: Criminal Litigation
แหล่งรวมความรู้ ทักษะ ตามภารกิจหลักด้านการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ในภารกิจการดำเนินคดีอาญาตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
ข้อ ๓๒ การตรวจพิจารณาสำนวน
ในการพิจารณาสำนวน พนักงานอัยการต้องให้ความสำคัญกับสำนวนทุกประเภท ต้องพิจารณา และสั่งสอบสวนเพิ่มเติมให้เสร็จสิ้นกระแสความด้วยความรอบคอบและรวดเร็ว แล้วจีงมีความเห็นและคำสั่ง
ข้อ ๓๓ หลักการทั่วไปในการตรวจพิจารณาสำนวน
พนักงานอัยการต้องตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสอบสวน และพิจารณาสั่งสำนวน โดยละเอียดรอบคอบ
พนักงานอัยการต้องทำความเห็นในสำนวนการสอบสวน โดยมีรายละเอียดดังนี้
(๑) ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากการสอบสวน โดยระบุวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ และเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น
(๒) การพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนว่าเป็นพยานหลักฐานซึ่งน่าจะพิสูจน์ความผิด หรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาได้หรือไม่ เข่น พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ รวมทั้งคำให้การ ของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน
(๓) แนวทางการดำเนินคดีจากพยานหลักฐาน คำรับสารภาพ และข้อกฎหมายจะทำให้ศาลลงโทษได้หรือไม่
(๔) คำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องตามฐานความผิดและบทกฎหมายใด คำขอตามที่กฎหมายกำหนด การขอเพิ่มโทษ การขอบวกโทษหรือกำหนดโทษ การนับโทษต่อจากคดีอื่น และคำสั่งเกี่ยวกับของกลางในคดี รวมทั้งมาตรการวิธีการเพื่อความปลอดภัย
ในกรณีที่สำนวนการสอบสวนมีทั้งปรากฏตัวผู้กระทำความผิด และไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด ให้ถือว่าเป็นสำนวนปรากฏตัวผู้กระทำความผิด พนักงานอัยการไม่ต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด
ข้อ ๓๑ อำนาจสอบสวนเพิ่มเติม
เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนแล้ว หากพนักงานอัยการเห็นว่าการสอบสวนยังไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้พนักงานอัยการแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป
ข้อ ๓๕ การสอบสวนเพิ่มเติมก่อนมีความเห็นหรือคำสั่ง
ก่อนมีความเห็นหรือคำสั่ง ให้พนักงานอัยการพิจารณาพยานหลักฐานในคดีให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดหรือไม่ หากยังไม่แน่ชัดก็ให้สั่งสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถามตามรูปคดี
การสั่งสอบสวนเพิ่มเติมหรือสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถามตามรูปคดี ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาสั่ง
ในคดีที่แม้จะมีคำรับสารภาพของผู้ต้องหาอยู่แล้วก็ตามควรพิจารณาพยานหลักฐานให้แน่ชัดเสียก่อนตามนัยแห่งวรรคหนึ่ง
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 69 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 และได้แก้ไขโดยเพิ่มความในวรรคสองขึ้นใหม่”
ข้อ ๓๖ การสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถาม
เมื่อผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องในคดี ร้องขอต่อพนักงานอัยการว่าไม่ได้รับ ความเป็นธรรมในการสอบสวน หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าพยานให้การโดยไม่สมัครใจหรือให้การขัดต่อความจริง หรือเมื่อมีเหตุอื่นที่เห็นสมควรและพนักงานอัยการเห็นว่าการซักถามพยานจะได้ความชัดแจ้งและรวดเร็ว กว่าการสอบสวนเพิ่มเติม ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนส่งพยานคนใดมาให้ซักถาม
ในการซักถามพยาน พนักงานอัยการจะต้องกระทำร่วมกับหัวหน้าพนักงานอัยการหรือพนักงานอัยการ ที่มีอาวุโสถัดจากหัวหน้าพนักงานอัยการลงมาตามลำดับ และในกรณีที่พนักงานสอบสวนประสงค์จะขอพิง การซักถามด้วยก็ให้เปิดโอกาสให้พิงได้ ทั้งนี้ให้พนักงานอัยการผู้ซักถามบันทึกถ้อยคำของพยานที่ซักถาม ตามแบบและวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาโดยอนุโลม
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 70 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๓๗ การพิจารณาฐานความผิดและการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม
การพิจารณาฐานความผิด ย่อมพิจารณาจากการกระทำที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหา พนักงานอัยการ จะพิจารณาแต่เฉพาะฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบและมีความเห็นไว้เท่านั้นไม่ได้ หากการกระทำที่กล่าวหาเป็นความผิดฐานอื่นด้วย ให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งคดีในความผิดฐานอื่นนั้นด้วย แต่ก่อนสั่งคดีให้หัวหน้าพนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการในเรื่องการแจ้งข้อหาให้ครบถ้วนเสียก่อน
ในกรณีที่พนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานอื่นต่างจากความเห็นของพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินการให้มีการแจ้งข้อหาตามนัยวรรคหนึ่งเสียก่อน
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 69 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๓๘ การแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกรณีฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษ
ในกรณีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานใดฐานหนึ่ง เช่น ลักทรัพย์หรือรับของโจร และในกรณีนั้น พนักงานอัยการเห็นว่าอาจฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษผู้ต้องหาได้ และพนักงานอัยการได้เลือกฟ้องดังกล่าว ให้ดำเนินการให้มีการแจ้งข้อหาเสียก่อน
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 68 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๓๙ อำนาจของพนักงานอัยการในการสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมสำนวนชันสูตรพลิกศพ
เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพตามความในวรรคห้าของมาตรา ๑๕๐ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาแล้ว หากสำนวนชันสูตรพลิกศพยังขาดตกบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์พอที่จะส่งไปให้ศาลทำการไต่สวน ให้พนักงานอัยการดำเนินการสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป
ข้อ ๔๐ การดำเนินคดีของข้าราชการอัยการชั้น ๕ และชั้น ๖
ข้าราชการอัยการชั้น ๕ และข้าราชการอัยการชั้น ๖ ผู้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพนักงานอัยการ เมื่อได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนคดีใด ให้ดำเนินคดีนั้นได้เช่นเดียวกับหัวหน้าพนักงานอัยการ และเมื่อสั่งคดีแล้วให้เสนอหัวหน้าพนักงานอัยการเพื่อทราบ กรณีมีคำสั่งฟ้องให้เสนอความเห็นและคำสั่งพร้อมด้วยร่างคำฟ้อง เว้นแต่การดำเนินคดีแก้ต่างคดีอาญา ให้ปฏิบัติตามหมวดว่าด้วยการดำเนินคดีแก้ต่างคดีอาญา
การเสนอเพื่อทราบ ให้เสนอก่อนยื่นคำฟ้อง เมื่อหัวหน้าพนักงานอัยการมีความเห็นและคำสั่งประการใด ให้ปฏิบัติตามนั้น
กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจเสนอเพื่อทราบก่อนยื่นคำฟ้อง เช่น คดีจะขาดอายุความฟ้องร้อง หรือเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดความเลียหาย ให้เสนอเพื่อทราบภายหลังยื่นคำฟ้องโดยเร็ว
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 51 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเล็กน้อย
ข้อ ๔๑ การดำเนินคดีของข้าราชการอัยการชั้น ๑ ถึงชั้น ๔
ข้าราชการอัยการชั้น ๔ ผู้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพนักงานอัยการ เมื่อได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนคดีใด ให้ตรวจพิจารณาสำนวนแล้วทำความเห็นเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาสั่ง เว้นแต่คดีนั้น ทุกฐานความผิดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสิบปี และหรือมีโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท ให้สั่งคดีนั้นได้เช่นเดียวกับหัวหน้าพนักงานอัยการ แต่ต้องเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการเพื่อทราบทันที และให้นำความในวรรคสองและวรรคสามของข้อ ๔๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่การดำเนินคดีแก้ต่างคดีอาญา ให้ปฏิบัติตามหมวดว่าด้วยการดำเนินคดีแก้ต่างคดีอาญา
ข้าราชการอัยการชั้น ๒ และข้าราชการอัยการชั้น ๓ เมื่อได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนคดีใด ให้ตรวจพิจารณาสำนวนแล้วทำความเห็นเสนอผู้กลั่นกรองงานเพื่อทำความเห็นเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาสั่ง เว้นแต่ คดีนั้นทุกฐานความผิดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสิบปี และหรือมีโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท ให้ผู้กลั่นกรองงานสั่งคดีนั้นได้เช่นเดียวกับหัวหน้าพนักงานอัยการ โดยให้นำความในวรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม กรณีที่สำนักงานอัยการใดไม่มีผู้กลั่นกรองงาน หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจรอได้ ให้ทำความเห็นเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป
สำนวนคดีปรากฏผู้ต้องหาที่ส่งตัวมา ถ้าเห็นควรสั่งฟ้องให้เสนอร่างคำฟ้องด้วย
สำนวนคดีดังนี้ หากมิใช่คดีที่เห็นควรมีคำสั่งไม่ขอริบของกลาง หรือคดีสำคัญ ให้ผู้กลั่นกรองงาน พิจารณาสั่งคดีไปได้โดยไม่ต้องเสนอความเห็นต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ ได้แก่
(๑) สำนวนคดีฟ้องด้วยวาจา
(๒) สำนวนคดีปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้ส่งตัวมา
(ก) คดีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ซึ่งพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนและ ผู้กสั่นกรองงานเห็นควรสั่งฟ้อง
(ข) คดีที่พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบ ในกรณีเห็นว่าการเปรียบเทียบชอบ
(๓) สำนวนคดีไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด เฉพาะกรณีสั่งให้งดการสอบสวน
กรณีที่จะมอบหมายให้มีผู้กลั่นกรองงานมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป ให้หัวหน้าพนักงานอัยการมอบหมาย พนักงานอัยการโดยคำนึงถึงลำดับอาวุโสและความเหมาะสมแล้วรายงานให้อธิบดีอัยการทราบ
ในการสั่งจ่ายสำนวน ให้หัวหน้าพนักงานอัยการระบุชื่อผู้กลั่นกรองงานในการสั่งจ่ายสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการด้วย
ข้าราชการอัยการชั้น ๑ ให้หัวหน้าพนักงานอัยการสั่งจ่ายสำนวนคดีที่เหมาะสมกับสถานภาพ โดยระบุชื่อพนักงานอัยการผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้ร่วมตรวจสำนวนด้วย ทั้งนี้ เมื่อข้าราชการอัยการชั้น ๑ ตรวจสำนวนแล้ว ให้ทำความเห็นเสนอพนักงานอัยการผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาตำเนินการ ตามระเบียบนี้ต่อไป
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 52 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 และมีการปรับแก้ไขให้เป็นปัจจุบันโดยบัญญัติใหม่ตามระเบียบนี้”
ข้อ ๔๒ การพิจารณาคดีสำคัญ
คดีสำคัญในกรณีที่จะมีคำสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหาหรือบางข้อหา ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้น ถึงอธิบดีอัยการเพื่อพิจารณาสั่งทั้งคดี เมื่ออธิบดีอัยการมีคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น
ข้อ ๔๓ การทบทวนความเห็นหรือคำสั่ง
ในคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคนกระทำความผิดในคดีเดียวกัน และได้ฟ้องผู้ต้องหาบางคนที่ได้ตัวไว้แล้ว แต่ศาลพิพากษายกฟ้องในเหตุลักษณะคดีและคดีถึงที่สุดแล้ว ให้พนักงานอัยการทบทวนความเห็นหรือคำสั่ง สำหรับผู้ต้องหาที่ยังเรียกหรือจับตัวไม่ได้ หรือที่ยังไม่ได้ยื่นฟ้อง และให้นำความในวรรคสามของข้อ ๑๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 53 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 และมีการปรับแก้ไขให้เป็นปัจจุบันโดยบัญญัติใหม่ตามระเบียบนี้”
ข้อ ๔๔ การดำเนินการเกี่ยวกับคดีที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือ คณะกรรมการ ป.ป.ท.
เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนที่มีผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากเห็นว่าการกระทำ ของผู้ต้องหาเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของเจ้าพนักงานตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือ ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้พนักงานอัยการส่งสำนวนคืนพนักงานสอบสวน เพื่อส่งเรื่องให้เจ้าพนักงาน ดังกล่าวพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ข้อ ๔๕ การแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี
เมื่อพิจารณาสำนวนการสอบสวนแล้ว เห็นว่าควรจะได้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี หรือบุคคลภายนอกอื่นที่พาดพิงถึง ให้หัวหน้าพนักงานอัยการทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดีอัยการเพื่อพิจารณาสั่ง แล้วแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวนั้น หากพนักงานสอบสวนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ให้ทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดีอัยการเพื่อแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดของพนักงานสอบสวน
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 62 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๔๖ ความเป็นเอกภาพในการสั่งคดี
ในการสั่งคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคนและหรือมีหลายฐานความผิด ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลต่างศาลกัน ให้ปฏิบัติดังนี้
(๑) ก่อนพิจารณาสั่งคดี ให้สำนักงานอัยการที่ได้รับสำนวนตรวจสอบไปยังสำนักงานอัยการ ที่เกี่ยวข้องว่าได้รับสำนวนคดีแล้วหรือไม่ หากสำนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รับสำนวน ให้สำนักงานอัยการที่ได้รับสำนวนสั่งคดีไปได้ แล้วแจ้งผลการสั่งคดีให้สำนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องทราบโดยด่วน
สำนักงานอัยการที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้รับสำนวนคดี หากจะสั่งคดีไปในแนวทางเดียวกันกับสำนักงานอัยการที่สั่งคดีไปแล้วก็ให้สั่งคดีไปได้ แต่หากจะสั่งคดีขัดแย้งกัน ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอธิบดีอัยการพิจารณา หากอธิบดีอัยการเห็นพ้องกันกับสำนักงานอัยการที่สั่งคดีไปแล้วก็ให้สั่งคดีได้ หากเห็นขัดแย้งกัน ให้เสนอสำนวนคดีให้รองอัยการสูงสุดผู้ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาสั่ง
(๒) กรณีที่ตรวจสอบตาม (๑) แล้ว ปรากฏว่าสำนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องต่างได้รับสำนวนคดีแล้ว ก่อนพิจารณาสั่งคดี ให้พนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องประสานกันว่าจะสั่งคดีไปในแนวทางเดียวกันหรือไม่ หากจะสั่งคดีไปในแนวทางเดียวกันก็ให้สั่งคดีไปได้
หากจะสั่งคดีขัดแย้งกัน ให้แต่ละสำนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปยังอธิบดีอัยการของแต่ละสำนักงานอัยการพิจารณา หากอธิบดีอัยการเห็นพ้องกัน ก็ให้สั่งคดีไปได้ แต่ถ้าเห็น ขัดแย้งกันให้เสนอรองอัยการสูงสุดผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาสั่ง
(๓) สำหรับในต่างจังหวัด เฉพาะกรณีที่การสั่งคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคน และหรือมีหลายฐานความผิด ซึ่งอยู่ในท้องที่จังหวัดเดียวกัน แต่เขตอำนาจศาลต่างศาลกัน ให้อัยการจังหวัดที่เกี่ยวข้องทำความเห็น เสนอสำนวนดังกล่าวให้อัยการจังหวัดของสำนักงานอัยการจังหวัดที่ตั้งอยู่ ณ ตัวจังหวัด ซึ่งรับผิดชอบ การดำเนินคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดซึ่งมิใช่ศาลจังหวัดสาขาหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นในศาลจังหวัดเป็นผู้พิจารณาสั่ง
แต่ถ้าเป็นกรณีที่คดีประเภทดังกล่าว อยู่ในท้องที่สำนักงานอัยการภาคเดียวกัน แต่ต่างจังหวัดกัน ในกรณีเช่นว่านี้ให้อัยการจังหวัดที่เกี่ยวข้องทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นให้อธิบดีอัยการภาคนั้น ๆ เป็นผู้พิจารณาสั่ง
กรณีที่คดีประเภทดังกล่าว อยู่ในท้องที่สำนักงานอัยการต่างภาคกัน ในกรณีเช่นว่านี้ให้หัวหน้า พนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นให้อธิบดีอัยการของแต่ละสำนักงาน เป็นผู้พิจารณา หากอธิบดีอัยการเห็นพ้องกันก็ให้สั่งคดีไปได้ แต่ถ้าเห็นขัดแย้งกันให้เสนอรองอัยการสูงสุด ผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาสั่ง
ในการพิจารณาสั่งคดีดังกล่าว หากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาในการผัดฟ้องและการฝากขัง ให้พนักงานอัยการประสานงานกับพนักงานสอบสวน ให้รีบส่งสำนวนคดีประเภทนี้ไปยังพนักงานอัยการ ผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งคดีในแต่ละกรณีโดยเร็ว นอกจากนี้ให้พนักงานอัยการคำนึงถึงหลักการดำเนินคดีเด็ก หรือเยาวชนด้วย เนื่องจากใช้หลักและวิธีการแตกต่างจากผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ การสั่งคดีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชน จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับการสั่งคดีในกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้ใหญ่ก็ได้
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 92 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๔๗ การดำเนินคดีความผิดกรรมเดียวที่อาจถูกดำเนินคดีหลายครั้ง
การดำเนินคดีความผิดกรรมเดียวที่อาจถูกดำเนินคดีหลายครั้ง เช่น การดำเนินคดีในความผิด ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ที่ผู้เสียหายอาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้หลายท้องที่ ให้สำนักงานอัยการที่ได้รับสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าว มีคำสั่งสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ความว่าผู้เสียหาย ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ใดบ้าง และให้ถือปฏิบัติดังนี้
(๑) หากมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหลายท้องที่ แต่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคดี หรือสำนักงานอัยการภาคเดียวกัน ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนโดยไม่ต้องมีความเห็นและคำสั่ง ไปยังสำนักงานคดีหรือสำนักงานอัยการภาคนั้น ๆ เป็นผู้พิจารณาสั่ง แล้วให้สำนักงานคดีหรือสำนักงานอัยการภาค รายงานอัยการสูงสุดทราบ เพื่อให้สำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุดจัดเก็บเป็นข้อมูลไว้
(๒) หากมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหลายท้องที่ แต่อยู่ในความรับผิดชอบต่างสำนักงานคดี หรือสำนักงานอัยการภาค หรือกรณีมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหลายท้องที่ แต่ไม่ได้ความว่าผู้เสียหาย ร้องทุกข์ในท้องที่ใดบ้าง ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุดโดยไม่ต้องมีความเห็นและคำสั่ง ให้สำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุดมีหน้าที่ตรวจพิจารณาสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าว แล้วทำความเห็นเสนอรองอัยการสูงสุดที่ได้รับมอบหมาย และให้รองอัยการสูงสุดสั่งคดีทั้งเรื่อง รวมทั้งสั่งการ ให้ดำเนินการเพื่อความเป็นเอกภาพในการอำนวยความยุติธรรมด้วย
