สัญญากู้ยืม
สหกรณ์ออมทรัพย์มิใช่หน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ออมทรัพย์ ก็มิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนั้นการดําเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ ก็เป็นไปในลักษณะหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น สัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ถือหุ้น กับสหกรณ์ออมทรัพย์ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๒/๒๕๔๗ และที่ ๖๕๙/๒๕๔๗)
สัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นเรื่องที่รัฐมีนโยบายทางด้านการศึกษา เพื่อให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์มีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างทัดเทียมกันกับผู้มีฐานะดี จึงจัดตั้งกองทุนดังกล่าวขึ้นมาเพื่อให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ กู้ยืม และเมื่อสําเร็จ การศึกษาแล้ว ผู้กู้ยืมมีหน้าที่ต้องชดใช้เงินกู้ยืมคืนให้กับกองทุนพร้อมดอกเบี้ยตามที่กําหนด สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นสัญญาในทางแพ่ง มิใช่สัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทําบริการสาธารณะ หรือ เป็นสัญญาที่ตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดําเนินการหรือเข้าร่วมดําเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกําหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ อันจะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ ๓๙๐/๒๕๕๐)
หมายเหตุ
๑) หากสัญญากู้ยืมเงินมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่สัญญาฝ่ายเอกชน เข้าดําเนินการหรือเข้าร่วมดําเนินการจัดทําบริการสาธารณะ ซึ่งอยู่ในอํานาจหน้าที่ของคู่สัญญา ฝ่ายหน่วยงานทางปกครอง ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคําวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาทางปกครอง เช่น ในคดีที่สํานักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ ฟ้องบริษัทเอกชนว่าผิดสัญญาไม่ชําระหนี้เงินกู้กองทุนส่งเสริมการผลิตสื่อสําหรับเด็ก ซึ่งศาลเห็นว่า สํานักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กฯ มีอํานาจหน้าที่ในการจัดทําบริการสาธารณะทางด้านการผลิตสื่อสําหรับเด็ก เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้สํานักงานสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กฯ จัดตั้งกองทุน ส่งเสริมการผลิตสื่อสําหรับเด็ก อันมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการผลิตสื่อสําหรับเด็กของ บุคคล คณะบุคคล และหน่วยงานต่างๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยผู้ผลิตสื่อสําหรับเด็กมีสิทธิ ขอรับการสนับสนุนทางการเงินหรือกู้ยืมเงินจากกองทุนฯ ได้ ดังนั้น สัญญากู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริม การผลิตสื่อสําหรับเด็ก ระหว่างสํานักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กฯ กับเอกชน จึงเป็น วิธีการอย่างหนึ่งที่สํานักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กฯ ใช้ในการจัดทําบริการสาธารณะ เพื่อให้การบริการสาธารณะบรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตาม มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๓๔/๒๕๕๐ และที่ ๔๔๗/๒๕๕๐)
เมื่อนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) (ผู้ถูกฟ้องคดี) ตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) อยู่บนฐานของเสรีภาพในการทำสัญญา และเป็นสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นลักษณะของสัญญาทางแพ่ง การบังคับตามสัญญาย่อมเป็นไปตามกฎหมายแพ่งทั่วไป ไม่ใช่สัญญาทางปกครองอันมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทาบริการสาธารณะตามความหมายของสัญญาทางปกครองตามนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๗๘/๒๕๕๙)
แม้กรมส่งเสริมการเกษตร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) จะมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่หน่วยงานของรัฐก็อาจมีการใช้อำนาจในฐานะที่เป็นเอกชนและก่อนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนได้เช่นกัน เมื่อเหตุแห่งความเดือดร้อนหรือเสียหายในคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) สำนักงาน ก.พ. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓) และธนาคารออมสิน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔) ได้ทำบันทึกข้อตกลงโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้าราชการสังกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำสัญญาค้าประกันการกู้ยืมเงินตามโครงการดังกล่าวระหว่างนาย ช. และนาย ส. กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่เนื่องจากภายหลังทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันตามโครงการดังกล่าวแล้ว ผู้กู้ทั้งสองรายได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์กรมส่งเสริมการเกษตร จำกัด เป็นอีกสัญญาหนึ่งต่างหาก เมื่อต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หักเงินเดือนของผู้กู้ทั้งสองรายเพื่อส่งชาระหนี้เงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ก่อน ทำให้ผู้กู้ทั้งสองรายมีเงินเดือนไม่พอที่จะหักส่งเพื่อชำระหนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่มีผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ค้ำประกัน เห็นได้ว่า การที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หักเงินเดือนของผู้กู้ทั้งสองรายเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ตามวิธีการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าว เป็นความตกลงยินยอมระหว่าง นาย ช. นาย ส. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่ง มิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ที่จะอยู่ในอานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๓๐/๒๕๖๐)
