื่อให้ศาลจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเลียงคำให้การของผู้เสียหาย หรือพยาน ที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีที่ได้บันทึกไว้ในชั้นสอบสวนตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา หรือชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามความในวรรคสองของมาตรา ๑๗๑ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ต่อหน้าคู่ความเพื่อให้ศาลถือสื่อภาพและเลียงคำให้การของพยานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่ง ของคำเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาล

ข้อ ๑๑๕ การสืบพยานโดยไม่ให้พยานเผชิญหน้าโดยตรงกับจำเลย
             ในกรณีพนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุอันสมควรซึ่งเมื่อได้พิเคราะห์ถึงเพศ อายุ ฐานะ สุขภาพ อนามัย ภาวะแห่งจิตของพยาน หรือความเกรงกลัวที่พยานมีต่อจำเลยหรือได้รับจากการกระทำความผิดมาแล้ว เป็นที่เกรงว่าพยานไม่อาจเบิกความได้หรือไม่กถ้าเบิกความตามความเป็นจริง รวมทั้ง การปรากฏตัวของบุคคลบางคนในห้องพิจารณาอาจเป็นอุปสรรคต่อการเบิกความของพยาน พนักงานอัยการ อาจแถลงต่อศาลเพื่อดำเนินการไม่ให้พยานเผชิญหน้าโดยตรงกับจำเลยตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการสืบพยานคดีอาญาโดยไม่ให้พยานเผชิญหน้าโดยตรงกับจำเลย หรือขอให้บุคคลซึ่งเห็นว่าไม่ควร อยู่ต่อหน้าพยานออกไปนอกห้องพิจารณา
(ข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยการสืบพยานคดีอาญาโดยไม่ให้พยานเผชิญหน้าโดยตรงกับจำเลย พ.ศ. ๒๕๕๖ click)

ข้อ ๑๑๖ การสืบพยานผู้เชี่ยวชาญ
             โดยที่พยานผู้เชี่ยวชาญ เป็นบุคคลที่จะต้องให้การต่อศาลเกี่ยวกับความเห็นในทางวิชาการ พนักงานอัยการควรซักถามพยานถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของพยานผู้นั้นด้วย
             ในการซักถามพยานผู้เชี่ยวชาญนั้น ต้องซักถามให้ได้ความว่า มีความเชี่ยวชาญในการใด ๆ เช่น ในทาง วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ฟิมือ พาณิชยการ การแพทย์ หรือกฎหมายต่างประเทศ และความเห็นชองพยานนั้น มีประโยชน์ในการวินิจฉัยคดีในบางกรณี เช่น การตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือ การตรวจชีววิทยาและ สารพันธุกรรม เป็นต้น พนักงานอัยการควรซักถาม เพื่อให้พยานมีโอกาสเบิกความให้ความกระจ่างต่อศาลว่า ตามหลักวิชาจะไม่มีการผิดพลาดได้เลย
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 110 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547

ข้อ ๑๑๗ การสืบพยานเอกสาร
              กรณีพนักงานอัยการประสงค์ให้พยานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารใดรับรองเอกสารนั้น ให้พยานตรวจดูเอกสารนั้นก่อนนำพยานเข้าเบิกความและให้พยานรับรองเอกสารนั้นต่อหน้าศาล
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 111 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547

ข้อ ๑๑๘ การสืบพยานวัตถุ
             ในการสืบพยานวัตถุหรือพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ให้พนักงานอัยการปฏิบัติเช่นเดียวกับ การสืบพยานเอกสารดังกล่าวในข้อ ๑๑๗
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 101 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความระบุข้อที่อ้างอิงใหม่ตามระเบียบนี้