(๓) ให้สำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุดจัดเก็บและพัฒนาข้อมูลเกี่ยวกับคดีดังกล่าวให้ทันสมัย และครบถ้วน เพื่อความเป็นเอกภาพในการอำนวยความยุติธรรม และเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 93 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๖๖ การสั่งคดีความผิดหลายฐานซึ่งเกี่ยวพันกัน
ภายใต้บังคับบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษ ศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และประกาศคณะกรรมการอัยการ ว่าด้วยการแบ่งหน่วยงานและการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด กรณีที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนคดีอาญาที่มีความผิดหลายฐานซึ่งเกี่ยวพันกัน ให้พนักงานอัยการประจำสำนักงานอัยการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินคดีในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่า มีหน้าที่สั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องทุกฐานความผิดที่ต่างฐานกันนั้นได้ ในกรณีที่มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา ให้พนักงานอัยการ ประจำสำนักงานอัยการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินคดีในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่านั้น ดำเนินการฟ้องผู้ต้องหาในฐานความผิดที่มีอัตราโทษตํ่ากว่ารวมไปด้วยเป็นคดีเดียวกันโดยไม่ต้องแยกฐานความผิดที่มีอัตราโทษต่ำกว่าไปให้สำนักงานอัยการอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการฟ้องเป็นสำนวนคดีใหม่อีก เว้นแต่ พนักงานอัยการประจำสำนักงานอัยการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสั่งคดีดังกล่าว จะสั่งไม่ฟ้องเฉพาะฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูง และทำให้คดีความผิดฐานอื่นซึ่งเกี่ยวพันกันต้องไปดำเนินคดีที่สำนักงานอัยการอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบ กรณีเช่นนี้ เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูงแล้ว ให้ส่งสำนวนคดี สำหรับฐานความผิดดังกล่าวไปให้พนักงานสอบสวน นำส่งพนักงานอัยการประจำสำนักงานอัยการอื่นดังกล่าวนั้น เป็นผู้ดำเนินคดีตามนัยมาตรา ๖๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 59 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 ถูกยกเลิกและได้บัญญัติความขึ้นใหม่
ข้อ ๔๘ การออกคำสั่งกรณีสิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ
ในการพิจารณาสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการพิจารณาเรื่องเงื่อนไขระงับคดีก่อน และพนักงานอัยการ พึงระมัดระวังในเรื่องเงื่อนไขระงับคดีตลอดเวลาการดำเนินคดี
เงื่อนไขระงับคดี ได้แก่
(๑) ผู้กระทำความผิดถึงแก่ความตาย
(๒) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
(๓) คดีเลิกกันตามมาตรา ๓๗ (๑) และ (๔) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๔) คดีเลิกกันตามมาตรา ๓๗ (๒) และ (๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๕) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
(๖) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น
(๗) เมื่อคดีขาดอายุความ
(๘) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ
(๙) เมื่อคดีเป็นความผิดต่อส่วนตัวและมิได้ร้องทุกข์ตามระเบียบ
(๑๐) เมื่อคดีเป็นความผิดต่อส่วนตัวและผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้ว ไม่ว่าจะได้ยื่นฟ้องก่อนหรือหลังจากที่ พนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวน และไม่ว่าคดีที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วนั้นศาลจะพิพากษาแล้วหรือไม่
(๑๑) เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีนั้นแล้ว และไม่มีหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้
(๑๒) มีเหตุสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามกฎหมายอื่น
กรณีที่คดีใดมีเงื่อนไขระงับคดีในวรรคสองนอกจาก (๔)ให้พนักงานอัยการสั่งคดีว่า“ยุติการดำเนินคดี เพราะ ... (ระบุเงื่อนไขระงับคดีหรือเหตุตามกฎหมายอื่น) ...” โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๕ หรือมาตรา ๑๔๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอื่น
กรณีที่คดีใดมีเงื่อนไขระงับคดีในวรรคสอง (๔) ให้พนักงานอัยการดำเนินการตามหลักการปฏิบัติ และการสั่งคดีเปรียบเทียบตามข้อ ๗๙ และข้อ ๘๐
การสั่งยุติการดำเนินคดีในวรรคสาม ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาออกคำสั่ง แล้วเสนอสำนวน ให้ผู้บังคับบัญชาลัดขึ้นไปหนึ่งชั้นทราบโดยเร็ว
เพื่อประโยชน์ในการสั่งคดีตามข้อนี้ พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งสอบสวนเพิ่มเติมหรือสั่งให้ล่งพยานมา เพื่อซักถามได้
เมื่อมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีตามวรรคสามแล้ว ให้พนักงานอัยการแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดี แก่พนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งให้ผู้ต้องหาและผู้ร้องทุกข์ทราบโดยเร็ว
ถ้าความปรากฏภายหลังว่าเหตุในการออกคำสั่งตามข้อนี้ไม่ถูกต้องหรือมีเหตุที่ต้องเพิกถอนคำสั่ง ให้หัวหน้าพนักงานอัยการทำความเห็น แล้วส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปให้อธิบดีอัยการเป็นผู้พิจารณา สั่งเพิกถอนคำสั่งนั้นเว้นแต่อธิบดีอัยการเป็นผู้ออกคำสั่ง ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอัยการสูงสุด หรือรองอัยการสูงสุดผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาสั่ง
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 54 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยเพิ่มเติมเหตุระงับคดี (11) และ (12)
ข้อ ๔๙ การออกคำสั่งกรณีสิทธิฟ้องคดีอาญาระงับไปในชั้นศาล
ถ้าความปรากฏแก่พนักงานอัยการว่า สิทธิฟ้องคดีอาญาได้ระงับตามข้อ ๔๘ ในระหว่างการพิจารณาคดี ของศาล ให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นหรืออัยการศาลสูงแถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ศาลทราบ
ถ้าความปรากฏต่อศาลเองว่า สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับหรือตามที่พนักงานอัยการได้แถลงตามวรรคหนึ่ง และศาลได้สอบถามพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นเป็นผู้แถลงข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ
ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี หรือ มีคำพิพากษายกฟ้องโดยอ้างเหตุสิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ได้ระงับตามข้อ ๔๘ ถ้าเป็นกรณีตามข้อ ๔๘ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๘) และ (๑๖) ให้อัยการศาลสูง เป็นผู้พิจารณาสั่งยุติการดำเนินคดี ทั้งนี้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๕ และมาตรา ๑๔๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอื่น แต่ถ้าเห็นว่ามิใช่กรณีตามข้อ ๔๘ ดังกล่าว ให้อุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป
ในกรณีตามวรรคสาม คดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัวและสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาสั่ง
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 55 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยเพิ่มเติมความในวรรคท้าย
ข้อ ๕๐ หลักการในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