แม้การกําจัดขยะมูลฝอยอันเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของเทศบาลตําบล จะถือได้ว่าเป็นบริการสาธารณะ แต่เตาเผาขยะเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดทําบริการสาธารณะ ของเทศบาลตําบลเท่านั้น ไม่ได้เป็นสิ่งสาธารณูปโภค ดังนั้น สัญญาซื้อขายเตาเผาขยะระหว่าง เทศบาลตําบลกับเอกชน จึงไม่ใช่สัญญาที่ให้เอกชนจัดทําบริการสาธารณะหรือสัญญาจัดให้มี สิ่งสาธารณูปโภค จึงไม่เป็นสัญญาทางปกครองตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองฯ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๒๓/๒๕๕๖)
สัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากคู่สัญญาซึ่งอยู่ใน ฐานะที่เท่าเทียมกันแสดงเจตนาโดยใจสมัครตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองได้ตกลงมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีใช้อํานาจทางปกครองหรือให้ดําเนิน กิจการทางปกครองแต่อย่างใดไม่ และสัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ ให้จัดทําบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ สัญญาซื้อขายเครื่อง คอมพิวเตอร์จึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๓๒/๒๕๕๔ และ ที่ ๑๙๒/๒๕๕๘)
หมายเหตุ
หากเป็นสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การประมวลผลระบบคอมพิวเตอร์ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า สัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นเครื่องมือสําคัญที่จะใช้ในการเชื่อมโยงและรับส่งข้อมูลของประชาชนที่มาใช้บริการสาธารณะด้านการแพทย์ จากแผนกหนึ่งไปยังอีกแผนกหนึ่งในโรงพยาบาลเดียวกัน และจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ให้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเพียงพอต่อความต้องการ ของประชาชน ดังนั้น วัตถุแห่งสัญญาจึงเป็นการซื้อเครื่องมือสําคัญที่จําเป็นต่อการจัดทํา บริการสาธารณะด้านการแพทย์ให้บรรลุผล และแม้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นผู้ควบคุมและ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การประมวลผลระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าวก็ตาม แต่วัตถุประสงค์หลักของการใช้เครื่องมือดังกล่าว ก็เป็นไปเพื่อการจัดทําบริการสาธารณะและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนที่มาขอใช้บริการด้านการแพทย์นั่นเอง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตาม มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๒๖/๒๕๕๗)
แม้สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กับผู้ฟ้องคดี จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทําการแทนรัฐก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวมิได้กําหนดให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทําบริการสาธารณะโดยตรง จึงไม่มีลักษณะ เป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทําบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแต่อย่างใด อีกทั้งข้อกําหนดของสัญญาที่กําหนดในเรื่อง การขยายเวลาทําการตามสัญญาหรือของดหรือลดค่าปรับ เป็นข้อกําหนดที่สามารถพบได้โดยทั่วไป ในสัญญาซื้อขายระหว่างเอกชนกับเอกชน ไม่ถือว่ามีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์เหนือผู้ฟ้องคดี สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๖๖/๒๕๕๒)
สัญญาซื้อขายตู้ดูดควันพิษพร้อมติดตั้งระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ผู้ฟ้องคดี) กับผู้ถูกฟ้องคดีมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทําบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงมิได้เป็นสัญญา ทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เป็นสัญญา ซื้อขายสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ ๒๔๖/๒๕๕๘)
สัญญาซื้อขายตลับผงหมึกระหว่างผู้ฟ้องคดีกับสานักงานสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) เพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แม้จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลซึ่งกระทาการแทนรัฐ แต่สัญญาดังกล่าวก็เป็นเพียงสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์สานักงานทั่ว ๆ ไป ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทาบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้เอกชนเข้าร่วมจัดทาบริการสาธารณะ หรือ มีข้อตกลงในสัญญาที่มีลักษณะเป็นการให้เอกสิทธิ์แก่ฝ่ายปกครองซึ่งไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่งทั่วไป สัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงมิได้เป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เป็นสัญญาที่ก่อนิติสัมพันธ์ด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกันระหว่างคู่สัญญาในทางแพ่ง อันถือเป็นสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๙๓/๒๕๕๙)