ข้อ ๑๑๙ การสืบพยานก่อนฟ้อง
              ในกรณีที่ต้องมีการลีบพยานบุคคล พยานผู้เชี่ยวชาญ พยานหลักฐานอื่น ก่อนฟ้องคดี หรือในกรณีที่ได้ มีการฟ้องคดีไว้แล้วแต่มีเหตุจำเป็นที่ต้องลีบพยานหลักฐานไว้ก่อนถึงกำหนดเวลาลืบพยานตามปกติ ตามความ ในวรรคสองของมาตรา ๑๗๓/๒ มาตรา ๒๓๗ ทวิ มาตรา ๒๓๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือตามกฎหมายอื่น ให้พนักงานอัยการเจ้าของเรื่องประสานงานกับหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดหาล่าม สำหรับพยานที่เป็นชาวต่างประเทศ ทั้งนิ้ เพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยทันที
             ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกและพนักงานอัยการเห็นว่า พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงอันสำคัญในคดีหรือที่อาจทำให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้โดยไม่ต้อง ลืบพยานหลักฐานอื่นอีก หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากมีการเนิ่นข้ากว่าจะนำพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ อันสำคัญมาสืบในภายหน้าพยานหลักฐานนั้นจะสูญเสียไปหรือเป็นการยากแก่การตรวจพิสูจน์ ให้พนักงานอัยการ เจ้าของเรื่องประสานงานกับหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้ทำการ ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไว้ก่อนฟ้อง หรือก่อนถึงกำหนดวันสืบพยานตามความในวรรคสองของมาตรา ๒๓๗ ตรี และวรรคสามของมาตรา ๒๔๔/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือตามกฎหมายอื่น
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 113 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่ 

ข้อ ๑๐๔ คำให้การของจำเลย
             ให้พนักงานอัยการพิจารณาคำให้การของจำเลยให้รอบคอบถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำให้การรับสารภาพ ในคดีที่ฟ้องให้ศาลเสือกลงโทษ ชิ่งศาลอาจพิจารณาพิพากษาไดโดยไม่ต้องสืบพยานต่อไปอีก ให้พนักงานอัยการ ระมัดระวังให้ได้ความว่า คำให้การนั้นเป็นคำให้การรับสารภาพในความผิดฐานใดโดยแจ้งชัดและปราศจาก เงื่อนไขใด ๆ เสียก่อน จึงจะแถลงไม่ติดใจสืบพยาน
             ในกรณีที่พนักงานอัยการขอให้เพิ่มโทษจำเลย ขอให้บวกโทษที่รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษไว้ในคดีก่อน ขอให้นับโทษต่อ หรือในกรณีตามมาตรา ๑๗๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานอัยการแถลงศาลให้สอบถามจำเลยในเรื่องการขอเพิ่มโทษ การขอให้บวกโทษที่รอการขอให้นับโทษต่อ และหรือเรื่องทนายแล้วแต่กรณี แล้วบันทึกเรื่องดังกล่าวไว้ด้วย
             ในคดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างตํ่าไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น หรือในคดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษไว้เป็นอย่างอื่นที่ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพ พนักงานอัยการต้องขอลืบพยานประกอบจนเป็นที่พอใจของศาล ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ ๑๐๐ ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในวรรคสามขึ้นใหม่ 

ข้อ ๑๐๕ การขอให้พิจารณาคดีเป็นการลับ
             เพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันความลับ อันเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ให้พนักงานอัยการแถลงศาลขอให้มีการพิจารณาคดีเป็นการลับทั้งคดี หรือเฉพาะบางตอนของคดีตามที่เห็นสมควร
             ในคดีที่เด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์เป็นผู้เสียหายหรือเป็นพยาน ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ให้พนักงานอัยการพึงให้ความสำคัญ ที่จะแถลงศาลขอให้มีการพิจารณาคดีเป็นการลับตามวรรคหนึ่ง
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 101 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในวรรคสองขึ้นใหม่ 

ข้อ ๑๐๙ การนำสืบพยานหลักฐานที่ไม่ปรากฏในสำนวน
              ถ้าเห็นสมควรและไม่เป็นที่เสียหายแก่คดี พนักงานอัยการจะนำพยานหลักฐานที่ยังไม่ได้สอบสวน หรือไม่ปรากฏในการสอบสวนเข้าสืบแสดงต่อศาลก็ได้ ทั้งนี้ ควรให้พนักงานสอบสวนสอบสวนเพิ่มเติม หรือพาพยาน มาเพื่อชักถามโดยบันทึกคำให้การตามข้อ ๓๖ และมีหัวหน้าพนักงานอัยการหรือพนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมาย ร่วมซักถามด้วย เพื่อจะได้ทราบน้ำหนักแห่งพยานหลักฐานนั้น ๆ
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 105 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่ 

