การจัดหาสิ่งสาธารณูปโภคหรือ การจัดให้มีบริการสาธารณะ หรือการ
จัดหาพัสดุของภาครัฐ ต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ประกอบด้วยวิธีการต่าง 3 วิธี ได้แก่
1.วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป แบ่งเป็น 1. วิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-market) 2. วิธีประกวดราคาอิลเก?รอนิกส์ (e-bidding) 3. วิธีสอบราคา
2. วิธีคัดเลือก
3. วิธีเฉพาะเจาะจง
1.3. วิธีสอบราคา หมายถึง การซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่งเกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท ให้กระทำได้ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ต ทำให้ไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ได้
การจัดทำเอกสารการสอบราคา
1. การจัดทำข้อกำหนดรายละเอียดการจัดซื้อ หรือการจัดจ้าง
1.1 การจัดทำข้อกำหนดรายละเอียดการซื้อ ควรมีหัวข้อ ดังนี้
1.1.1 ความประสงค์ที่ต้องการซื้อ เช่น กรมประสงค์จะซื้ออะไร จำนวนเท่าใด ต้องมีการติดตั้งและทดสอบหรือไม่ ระบุสถานที่
1.1.2 คุณสมบัติผู้เสนอราคา
(1) ผู้เสนอราคาต้องเป็นผู้มีอาชีพขายพัสดุที่สอบราคาซื้อ
(2) กรณีเป็นงานซื้อที่มีวงเงินสูง ควรกำหนดให้ผู้เสนอราคาต้องเป็นนิติบุคคลผู้มีอาชีพขายพัสดุที่สอบราคาจ้างนี้
(3) ผู้เสนอราคาต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงานของทางราชการ และได้แจ้งเยนชื่อแล้ หรือไม่เป็นผู้ที่ได้รับผลของการสั่งให้เป็นนิติบุคคลหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ทิ้งงานตามระเบียบของทางราชกร
(4) ผู้เสนอราคาต้องไม่เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้เสนอราคารายอื่น ณ วันประกาศสอบราคา หรือไม่เป็นผู้กระทำการอนเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
(5) ผู้เสนอราคาต้องไม่เป็นผู้ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกัน ซึ่งอาจปฏิเสธไม่ยอมขึ้นศาลไย เว้นแต่รัฐบาลของผู้เสนอราคาได้มีคำสั่งให้สะสิทธิ์และความคุ้มกันเช่นว่านั้น
1.1.3 ข้อกำหนดรายละเอียดพัสดุที่ซื้อ เช่น
(1) ซื้อครุภัณฑ์มาตรฐาน ต้องกำหนดลักษณะตามมาตรฐาน
(2) กรณีเป็นพัสดุที่มีประกาศกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแล้ว ให้กำหนดรายละเอียดหรือคุณลักษณะเฉพาะ หรือรายการตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและ/หรือระบุหมายเลข มาตรฐานไว้ด้วย
(3) กรณีเป็นพัสดุที่ไม่ประกาศกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และไม่มีผู้ได้รับการจดทะเบียน ให้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้เสนอราคาระบุแหล่งกำเนิด หรือประเทศที่ผลิตด้วย
1.1.4 กำหนดต้องยื่นเอกสารหลักฐานหรือแคตตาล็อก (กรณีจำเป็น)
1.1.5 กำหนดยืนราคา (ปกติสอบราคากำหนด 90 วัน) 1.1.1.6 กำหนดระยะเวลาส่งมอบ สถานที่ส่งมอบ
1.1.7 กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาซื้อ เช่น พิจารณาตัดสินด้วยราคาแต่ละรายการ (เช่นกรณีซื้อครุภัณฑ์) หรือพิจารณาตัดสินด้วยราคารวมทั้งสิ้น (เช่นกรณีซื้อวัสดุ)
1.1.8 กำหนดการจ่ายเงิน
1.1.9 ห้ามมีข้อกำหนด ดังต่อไปนี้
(1) ห้ามกำหนดยี่ห้อสินค้า และประเทศแหล่งผลิต
1.2 การจัดทำข้อกำหนดรายละเอียดการจ้าง
1.2.1 ความประสงค์ที่ต้องการจ้าง เช่น กรมประสงค์จะจ้างทำอะไร จำนวนเท่าใด ต้องมีการติดตั้งและทดสอบหรือไม่ ระบุสถานที่
1.2.2 คุณสมบัติผู้เสนอราคา
(1) ผู้เสนอราคาต้องเป็นผู้มีอาชีพขายรับจ้างงานที่สอบราคาจ้าง