การกระทำของรัฐที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพชั้นพื้นฐานของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ จะกระทำได้ต่อเมื่อกรณีมีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น เหตุนี้การควบคุมหรือขังผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามปกติจักต้องพิจารณาว่าเป็นกรณีที่น่าเชื่อว่าผู้ต้องหา หรือจำเลยจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไม่ด้วย ฉะนั้น หากกรณีคดีมีหลักฐาน ตามสมควรว่าการกระทำของผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นความผิดร้ายแรง หรือ เป็นที่น่าเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือ กรณีคดีมีหลักฐานตามสมควรว่าการกระทำของผู้ต้องหา หรือจำเลยเป็นความผิดและมีเหตุอื่นที่จำเป็นและสมควร จึงเป็นกรณีที่ต้องนำเหตุดังกล่าวมาพิจารณาว่า จำเป็นต้องควบคุมหรือขังผู้ต้องหาหรือจำเลยเพื่อดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ด้วยเช่นกัน
ในการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา พนักงานอัยการต้องพิจารณาถึงความจำเป็น ในการที่จะเอาตัวบุคคลนั้นไว้ในอำนาจรัฐตามนัยดังกล่าวมาแล้วในวรรคหนึ่ง โดยพิจารณาชั่งนํ้าหนักระหว่างประโยชน์ของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยกับสิทธิและเสรีภาพชั้นพื้นฐานของบุคคลซึ่งขัดแย้งกัน หากเห็นว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะถูกกระทบเกินความจำเป็นหรือเกินสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนึหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไม่มีเหตุอื่นที่จำเป็นและสมควรแล้ว พนักงานอัยการต้องปล่อยตัวบุคคลหรืออนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตามคำร้องขอเสมอ
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 32 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๕๑ การพิจารณาและสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว
ในการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา พนักงานอัยการต้องพิจารณาโดยเร็ว
หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้สั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยจะต้องบันทึกเหตุผล ในการสั่งไวให้ชัดเจน ในกรณีสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว พนักงานอัยการต้องแจ้งผลการพิจารณาพร้อมด้วยเหตุผล ให้ผู้ต้องหาและผู้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไม่ตัดสิทธิในการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวใหม่ความผิดลหุโทษ หรือ ความผิดอื่นที่กฎหมายไม่ไดให้อำนาจควบคุมผู้ต้องหา พนักงานอัยการจะสั่ง ควบคุมผู้ต้องหาไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อรับทราบวันและเวลานัดเพื่อมาพบพนักงานอัยการ ตามกำหนด หากไม่ลงลายมือชื่อให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน
ในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป พนักงานอัยการ พึงตระหนักว่ากฎหมายมีได้บัญญัติให้ต้องมีหลักประกันด้วยเสมอไป
ในการปล่อยชั่วคราวโดยมีประกัน ต้องทำสัญญาประกันตามแบบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด ในการกำหนดจำนวนเงินในสัญญาประกันหรือเรียกหลักประกัน พนักงานอัยการจะกำหนดจำนวนเงิน หรือเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้
การเรียกประกันหรือหลักประกันการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน จะเรียกจนเกินควรแก่กรณีมิได้ และ ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขและมาตรการป้องกันต่าง ๆ ที่ได้ใช้กับผู้ถูกปล่อยชั่วคราวประกอบด้วย ทั้งนี้ใหัเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงและข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ที่ออกตามความในวรรคสามของมาตรา ๑๑๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (คลิ๊ก)
หลักทรัพย์ตามมาตรา ๑๑๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมายความถึง หลักทรัพย์ ทุกชนิด เช่น ที่ดินอาคาร สิ่งปลูกสร้าง พันธบัตร สลากออมสิน ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่ายและผู้จ่าย ได้รับรองตลอดไป ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้ออกตั๋ว เช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่ายหรือรับรอง หนังลือรับรอง ของธนาคารหรือหนังสือรับรองของบริษัทประกันภัยที่รับรองว่าจะชำระเงินตามจำนวนที่ระบุในสัญญาประกัน แทนผู้ประกันในกรณีผิดสัญญาประกัน เป็นต้น
การฝาก การจ่าย การถอน หรือคืน เงินสดซึ่งเป็นหลักประกัน ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการนั้น ส่วนหนังสือสำคัญอย่างอื่น เอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดิน หรือเอกสารหลักทรัพย์อื่น ให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัย หากไม่มีตู้นิรภัยให้เก็บรักษาไว้ในสถานที่เห็นสมควร
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 33 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยเพิ่มความในวรรคสามขึ้นใหม่
ข้อ ๕๒ การประกันด้วยบุคคลโดยไม่มีหลักประกัน
การพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกัน ให้พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ร้อง จากอาชีพ สถานภาพ ชื่อเสียงทางสังคมหรือคุณสมบัติอื่น ๆ ของผู้ร้อง
ผู้ต้องหามีสิทธิร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกันได้ด้วย
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 34 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๕๓ กรณีหน่วยงานของรัฐขอปล่อยชั่วคราว
ในกรณีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาเนื่องมาจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ หากหน่วยงานของรัฐหรือผู้รับมอบอำนาจร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวด้วยบุคคลแทนการนำเงินสดหรือหลักทรัพย์ มาวางประกันให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาให้ความร่วมมือ
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 35 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๕๔ การใช้หลักประกันเดิมในการปล่อยชั่วคราว
ในจังหวัดอื่นนอกเขตกรุงเทพมหานคร กรณีมีการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน โดยมีการวางเงินสดหรือหลักทรัพย์อื่นเป็นประกันต่อพนักงานสอบสวนและยังไม่ได้รับหลักประกันคืน แล้วต่อมา ผู้ต้องหาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อพนักงานอัยการโดยขอให้ถือเอาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นหลักประกัน เมื่อเห็นเป็นการสมควร หัวหน้าพนักงานอัยการอาจสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยถือว่า ทรัพย์สินนั้นเป็นหลักประกันในชั้นพนักงานอัยการได้ เมื่อมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว ให้หัวหน้า พนักงานอัยการจัดการให้ได้หลักประกันดังกล่าวมาโดยเร็ว
ในกรณีที่มีบุคคลเป็นประกันหรือหลักประกันต่อพนักงานสอบสวน แล้วต่อมาผู้ต้องหาหรือผู้มีประโยชน์ เกี่ยวข้องร้องขอ พนักงานอัยการอาจถือเอาบุคคลนั้นเป็นประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวต่อไปได้ กรณีเช่นว่านี้ให้หัวหน้าพนักงานอัยการแจ้งให้พนักงานสอบสวนส่งเอกสารเกี่ยวกับการประกันมาโดยเร็ว