ข้อ ๑๐๖ การแถลงเปิดคดี
             ในคดีที่มีประเด็นหรือพยานหลักฐานยุ่งยากซับช้อน เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล ก่อนที่พนักงานอัยการจะนำพยานเข้าลีบ ควรแถลงเปิดคดีทุกเรื่อง เพื่อให้ศาลเข้าใจถึงลักษณะของฟ้อง อีกทั้งพยานหลักฐานที่จะนำลืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 102 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547

ข้อ ๑๐๗ การแถลงปิดคดี
              ในคดีที่มีประเด็นหรือพยานหลักฐานยุ่งยากซับช้อน เมื่อลีบพยานจำเลยเสร็จแล้ว หากพนักงานอัยการ เชื่อว่าจำเลยกระทำผิดจริง ควรแถลงปิดคดีด้วยวาจาหรือหนังสือ หรือทั้งสองอย่าง เพื่อสรุปข้อเท็จจริง ตามพยานหลักฐานและสภาพแห่งคดีที่ปรากฏในทางพิจารณา หรือข้อกฎหมายซึ่งอ้างอิง ให้ศาลเห็นว่า คดีมีลักษณะเป็นอย่างไร พยานหลักฐานที่นำสืบฟังว่าได้มีการกระทำความผิดและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ ๑๐๑ ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่

ข้อ ๑๐๘ การแถลงข้อเท็จจริงประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ
              เมื่อเห็นสมควร ให้พนักงานอัยการแถลงข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวน ที่ศาลอาจใช้ประกอบ ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเลยเท่าที่สามารถจะทำได้
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 104 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 

ข้อ ๑๑๐ การติดตามพยานมาเบิกความ
             พนักงานอัยการต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบในการติดตามพยานมาเบิกความต่อศาล และพึงใช้ วิธีการใด ๆ ที่ถูกต้องชอบธรรมในอันที่จะติดตามพยานมาเบิกความให้พึงกระทำ เช่น การติดตาม ผลการส่งหมายเรียกพยานอย่างจริงจัง การกำชับพนักงานสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวน ให้ติดตามหรือนำพยานมาศาล การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในท้องถิ่น การติดต่อกับบุคคลอื่นที่รัที่อยู่พยาน การติดต่อกับพยานโดยตรงทางไปรษณีย์ หรือทางโทรศัพท์ เป็นต้น
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 106 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547

ข้อ ๑๑๑ การให้ความสำคัญแก่พยาน
             พนักงานอัยการต้องให้ความสำคัญ และระลึกถึงหน้าที่ของพยานที่ต้องมาศาล ต้องให้การ และต้องสาบาน หรือปฏิญาณตน
             ในกรณีที่พยานมีหน้าที่ต้องสาบานหรือปฏิญาณตน ให้พนักงานอัยการเอาใจใส่ดูแลว่า ก่อนเบิกความ พยานได้สาบานหรือปฏิญาณตนแล้ว
             หากพนักงานอัยการนำเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์เข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาล ให้พนักงานอัยการ ดำเนินการเตรียมความพร้อมให้กับพยานนั้นเท่าที่สามารถทำได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พยานมีความคุ้นเคย กับสภาพห้องพิจารณา บุคคล และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และให้พยานมีความเข้าใจว่าการดำเนินคดี ต่อผู้กระทำความผิดของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมนั้น ดำเนินไปเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นั้นได้รับการศึกษา ปีกอบรม ช่วยเหลือและสงเคราะห์ให้กลับไปอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 107 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547

ข้อ ๑๑๒ การปฏิบัติต่อพยาน
              พนักงานอัยการพึงปฏิบัติโดยสุภาพต่อพยาน และต้องระลึกถึงสิทธิของพยานที่จะให้การได้โดยปราศจาก การถูกขัดขวาง สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง สิทธิที่จะได้รับค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักแก่พยาน ทั้งนี้ พนักงานอัยการต้องอำนวยความสะดวกแก่พยานให้ได้รับสิทธิดังกล่าวอย่างดีที่สุด
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 108 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่ในส่วนของ ค่าที่พักแก่พยาน