(2) กรณีเป็นงานว่าจ้างก่อสร้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ต้องกำหนดให้ผู้เสนอราคาต้องเป็นนิติบุคคลผู้มีอาชีพรับจ้างงานที่สอบราคาจ้างนี้
(3) ผู้เสนอราคาต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงานของทางราชการ และได้แจ้งเยนชื่อแล้ หรือไม่เป็นผู้ที่ได้รับผลของการสั่งให้เป็นนิติบุคคลหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ทิ้งงานตามระเบียบของทางราชกร
(4) ผู้เสนอราคาต้องไม่เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้เสนอราคารายอื่น ณ วันประกาศสอบราคา หรือไม่เป็นผู้กระทำการอนเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
(5) ผู้เสนอราคาต้องไม่เป็นผู้ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกัน ซึ่งอาจปฏิเสธไม่ยอมขึ้นศาลไย เว้นแต่รัฐบาลของผู้เสนอราคาได้มีคำสั่งให้สะสิทธิ์และความคุ้มกันเช่นว่านั้น
1.1.3 ข้อกำหนดรายละเอียดของงานที่ว่าจ้าง
1.1.4 กำหนดยืนราคา (ปกติสอบราคากำหนด 90 วัน) 1
1.1.5 กำหนดระยะเวลาส่งมอบ สถานที่ส่งมอบ
1.1.6 กำหนดระยะเวลาส่งมอบ สถานที่ส่งมอบ
1.1.7 กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาซื้อ เช่น พิจารณาตัดสินด้วยราคาแต่ละรายการ (เช่นกรณีซื้อครุภัณฑ์) หรือพิจารณาตัดสินด้วยราคารวมทั้งสิ้น (เช่นกรณีซื้อวัสดุ)
1.1.8 กำหนดการจ่ายเงิน
1.1.9 กรณีกำหนดค่าปรับ
1.1.10 ห้ามมีข้อกำหนด ดังต่อไปนี้
- กรณีงานว่าจ้างก่อสร้าง ห้ามกำหนดคุณสมบัติของผู้เสนอราคาว่าต้องมีทุนจดทะเบียนจำนวนหนึ่ง จะต้องเป็นผู้ที่มีผลประกอบการเป็นกำไร จะต้องมีบุคลากรหรือเครื่องมือเครื่องจักรอยู่ก่อน หรือขณะเข้าเสนองาน และหรือจะต้องมีหนังสือรับรองทางการเงินจากสถาบันการเงินมาแสดงตั้งแต่ขณะเสนอราคา (แจ้งตามหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรีที่ นร (กวพ.) 1305/ว 7914 ลงวนที่ 22 กันยายน 2543)
- กรณีเป็นงานก่อสร้าง ต้องกำหนดราคากลางเป็นวงเงินที่ใช้การว่าจ้าง ราคากลางต้องกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลาง และเป็นวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการ หรือผู้ที่หัวหน้าส่วนราชการมอบอำนาจ
2. กรณีเป็นงานก่อสร้าง
2.1 เจ้าของงานนำเสนอรายชื่อต่อหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ เพื่อขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง
2.2 เมื่อได้รับอนุมัติ ส่งให้ กลุ่มบริหารทรัพย์สิน สำนักบริหารกลาง
2.3 กลุ่มบริหารทรัพย์สิน จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง แล้วนำเสนอหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ ลงนามในคำสั่ง
2.4 เมื่อหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ ลงนามในคำสั่งแล้ว ส่งกลุ่มบริหารทรัพย์สิน
2.5 กลุ่มบริหารทรัพย์สิน ออกเลขที่และวันที่ของคำสั่ง ส่งคำสั่งให้ประธานกรรมการดำเนินการต่อไป พร้อมกับเวียนคำสั่งให้กรรมการทราบ
2.6 คณะกรรมการกำหนดราคากลาง ดำเนินการจัดทำราคากลาง โดยต้องสอดคล้องและเป็นไปตามข้อกำหนดรายละเอียด แบบ รายการ ปริมาณงาน ที่จะว่าจ้างในครั้งนั้น ซึ่งได้รับจากเจ้าของงาน
2.7 คณะกรรมการกำหนดราคากลาง นำเสนอต่อหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเพื่อขออนุมัติราคากลาง พร้อมรายละเอียดการคิดราคากลาง
2.8 หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ อนุมัติราคากลาง
2.9 คณะกรรมการกำหนดราคากลาง ส่งเรื่องการอนุมัติราคากลางให้เจ้าของงานเพื่อใช้ในการจัดทำคำของจ้างต่อไป