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 36 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยเพิ่มเติมความในวรรคสองขึ้นใหม่
ข้อ ๕๕ การปล่อยชั่วคราวชั้นศาล
ในกรณีที่ศาลสอบถามพนักงานอัยการว่าจะคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือไม่ ประการใด ให้พนักงานอัยการพิจารณาแถลงตามหลักการในข้อ ๕๐
หากเห็นเป็นการสมควร พนักงานอัยการจะบรรยายในคำฟ้องว่า จะคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวจำเลย ในระหว่างการพิจารณาหรือไม่ประการใด โดยพิจารณาข้อเท็จจริงตามหลักการในข้อ ๕๐ ก็ได้
ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนถูกฟ้องในความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปี ให้พนักงานอัยการ บรรยายในคำฟ้องด้วยว่าจะคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างการพิจารณาหรือไม่ประการใด หากมีการคัดค้านให้ระบุเหตุแห่งการคัดค้านไว้ด้วย ทั้งนี้ ให้คำนึงผลเสียหายแก่รูปคดี การคุ้มครองสิทธิ และสวัสดิภาพของเด็กหรือเยาวชนที่ถูกฟ้องด้วยเสมอ
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 37 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๕๖ การพิจารณาสำนวนคดีอาญาที่มีการปล่อยตัวชั่วคราวครบกำหนดหกเดือน
สำนวนคดีอาญาที่มีการปล่อยชั่วคราวโดยพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการโดยมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน หากสำนวนคดีดังกล่าวใกล้ครบกำหนดหกเดือน ให้พนักงานอัยการพิจารณา ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ขังผู้ต้องหาต่อไปตามมาตรา ๑๑๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เฉพาะแต่ในกรณีที่คดีมีหลักฐานตามสมควรว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดอาญาร้ายแรง หรือ มีหลักฐานตามสมควรว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี หรือ จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือ ก่อเหตุอันตรายประการอื่นตามนัยมาตรา ๖๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น แต่ถ้าพนักงานอัยการจะไม่ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ขังผู้ต้องหา ให้ขอความเห็นชอบจากอธิบดีอัยการ
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 39 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๕๗ การพิจารณากรณีผิดสัญญาประกัน
ในกรณีผิดสัญญาประกัน ถ้าเห็นสมควรหัวหน้าพนักงานอัยการจะลดหรืองดค่าปรับก็ได้ แล้วรายงาน ตามลำดับชั้นถึงอธิบดีอัยการ
การลดค่าปรับดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ควรปรับไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของจำนวนตามสัญญาบวกด้วย ค่าใช้จ่ายในกรณีที่อาจมีการดำเนินคดี
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 40 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๕๘ การเขียนความเห็นและคำสั่ง
กรณีที่มีทรัพย์สินของกลางในคดี การเขียนความเห็นและคำสั่งทุกคดีที่มีทรัพย์สินของกลาง ให้พนักงานอัยการมีความเห็นเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยเขียนความเห็นให้ชัดเจนว่า ขอริบทรัพย์สินของกลางใด หรือไม่ขอริบทรัพย์สินของกลางใด หรือไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ พร้อมด้วยเหตุผลตามพยานหลักฐานในสำนวน และให้จัดการอย่างไร ตามหลักเกณฑ์ในบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ
คดีประเภทไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด ไม่ต้องมีความเห็นเกี่ยวกับทรัพย์สิน ของกลาง
สำนวนคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคน แต่ยื่นฟ้องผู้ต้องหาบางคนไปก่อนและศาลได้พิพากษาริบทรัพย์สินของกลางและคดีถึงที่สุดแล้ว หากยื่นฟ้องผู้ต้องหาอื่นในภายหลัง ให้เขียนความเห็นเกี่ยวกับของกลางที่ศาลได้พิพากษาให้ริบดังกล่าวไว้ในสำนวนคดีหลังด้วย แต่ไม่ต้องขอให้ศาลพิพากษาริบของกลางนั้นอีก
ความเห็นและคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางในคดีสำคัญ หรือ คดีความผิดบางประเภทที่รัฐมีนโยบายในการป้องกันและปราบปรามเป็นพิเศษ ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวทางในการดำเนินคดี ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้แจ้งให้ทราบเพื่อถือปฏิบัติด้วย
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 72 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยตัดความในวรรคสามเดิมออกไป
ข้อ ๕๙ การขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์
กรณีมีการขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ ให้เป็นไปตามวิธีการ ยื่นคำร้อง เงื่อนไขและการอนุญาตที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในวรรคสองของมาตรา ๘๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ดำเนินการตามข้อนี้
เมื่อได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนแล้ว ถ้าเจ้าของหรือผู้ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของ ยื่นคำร้อง ขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้เพื่อขอรับสิ่งของนั้นไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ต่อพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการพิจารณาและมีคำสั่งโดยมิชักช้า ทั้งนี้ การคืนสิ่งของดังกล่าวต้องไม่กระทบถึงการใช้สิ่งของนั้น เป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในภายหลัง
การสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต หรือการกำหนดเงื่อนไขใด ๆ เพิ่มเติม หรือการสั่งการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามความในข้อนี้ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาสั่ง
ถ้าพนักงานอัยการมีคำสั่งให้คืนสิ่งของ ก่อนส่งมอบสิ่งของนั้นต้องให้ผู้ยื่นคำร้องดำเนินการทำสัญญารับมอบสิ่งของไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ และให้ผู้ยื่นคำร้องสาบานหรือปฏิญาณตนในกรณีที่ไม่มีประกัน หรือทำสัญญาประกันในกรณีที่มีประกัน หรือทำสัญญาประกันพร้อมทั้งส่งมอบหลักประกันในกรณีที่มีประกัน และหลักประกัน
การทำสัญญารับมอบสิ่งของไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ตามวรรคสี่ อย่างน้อยต้องระบุรายละเอียด เกี่ยวกับผู้ยื่นคำร้อง ระยะเวลา และสถานที่อนุญาตให้น้าสิ่งของไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ ข้อความยินยอม ชดใช้เงินตามจำนวนหรืออัตราที่กำหนดในกรณีที่สิ่งของนั้นชำรุดบกพร่องหรือมิอาจส่งคืนได้ และประกัน หรือหลักประกันสำหรับในกรณีที่เป็นสัญญาประกัน ทั้งนี้ ตามแบบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
สำหรับการจัดการและการเก็บรักษาหลักประกันตามข้อนี้ ให้นำความในวรรคเก้าของข้อ ๕๑ มาใช้บังคับ
กรณีที่มีคำสั่งไม่อนุญาต ให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องทราบเป็นหนังสือว่ามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนี้ต่อศาลชั้นต้น ที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการไม่อนุญาต
ข้อ ๖๐ การบรรยายฟ้อง