ข้อ ๑๒๑ กรณีพยานเป็นบุคคลซื่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
              ในกรณีที่พนักงานอัยการประสงค์จะให้ศาลออกคำบอกกล่าวแก่บุคคลซึ่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ทางกฎหมายตามที่ระบุพยานไวิในข้อ ๑๐๒ (๒) ว่าจะสืบพยานนั้น ให้พนักงานอัยการแถลงให้ศาลทราบว่า บุคคลนั้นเป็นบุคคลในประเภทและตำแหน่งใดซึ่งได้รับความคุ้มกันจากอำนาจศาล เพื่อศาลจะได้ส่งเรื่องให้ สำนักงานศาลยุติธรรมประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศต่อไป
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 115 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่

ข้อ ๑๒๒ พยานกลับคำ
              ในกรณีที่พยานเบิกความกลับคำหรือแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนในข้อสาระสำคัญซึ่งอาจ ทำให้เสียรูปคดี และพนักงานอัยการเห็นว่าคำเบิกความของพยานเป็นปรปักษ์ต่อคดี ให้พนักงานอัยการขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามพยานนั้นเสมือนหนึ่งพยานนั้นเป็นพยานซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมา และให้พยานรับรองคำให้การชั้นสอบสวนส่งเป็นพยานต่อศาล โดยถามพยานให้ได้ความว่าข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง แล้วทำบันทึกรายงานหัวหน้าพนักงานอัยการโดยเร็วว่าสมควรจะดำเนินคดีกับพยานผู้นั้นหรือไม่ เมื่อหัวหน้าพนักงานอัยการเห็นสมควรดำเนินคดีกับพยาน ให้มีหนังสือแจ้งให้พนักงาน สอบสวนดำเนินคดีกับพยานต่อไปโดยเร็วพร้อมทั้งแจ้งให้ทราบด้วยว่าพยานให้การในชั้นสอบสวนและชั้นศาลแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญอย่างไร
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 116 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547   

ข้อ ๑๒๐ การเดินเผชิญสืบ
             ในการดำเนินคดี หากพนักงานอัยการเห็นว่าการขอให้ศาลเดินเผชิญสืบพยานมีความจำเป็นและต้องกระทำ เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยคดี ก็ให้ดำเนินการแถลงขอต่อศาล
             ก่อนเดินเผชิญสืบพยานให้พนักงานอัยการประสานงานกับพนักงานสอบสวนและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมในการเดินเผชิญลืบพยาน เช่น การเตรียมยานพาหนะ การจัดเตรียมสถานที่ หรือความสะดวกอื่น ๆ
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ ๑๑๔ ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547

ข้อ ๑๒๕ การแถลงศาลในการส่งประเด็น
              การส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่น หากปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตไม่ต้องมาพิงการพิจารณา หรือจำเลยที่ศาลพิจารณาแล้วให้โจทก์ลืบพยานลับหลังได้ ตามมาตรา ๑๗๒ ทวิ มาตรา ๑๗๒ ทวิ/๑ และมาตรา ๑๗๒ ทวิ/๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานอัยการที่ขอให้ล่งประเด็น ไปลืบยังศาลอื่น ขอให้ศาลสอบถามทนายจำเลยหรือจำเลยว่าจะตามประเด็นไปหรือไม่ เพื่อให้ศาลจดไว้ ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ถ้าถึงวันนัดจำเลยหรือทนายจำเลยไม่มาศาล จะให้ศาลที่รับประเด็นสืบพยานโจทก์ ไปได้เลยหรือจะให้ดำเนินการอย่างไร
              กรณีคดีใดจำเป็นต้องให้พยานชี้ตัวจำเลย ไม่ว่าเป็นจำเลยในกรณีตามมาตรา ๑๗๒ ทวิ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ ให้แถลงศาลขอให้ส่งตัวจำเลยตามประเด็นไปด้วย เพื่อให้พยานได้ชี้ตัวจำเลยนั้น
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 101 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่