การจัดทำคำขอซื้อ/ขอจ้าง การจัดทำคำขอซื้อ/ขอจ้าง ประกอบด้วย
1. ใบขอซื้อ/ขอจ้างตามแบบฟอร์มของกรม มี 2 แบบ คือ
(1) แบบ พช. พ. 1 สำหรับ การขอซื้อวัสดุ
(2) แบบ พช. พ. 2 สำหรับ การขอซื้อครุภัณฑ์ การขอจ้างทำของ จ้างก่อสร้าง จ้างซ่อม จ้างปรับปรุง จ้างเหมาบริการ
2. ผู้ลงนามอนุมัติให้ดำเนินการ ใบแบบ พช. พ. 1 หรือ พช.พ. 2 คือ เจ้าของงาน เช่น ผู้อำนวยการกอง หรือผู้อำนวยการสำนัก หรือหัวหน้าโครงการ (ไม่ว่าวงเงินที่ว่าจ้างจะเป็นเท่าใด)
3. เสนอรายชื่อคณะกรรมการ จำนวน 2 ชุด ซึ่งระเบียบพัสดุฯ ข้อ 35 กำหนด การแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว ประกอบด้วยประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการอย่างน้อย 2 คน โดยปกติให้แต่งตั้งจากข้าราชการตั้งแต่ระดับ 3 หรือเทียบเท่า ขึ้นไป ในกรณีจำเป็นหรือเพื่อประโยชน์ของทางราชการจะแต่งตั้งบุคคลที่มิใช่ข้าราชการร่วมเป็นกรรมการด้วยก็ได้ คณะกรรมการ จำนวน 2 ชุด คือ
3.1. คณะกรรมการเปิดซองสอบราคา
3.2. คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ หรือ คณะกรรมการตรวจการจ้าง แล้วแต่กรณี ควรแต่งตั้งผู้ชำนาญการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับพัสดุหรืองานจ้างนั้นๆ ร่วมเป็นกรรมการด้วย
3.3. ห้ามแต่งตั้งคณะกรรมการในข้อ 3.1. และข้อ 3.2. ซ้ำกัน
3.4. กรณีงานที่ว่าจ้างนี้ เป็นงานที่ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ให้ระบุใบแบบ พช. พ. 1 หรือใบแบบ พช. พ. 2 ด้วยว่า เป็นรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ระบุวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น จะก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่ปีงบประมาณใดถึงปีงบประมาณใด ใช้เงินงบประมาณปีเริ่มต้น(ปีงบประมาณที่ว่าจ้าง) จำนวนเท่าใด และได้รับอนุมัติให้ก่อหนี้ผู้พันข้ามปีงบประมาณแล้วหรือไม่ พร้อมแนบหลักฐาน
3.5.ข้อกำหนดรายละเอียด ที่ ผอ.กองหรือ ผอ.สำนัก ลงนามกำกับในข้อกำหนดรายละเอียด
3.6 กรณีเป็นงานก่อสร้าง หลักฐานแสดงว่าได้อนุมัติราคากลาง
3.7 หลักฐานแสดงว่ามีเงินที่จะดำเนินการว่าจ้าง เช่น รายการตามเอกสารงบประมาณแผ่นดิน รายการที่ได้รับอนุมัติเงินกองทุนฯ กรณีเป็นการโอนเงินหรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณต้องแสดงเอกสารที่ได้รับอนุมัติหลักการให้โอนเงินหรือเปลี่ยนแปลงแล้ว
3.8. ใบคอมพิวเตอร์ออกรหัสการใช้เงิน
หน้าที่คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์
(1) จัดพิมพ์ใบเสนอราคาและเอกสารการเสนอราคาของผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายผ่านทางระบบ จำนวน 1 ชุด ให้กรรมการทุกคนลงลายมือชื่อกำกับไว้ในใบเสนอราคาและเอกสารการเสนอราคาของผู้ยื่น ข้อเสนอทุกแผ่น
(2) ตรวจสอบการมีผลประโยชน์ร่วมกัน และเอกสารหลักฐานการเสนอราคาต่างๆ และพัสดุ ตัวอย่าง (ถ้ามี) หรือพิจารณาการนำเสนองานของผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย หรือเอกสาร หรือรายละเอียดที่กำหนดให้ จัดส่งในภายหลังจากวันเสนอราคา แล้วคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน และยื่นเอกสารเสนอ ราคาครบถ้วน ถูกต้อง มีคุณสมบัติและข้อเสนอทางด้านเทคนิคหรือเสนอพัสดุที่มีรายละเอียดคุณลักษณะ เฉพาะที่ครบถ้วน ถูกต้อง ตามเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกำหนดไว้ในประกาศและเอกสารประกวดราคาฯ
(3) คณะกรรมการอาจสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้ยื่นข้อเสนอรายใดก็ได้ แต่จะให้ผู้ยื่น ข้อเสนอเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญที่เสนอไว้แล้วมิได้ และหากคณะกรรมการเห็นว่าผู้ยื่นข้อเสนอรายใด มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐได้กำหนด ให้คณะกรรมการตัดรายชื่อของผู้ยื่นข้อเสนอ รายนั้น ในกรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอรายใดเสนอเทคนิคหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุไม่ครบถ้วน หรือเสนอรายละเอียดแตกต่างไปจากเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกำหนด ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญและ ความแตกต่างนั้น ไม่มีผลทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบหรือเป็นการผิดพลาดเล็กน้อย ให้พิจารณาผ่อนปรน การตัดสิทธิผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้น
(4) คัดเลือกพัสดุหรือคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอที่ถูกต้อง และพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศและเอกสารประกวดราคา โดยเรียงลำดับผู้ที่เสนอราคาตํ่าสุดหรือได้ คะแนนรวมสูงสุด ไม่เทิน 3 ราย ในกรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอรายที่คัดเลือกไว้ไม่ยอมเข้าทำสัญญาหรือข้อตกลง กับ หน่วยงานของรัฐในเวลาที่กำหนดตามเอกสารประกวดราคา ให้พิจารณาผู้ที่เสนอราคาตํ่ารายถัดไป หรือ
ผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงรายถัดไปตามลำดับ แล้วแต่กรณี
(5) จัดทำรายงานผลการพิจารณา และความเห็นเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ รายงานผลการพิจารณาดังกล่าวอย่างน้อยให้ประกอบด้วยรายการดังต่อไปนี้
(ก) รายการพัสดุที่จะชื้อหรือจ้าง
(ข) รายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอ ราคาที่เสนอและข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย
(ค) รายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการคัดเลือกว่าไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมถัน
(ง) หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ พร้อมเกณฑ์การให้คะแนน
(จ) ผลการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอและการให้คะแนนข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย พร้อมเหตุผลสนับสนุนในการพิจารณา
(6) เมื่อพิจารณาผลการประกวดราคาแล้ว ปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียวหรือมีผู้ยื่น ข้อเสนอหลายรายแต่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เพียงรายเดียว ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนั้น แต่ถ้าเห็นว่ามีเหตุผลสมควรที่จะดำเนินการต่อไปโดยไม่ต้องยกเลิก ให้คณะกรรมการพิจารณาผลฯ ต่อรองราคา กับผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้น และจัดทำรายงานผลการพิจารณาเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ
(7) กรณีไม่มีผู้เสนอราคาหรือมีแต่ไม่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด ให้เสนอหัวหน้า หน่วยงานของรัฐเพื่อยกเลิกและดำเนินการใหม่ แต่หากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณาแล้วเห็นว่าดำเนินการ โดยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่อาจไม่ได้ผลดี จะสั่งให้ดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยใช้วิธีคัดเลือกตาม มาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง (๑) (ก) (ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปแล้วแต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ หรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รัน การคัดเลือก) หรือวิธีเฉพาะเจาะจง ตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง (๒) (ก) (ใช้ทั้งวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปและวิธี คัดเลือก หรือใช้วิรีคัดเลือกแล้วแต่'ไม่ม่ผู้ยืนข้อเสนอ หรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รันการคัดเลือก) แล้วแต่กรณีก็ได้ เว้นแต่ หน่วยงานของรัฐจะดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีคัดเลือกหรือวิธีเฉพาะเจาะจงด้วยเหตุอื่น ให้เริ่ม กระบวนการซื้อหรือจ้างใหม่
(8) กรณีราคาของผู้ชนะการเสนอราคาที่เห็นควรซื้อ/จ้างสูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง (กรณีหน่วยงานของรัฐ ใช้เกณฑ์ราคา)
(1) แจ้งผู้ที่เสนอราคารายที่คณะกรรมการเห็นสมควรซื้อหรือจ้างนั้นผ่านระบบฯ เพื่อต่อรองราคา ให้ตํ่าสุดเท่าที่จะทำได้ หากผู้ที่เสนอราคารายนั้นยอมลดราคาและยื่นใบเสนอราคาผ่านระบบฯ แล้วราคา ที่เสนอใหม่ไม่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือสูงกว่าแต่ส่วนที่สูงกว่านั้นไม่เกินร้อยละ 10 ของวงเงินที่จะซื้อ หรือจ้าง หรือต่อรองราคาแล้วไม่ยอมลด แต่ส่วนที่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างนั้นไม่เกินร้อยละ 10 ของวงเงิน ที่จะซื้อหรือจ้าง ล้าเห็นว่าเป็นราคาที่เหมาะสมก็ให้เสนอซื้อหรือจ้างจากผู้ที่เสนอราคารายนั้น
(2) ถ้าดำเนินการตาม (1) แล้วไม่ได้ผล ให้แจ้งผู้ที่เสนอราคาที่คณะกรรมการเห็นสมควรซื้อ หรือจ้างทุกรายผ่านระบบฯ เพื่อมาเสนอราคาใหม่พร้อมกันโดยยื่นใบเสนอราคาผ่านระบบฯ ภายในกำหนด ระยะเวลาอันสมควร หากรายใดไม่ยื่นใบเสนอราคาให้ถือว่ารายนั้นยืนราคาตามที่เสนอไว้เดิม หากผู้ที่เสนอ ราคาตํ่าสุดในการเสนอราคาครั้งนี้เสนอราคาไม่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือสูงกว่าแต่ส่วนที่สูงกว่านั้น ไม่เกินร้อยละ 10 ของวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง ล้าเห็นว่าเป็นราคาที่เหมาะสม ก็ให้เสนอซื้อหรือจ้างจากผู้ที่เสนอ ราคารายนั้น
(3) ถ้าดำเนินการตาม (2) แล้วไม่ได้ผล ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐใช้ดุลพินิจว่า จะยกเลิกการซื้อหรือจ้าง หรือขอเงินเพิ่มเติม หรือลดรายการ ลดจำนวน หรือลดเนี้องานหากการดำเนินการ ดังกล่าว ทำให้ลำด้นของผู้ชนะการเสนอราดาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ถือว่าก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ระหว่างผู้เสนอราคา ให้ยกเลิกการชื้อหรือจ้างในดรั้งนั้น แต่หากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการโดยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่อาจไม่ได้ผลดี จะสั่งให้ดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยใช้วิธี คัดเลือกตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง (๑) (ก) (ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป'แล้วแต่ไม่ม่ผู้ยื่'นข้อเสนอ หรือข้อเสนอ นั้นไม่ได้รันการคัดเลือก) หรือวิธีเฉพาะเจาะจง ตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง (๒) (ก) (ใช้ทั้งวิรีประกาศเชิญชวน ทั่วไปและวิรีคัดเลือก หรือใช้วิรีคัดเลือกแล้วแต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ หรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รันการคัดเลือก) แล้วแต่ กรณีก็ได้ เว้นแต่หน่วยงานของรัฐจะดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีคัดเลือกหรือวิธีเฉพาะเจาะจงด้วยเหตุอื่น ให้เริ่มกระบวนการซื้อหรือจ้างใหม่