การบรรยายฟ้องคดีที่ขอริบทรัพย์สินของกลาง ต้องละเอียดชัดแจ้งครบถ้วน ตามหลักเกณฑ์ ในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายอื่นที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ และให้อ้างบทมาตรา ตามกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องริบทรัพย์สินของกลางให้ถูกต้องครบถ้วน อีกทั้งต้องมีคำขอให้ศาลพิพากษา ริบของกลางไว้ด้วย ทั้งนี้ให้สอดคล้องตรงกับความเห็นในสำนวน
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 73 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๖๑ การสืบพยาน
คดีที่ขอริบทรัพย์สินของกลาง หากจำเลยให้การปฏิเสธ ให้อ้างและนำพยานเข้าสืบต่อศาลให้ได้ความ ครบถ้วนตามฟ้อง
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 74 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๖๒ การคัดค้านขอคืนทรัพย์สินของกลาง
กรณีมีผู้ยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ให้ยื่นคำร้องคัดค้าน ยื่นบัญชีพยานโดยระบุพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ และสำนวนคดีอาญา ของศาลที่พิพากษาให้ริบของกลางไว้เป็นพยาน ให้ถามค้านพยานของผู้ร้อง และนำสืบหักถ้างคำร้อง และข้อนำลืบของผู้ร้อง
ในกรณีที่ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินของกลางแก่ผู้ร้อง ถ้าเห็นว่าเป็นการสมควรที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ตามหลักฐานคดี ก็ให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุดด้วย
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 75 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๖๓ การอุทธรณ์ - ฎีกา
ในคดีที่ขอริบทรัพย์สินของกลาง หากศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ริบของกลาง ถ้ามีเหตุอันควร ที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาว่าให้ริบของกลาง ก็ให้ดำเนินคดีจนถึงที่สุด
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 76 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๖๔ การแจ้งให้ปฏิบัติเกี่ยวกับของกลาง
กรณีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกคน หรือกรณีมีความเห็นไม่ขอริบทรัพย์สินของกลางใด เนื่องจากของกลางนั้นริบไม่ได้ตามกฎหมายหรือไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ และไม่จำเป็นที่จะต้อง ยึดของกลางนั้นไว้วินิจฉัยในคดีอีก ให้แจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางตามแบบพิมพ์ อ.ก.๔๖ เพียงว่าของกลาง ให้จัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ เท่านั้น โดยไม่ต้องรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
กรณีเสร็จคดีชั้นศาล ให้แจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว โดยให้แจ้งตามแบบพิมพ์ อ.ก. ๔๖ เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วแต่กรณี
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 77 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๖๕ การสั่งคดีกรณีร้องขอความเป็นธรรม
กรณีผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ โดยกล่าวอ้างว่าผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการพิจารณารับคำร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวไว้พิจารณา ทั้งนี้ กรณีที่ผู้ต้องหาซึ่งได้รับ การปล่อยชั่วคราวหรือลงลายมือชื่อรับทราบวันนัดไว้ ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ผู้ต้องหานั้นต้องแสดงตน ต่อพนักงานอัยการในขณะยื่นหนังสือ
การร้องขอความเป็นธรรม หากเป็นประเด็นที่ผู้ร้องเคยขอความเป็นธรรมและพนักงานอัยการได้เคยพิจารณาไว้แล้ว หรือ มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้า ให้ทำบันทึกข้อความเสนอ ความเห็นพร้อมเรื่อง ร้องขอความเป็นธรรมและสำเนารายงานการสอบสวน เสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดีอัยการพิจารณาสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมนั้น
ให้พนักงานอัยการพิจารณาให้ความเป็นธรรมโดยให้คำนึงถึงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอันสำคัญแก่คดีที่จะนำไปสู่การพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ้ของผู้ต้องหาได้
คดีที่มีการร้องขอความเป็นธรรม ในกรณีที่จะมีคำสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหาหรือบางข้อหา ให้ทำความเห็น ในสำนวนแล้วเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดีอัยการเพื่อพิจารณาสั่งทั้งคดี เมื่ออธิบดีอัยการมีคำสั่งประการใด ให้ปฏิบัติตามนั้น
กรณีที่มีคำสั่งฟ้องทุกข้อหาให้ดำเนินการให้ได้ตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาล และให้รีบทำบันทึกข้อความ ส่งคำร้องขอความเป็นธรรม สำเนาความเห็นและคำสั่งพร้อมทั้งสำเนารายงานการสอบสวนเสนออธิบดีอัยการเพื่อทราบ
กรณีในวรรคห้า หากเป็นกรณีที่ต้องกลับความเห็นหรือกลับคำสั่งเดิม หรือต้องถอนฟ้อง ให้นำความ ในวรรคสามของข้อ ๑๐ หรือข้อ ๑๓๒ มาใช้บังคับแล้วแต่กรณี
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ ๔๘ ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 ถูกยกเลิกและบัญญัติความขึ้นใหม่
ข้อ ๖๗ เจตนารมณ์
ในการดำเนินคดี ให้พนักงานอัยการคำนึงถึงมาตรการการบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย ตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่น เพื่อควบคุมผู้กระทำความผิดบางประเภท และเพื่อกันผู้กระทำ ความผิดติดนิสัยออกไปจากสังคม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย อันเป็นการป้องกันอาชญากรรมและแก่ไขผู้กระทำความผิดนอกเหนือไปจากการลงโทษ
ข้อ ๖๘ คดีผู้กระทำผิดติดนิสัย
ผู้ต้องหาในคดีใดอยู่ในข่ายเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัยที่ต้องฟ้องขอให้กักกัน หรืออยู่ในข่ายที่อาจขอให้ใช้ วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่น ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา และสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ความว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัย หรือให้ได้ความว่าเป็นกรณีที่อาจขอให้ใช้ วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่นได้ แล้วพิจารณาสั่งไปตามรูปคดี
หมายเหตุ ความเดิมของข้อ 67 และข้อ 68 นี้ เดิมกำหนดในข้อ 72 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 และได้นำมาบัญญัติใหม่ตามระเบียบนี้แยกเป็นข้อ 67และข้อ 68
ข้อ ๖๙ การขอให้กักกัน
เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนคดีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัย ที่ต้องขอให้กักกัน ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำผิด ติดนิสัย ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณา รวมไปถึงคดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟ้องขอให้กักกัน
กรณีไม่อาจดำเนินการขอให้กักกันรวมไปกับคดีเดิมดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการเร่งรัด พนักงานสอบสวนรีบส่งสำนวนขอให้กักกันไปยังพนักงานอัยการก่อนครบกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ รับสำนวนคดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟ้องขอให้กักกัน
ในกรณีที่จะต้องฟ้องขอให้กักกัน ให้จัดการให้มีการแจ้งผู้ต้องหาทราบว่าจะถูกฟ้องขอให้กักกันด้วย
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 156 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๗๐ การขอให้ศาลสั่งทำทัณฑ์บน