ข้อ ๑๒๖ การส่งประเด็นต่อ
              คดีเรื่องใดที่พนักงานอัยการผู้ล่งประเด็น ประสงค์จะให้พนักงานอัยการผู้รับประเด็นแถลงต่อศาล ขอให้ล่งประเด็นต่อไปยังศาลที่พยานมีภูมิลำเนาใหม่ ในกรณีที่ปรากฏต่อศาลที่รับประเด็นว่าพยานได้ย้าย ไปมีภูมิลำเนาใหม่แล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ส่งประเด็นระบุไว้ในหนังสือส่งประเด็นให้ชัดว่า ให้พนักงานอัยการ ผู้รับประเด็นแถลงขอให้ศาลส่งประเด็นไปยังศาลที่พยานมีภูมิลำเนาใหม่ด้วย และให้พนักงานอัยการผู้รับประเด็นแถลงศาลตามความประสงค์ของพนักงานอัยการผู้ส่งประเด็น
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 118 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547

ข้อ ๑๒๗ การตัดพยานประเด็น
              พนักงานอัยการผู้รับประเด็นจะตัดพยานประเด็นไม่ได้ เว้นแต่ จะได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการผู้ส่งประเด็นเสียก่อน
ในกรณีที่พยานประเด็นเป็นประจักษ์พยานและมีหลายปาก พนักงานอัยการผู้ส่งประเด็นอาจแจ้งให้ พนักงานอัยการผู้รับประเด็น พิจารณาตัดพยานประเด็นได้ตามที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่รูปคดี
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 119 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547   

ข้อ ๑๒๓ การสืบพยานในลักษณะการประชุมทางจอภาพ
              ในกรณีมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจนำพยานมาเบิกความในศาลได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะพยานเจ็บป่วย หรือมีถิ่นที่อยู่ ห่างไกลจากศาล หรือมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ให้พนักงานอัยการแถลงต่อศาลในวันตรวจพยานหลักฐานหรือยื่นคำร้องต่อศาลในกรณีศาลไม่ได้กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานหรือเมื่อมีเหตุจำเป็นอื่น เพื่อให้พยานดังกล่าวเบิกความที่ศาลอื่นหรือสถานที่ทำการของทางราชการ หรือสถานที่แห่งอื่นในลักษณะการประชุมทางจอภาพตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการสืบพยาน ในลักษณะการประชุมทางจอภาพ ที่ออกตามความในมาตรา ๒๓๐/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
              ในกรณีจำเป็นต้องให้พยานตามวรรคหนึ่งยืนยันความถูกต้องแท้จริงของเอกสารหรือวัตถุพยาน ให้พนักงานอัยการแถลงหรือยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อส่งเอกสารหรือวัตถุพยานดังกล่าวไปยังศาลอื่นเพื่อให้พยาน ได้ตรวจสอบและเบิกความยืนยัน

ข้อ ๑๒๔ การดำเนินการของพนักงานอัยการในการสืบพยานในลักษณะการประชุมทางจอภาพ
              ให้พนักงานอัยการที่ขอให้มีการสืบพยานในลักษณะการประชุมทางจอภาพมีหนังสือไปยังสำนักงานอัยการ ประจำศาลอื่นที่พยานจะไปเบิกความ เพื่อจัดให้มีพนักงานอัยการเป็นผู้ประสานงานทางคดีในการที่พยานมาเบิกความดังกล่าว ทั้งนี้ให้สำเนาเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการลืบพยาน เช่น คำฟ้อง รายงานการสอบสวน คำให้การพยาน เป็นต้น เพื่อให้พนักงานอัยการประจำศาลอื่นได้ทราบข้อเท็จจริงในคดีและทบทวนความจำ ของพยานก่อนที่จะเบิกความ
              เมื่อเสร็จการพิจารณาคดีที่ศาลอื่น ให้พนักงานอัยการผู้ประสานงานทำบันทึกรายงานการคดีว่าในวันดังกล่าวมีการเบิกความของพยานหรือไม่อย่างไร และข้อเท็จจริงอื่นที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่คดี ทั้งนี้ให้ส่งรายงานการคดีและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องคืนสำนักงานอัยการที่ขอให้มีการสืบพยานในลักษณะ การประชุมทางจอภาพตามวรรคหนึ่ง 

ข้อ ๑๒๘ กรณีพยานอยู่ต่างประเทศ
              ถ้าพยานในคดีใดเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ และไม่สามารถนำตัวมาเบิกความต่อศาลได้ ให้หัวหน้าพนักงานอัยการรีบสอบถามวิธีปฏิบัติจากสำนักงานต่างประเทศเพื่อประกอบการดำเนินการต่อไป
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 120 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความขึ้นใหม่ 