(9) กรณีราคาของผู้ชนะการเสนอราคาที่เห็นควรซื้อ/จ้างสูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง (กรณีหน่วยงานของรัฐ ใช้เกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์คุณภาพ)
(1) เมื่อราคาของผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงสุด สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างให้คณะกรรมการแจ้ง ผู้ที่เสนอราคารายที่คณะกรรมการเห็นสมควรซื้อหรือจ้างนั้นผ่านทางระบบเพื่อต่อรองราคาให้ตํ่าสุดเท่าที่จะทำได้ หากยอมลดราคาและยื่นใบเสนอราคาผ่านทางระบบฯ แล้ว ราคาที่เสนอใหม่ไม่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือสูงกว่าแต่ส่วนที่สูงกว่านั้นไม่เกินร้อยละ 10 ของวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือต่อรองราคาแล้วไม่ยอมลด แต่ส่วนที่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างนั้นไม่เกินร้อยละ 10 ของวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง ถ้าเห็นว่าเป็นราคา ที่เหมาะสม ก็ให้เสนอซื้อหรือจ้างจากผู้ที่เสนอราคารายนั้น
(2) หากดำเนินการไม่ได้ผล ให้เสนอความเห็นต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐใช้ดุลพินิจว่าจะขอ เงินเพิ่ม หรือยกเลิกการซื้อหรือจ้างในครั้งนั้นและดำเนินการใหม่ แต่หากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณาแล้ว เห็นว่าการดำเนินการโดยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่อาจไม่ได้ผลดี จะสั่งให้ดำเนินการซื้อหรือจ้าง โดยวิธีคัดเลือกมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง (๑) (ก) (ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปแล้วแต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ หรือ ข้อเสนอนั้นไม่ได้รันการคัดเลือก) หรือวิธีเฉพาะเจาะจง ตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง (๒) (ก) (ใช้ทั่งวิธีประกาศ เชิญชวนทั่วไปและวิธีคัดเลือก หรือใช้วิธีคัดเลือกแล้วแต่ไม่ม่ผู้ยื่นข้อเสนอ หรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการคัดเลือก) แล้วแต่กรณีก็ได้ เว้นแต่หน่วยงานของรัฐจะดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีคัดเลือกหรือวิธีเฉพาะเจาะจงด้วยเหตุอื่น ให้เริ่มกระบวนการซื้อหรือจ้างใหม่
การประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคา
เมื่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบรายงานผลการพิจารณา และผู้มีอำนาจอนุมัติ สั่งซื้อสั่งจ้างแล้วให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่แจ้งผลการพิจารณาผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e -mail) ตามแบบที่ กรมบัญชีกลางกำหนดให้ผู้เสนอราคาทุกรายทราบ และให้ประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคาในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลางและของหน่วยงานของรัฐตามวิธีการที่กรมบัญชีกลางกำหนด และให้ปิดประกาศ โดยเปิดเผย ณ สถานที่ปิดประกาศของหน่วยงานของรัฐนั้น
1. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ไม่เกิน 200,000,000 บาท
2. ผู้มีอำนาจเหนือขึ้นไปหนึ่งขั้น เกิน 200,000,000 บาท