เมื่อความปรากฏแก่พนักงานอัยการ โดยการแจ้งเหตุหรือโดยการพิจารณาดำเนินคดีว่า ผู้ใดจะก่อเหตุร้าย ให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ให้พนักงานอัยการโดยคำสั่งของหัวหน้าพนักงานอัยการ บันทึกปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่จะก่อเหตุดังกล่าว หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้นจะก่อเหตุร้ายตามมาตรา ๔๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้ล่งบันทึกข้อเท็จจริง ดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป
ในการตรวจพิจารณาสำนวนคดีใด ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะก่อเหตุร้ายให้เกิด ภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาตามมาตรา ๔๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา แก่ผู้ต้องหาและทำการสอบสวนส่งมาให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องศาล
การขอให้ศาลสั่งทำทัณฑ์บนตามมาตรา ๔๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้พนักงานอัยการ นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับเสมือนเป็นความผิดอาญา แต่ระยะเวลา คุมขังชั้นสอบสวน ให้ปฏิบัติตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๔๙๙
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 157 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเล็กน้อย
ข้อ ๗๑ การขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่น
คดีที่ผู้ต้องหาอาจถูกบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่นนอกจากการฟ้องขอให้กักกัน และขอให้ศาลสั่งให้ทำทัณฑ์บน ซึ่งข้อเท็จจริงยังไม่ซัดเจน ให้สั่งพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อทราบความเป็นมาแห่งชีวิตและความประพฤติอันเป็นอาจิณของผู้ต้องหา ให้ได้ความว่าผู้ต้องหานั้น มีพฤติการณ์และพยานหลักฐานพอที่จะฟ้องขอให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๕๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือไม่ แล้วพิจารณาสั่งไปตามรูปคดี
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 158 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๗๒ การสั่งไม่ขอบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย
ในกรณีที่พนักงานอัยการมีความเห็นควรไม่ดำเนินการขอให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย ให้หัวหน้าพนักงานอัยการสั่งยุติโดยไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๔๕ และมาตรา ๑๔๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ กฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอื่น
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 159 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความว่า “และมาตรา ๑๔๕/๑ แห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอื่น”
ข้อ ๗๓ การฟ้องคดี
การฟ้องขอให้กักกัน ให้พนักงานอัยการบรรยายพฤติการณ์ของจำเลย ระบุบทมาตราและคำขอให้กักกัน รวมไปในคำฟ้องคดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟ้องขอให้กักกัน
กรณีไม่อาจฟ้องรวมกันไปในคำฟ้องเดิมดังกล่าว ให้ฟ้องภายในหกเดือนนับแต่วันที่ฟ้องคดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟ้องขอให้กักกัน
การขอให้ศาลสั่งให้ทำทัณฑ์บน ให้ทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาล
การขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่น ให้พนักงานอัยการบรรยายพฤติการณ์ของจำเลย ระบุบทมาตราและคำขอให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมไปในคำฟ้องคดีอันเป็นมูลให้ขอใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 160 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๗๔ อุทธรณ์และฎีกา
กรณีที่มีความเห็นควรไม่ขอให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้อัยการศาลสูงสั่งยุติ โดยไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๔๕ และมาตรา ๑๔๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอื่น
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 161 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๗๕ การติดตามพฤติการณ์
กรณีที่ศาลได้มีคำสั่งให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใดตามคำฟ้องหรือคำขอของพนักงานอัยการแล้ว ให้พนักงานอัยการดำเนินการติดตามพฤติการณ์เกี่ยวกับการให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยของผู้นั้น ตามกำหนดระยะเวลาที่ศาลสั่งใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย
ถ้าปรากฏว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับการให้บังคับใช้นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ให้พนักงานอัยการ ผู้รับผิดชอบพิจารณาทำคำเสนอต่อศาล โดยทำเป็นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนหรืองดการให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้นั้นไว้ชั่วคราว ตามมาตรา ๑๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ถ้าการติดตามพฤติการณ์ดังกล่าวในวรรคหนึ่งพบว่า ผู้ถูกให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนคำสั่งของศาล ให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบพิจารณาดำเนินการยื่นคำร้องหรือคำแถลงต่อศาลเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามเงื่อนไขในคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล
กรณีการฝ่าฝืนคำสั่งศาลดังกล่าวในวรรคสามเป็นความผิดตามมาตรา ๑๙๔ มาตรา ๑๙๕ หรือ มาตรา ๑๙๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้พนักงานอัยการแจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี
การติดตามพฤติการณ์ดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือแจ้งขอความร่วมมือกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ ข้าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ เจ้าพนักงานอื่น ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงหรือสอบพฤติการณ์ดังกล่าว แล้วส่งมาให้พนักงานอัยการ พิจารณาต่อไป
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 162 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๗๖ การส่งสถิติและรายงานคดี
ในกรณีที่มีการดำเนินคดีขอให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย ให้หัวหน้าพนักงานอัยการส่งสถิติ และรายงานคดีเกี่ยวกับการบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ โดยให้จัดทำตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในข้อ 163 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547
ข้อ ๙๒ การขออนุญาตฟ้อง
การขออนุญาตฟ้องและการอนุญาตฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ศาลเยาวชนและครอบครัว หรือศาลที่ต้องใช้วิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วย การจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงบังคับ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของอัยการสูงสุด ว่าด้วยการขออนุญาตฟ้องและการอนุญาตฟ้อง
หมายเหตุ ความเดิมกำหนดในส่วนที่ ๒ ข้อ 167-174 ของระเบียบฯ พ.ศ. 2547 ถูกยกเลิกไปโดยให้ใช้ ข้อบังคับของอัยการสูงสุด ว่าด้วยการขออนุญาตฟ้องและการอนุญาตฟ้อง แทน
- ข้อบังคับของสำนักงานอัยการสูงสุดและแบบฟอร์การขออนุญาตฟ้อง (คล๊ก)