ข้อ ๑๒๙ การทำรายงานการคดี
              พนักงานอัยการจะต้องทำบันทึกการดำเนินคดีทุกเรื่องในแบบรายงานการคดี อ.ก. ๑๓ เรียงไป ตามลำดับเหตุการณ์ที่มีการใช้ตามวันก่อนและหลังจนเสร็จสำนวน โดยให้ได้ความเพียงพอที่จะทราบว่าในการดำเนินคดีนั้นในครั้งใดหรือวันใด พนักงานอัยการคนใดได้จัดการเกี่ยวกับคดีนั้นไปอย่างไร ถ้าเหตุที่ได้ จัดการไปนั้นสมควรจะให้ปรากฏถึงเจตนาเพื่อผลใด ๆ ก็ให้บันทึกเป็นเหตุให้ปรากฏไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อเดือน ความจำและเพื่อให้พนักงานอัยการที่รับโอนสำนวนหรือที่ต้องดำเนินคดีแทนดำเนินการต่อไปได้ เช่น กรณี เรียกพยานมาชักถาม หรือในกรณีที่มีการสืบพยานให้บันทึกไว้ด้วยว่าไต้สืบพยานกี่ปาก แต่ละปากได้ความ ว่าอย่างไรโดยย่อ หากมีการอ้างพยานเอกสาร ให้ระบุว่าเอกสารใดพร้อมทั้งเลขหมายเอกสารตามที่ศาล ได้หมายไว้
             ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการโดยปราศจากเงื่อนไขและเป็นคดีที่ไม่ต้อง ดำเนินการใด ๆ ในศาลต่อไปอีกแล้ว ให้บันทึกรายงานการคดีในการชี้ความในคดีอาญาให้ปรากฏไว้ที่ปกสำนวน ตรงบรรทัดว่าง
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 121 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547

ข้อ ๑๓๐ การทำสำเนาเอกสารกรณีมีผู้ต้องหาหลายคน
             ในคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคน ซึ่งพนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ต้องหาบางคนเป็นจำเลย และต้องมีการอ้างส่งพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนประกอบการสืบพยานต่อศาลนั้น ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน จัดให้มีสำเนาสำนวนการสอบสวนไว้ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินคดีสำหรับผู้ต้องหาคนอื่นที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ทั้งนี้ สำเนาเอกสารดังกล่าวอาจจัดเก็บไวิในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

ข้อ ๑๓๑ การส่งสำนวนการสอบสวนต่อศาล กรณีศาลเรียกสำนวนการสอบสวน
             เมื่อพนักงานอัยการสืบพยานเสร็จแล้วและศาลเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการเพื่อประกอบการวินิจฉัยในคดีหนึ่งคดีใด ให้พนักงานอัยการจัดส่งสำนวนการสอบสวนต่อศาล โดยให้ทำคำแถลงส่งสำนวนการสอบสวนให้ปรากฏด้วยว่าส่งเอกสารจำนวนกี่ฉบับ เอกสารใดบ้าง และขอให้ศาลส่งสำนวนการสอบสวนคืนเมื่อมีคำพิพากษาแล้ว รวมทั้งต้องจัดทำสำเนาสำนวนการสอบสวนที่ส่งศาลติดสำนวน ของพนักงานอัยการไว้
             กรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่ส่งสำนวนการสอบสวนคืนตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการคัดถ่ายคำสั่งศาลดังกล่าวและทำรายงานการคดีตามแบบ อ.ก. ๑๓ ติดสำนวนของพนักงานอัยการไว้ 

Lorem ipsum dolor sit amet, conse ctetuer adipiscing elit, sed diam nonum nibhie euismod. Facilisis at vero eros et accumsan et iusto odio dignissim qui blandit praesent luptatum zzril. Donec ultrices enim lectus, nec volutpat lorem scelerisque eu. Cras vitae imperdiet arcu. Duis posuere nunc a nisl condimentum luctus elenit augue duis dolore.

Mobirise

สำนักงานอัยการสูงสุด

Office of Attorney General

Contact Us

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายบริหารจัดการความรู้
สำนักงานวิชาการ 
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

เขตหลักสี่  กรุงเทพ 10120

kmcenter.ago.go.th

+1 (0) 000 0000 001