สัญญาขอใช้น้ำประปาและสัญญาขอใช้ไฟฟ้า มีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือ การขอซื้อน้ำประปาและขอซื้อพลังงานไฟฟ้า แม้การประปานครหลวงและการไฟฟ้านครหลวง จะเป็นรัฐวิสาหกิจ และเป็นผู้กําหนดเงื่อนไขของสัญญาเพียงฝ่ายเดียว ก็เป็นการกําหนดแบบของ สัญญาตามปกติของผู้ประกอบการโดยทั่วไป มิได้มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ มิได้ใช้อํานาจทางปกครอง และไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะใช้อํานาจทางปกครอง จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๖๙/๒๕๔๗ ที่ ๖๑๕/๒๕๔๗ ที่ ๙๕๓/๒๕๔๗ ที่ ๓๒๗/๒๕๔๙ และที่ ๖๒/๒๕๕๐)
สัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้าระหว่างผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ากับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นผู้ให้บริการจําหน่ายกระแสไฟฟ้า แม้จะมีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาให้เข้าร่วมจัดทําบริการสาธารณะ หรือสัญญาให้จัดทําบริการสาธารณะ หรือสัญญา ให้แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค แต่อย่างใด จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๗๙/๒๕๕๓ และที่ ๖๕๔/๒๕๕๓ วินิจฉัยแนวทางเดียวกัน)
กรณีที่การประปาส่วนภูมิภาคเรียกเก็บค่าน้ำประปาค่าบริการ และกําหนดขั้นตอนการชําระหนี้ค่าน้ําประปา เป็นเรื่องข้อตกลงในการชําระหนี้ค่าน้ำประปา ตามสัญญาการใช้น้ำ อันเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่งระหว่างการประปาส่วนภูมิภาคกับเอกชน ผู้ใช้น้ำ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๓๕/๒๕๕๔)
กรณีกรมศุลกากร (ผู้ฟ้องคดี) ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ประมูลได้รถยนต์ของกลาง แต่ไม่ได้ชำระเงินค่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องนำรถยนต์ออกประมูลใหม่ได้ในราคาที่ต่ำกว่าชำระเงินค่าซื้อรถยนต์ในส่วนที่ขาดคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย นั้น แม้ว่าสัญญาซื้อขายพิพาทจะเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อคดีนี้มีมูลคดีเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยที่ผู้ซื้อและผู้ขายอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกัน และสัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือ เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง กรณีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๑๖/๒๕๖๐)
กรณีฟ้องว่า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอถลาง (ผู้ถูกฟ้องคดี) ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ไฟฟ้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกับผู้ฟ้องคดี ซึ่งแม้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ จะเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งก็ตาม แต่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ทั้งโดยลักษณะของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในกิจการส่วนตัวของผู้ฟ้องคดีโดยเฉพาะ และเป็นสัญญาที่มุ่งผูกพันบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๕/๒๕๖๑)
กรณีกรมศุลกากร (ผู้ฟ้องคดี) ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลาง กับผู้ถูกฟ้องคดี ตามประกาศส่วนของกลาง สำนักสืบสวนและปราบปราม ที่ ๑๐/๒๕๕๗ เรื่อง ประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ของกลาง ลงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ แม้สัญญาดังกล่าวจะเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อเป็นสัญญาซื้อขายอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกัน และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคล ซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง อีกทั้ง ประกาศส่วนของกลาง สำนักสืบสวนและปราบปราม ที่ ๑๐/๒๕๕๗ฯ ก็มิได้เป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ของกลางไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามประกาศของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๐/๒๕๖๒)
กรณีที่ธนาคารออมสิน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) และธนาคารออมสิน สาขาบงคำ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. ๒๔๘๙ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพแห่งสังคมในทางทรัพย์สินและตามที่บัญญัติในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ประกาศขายทรัพย์ของตนเอง โดยเมื่อมีผู้สมัครใจเข้าซื้อทรัพย์ก็มีการตกลงกันและจัดทำสัญญาในลักษณะของสัญญาทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปที่ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกันถือเป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจการพาณิชย์ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายและไม่ใช่การดำเนินกิจการทางปกครอง อีกทั้ง นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ การที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจากการประกาศขายทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ประกาศขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดจากลูกหนี้โดยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไม่ตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนว่าจำนวนเนื้อที่ตรงตามโฉนดที่ดินหรือไม่ ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนที่ขาดไป มีลักษณะเป็นการฟ้องเรียกเงินค่าเสียหายเนื่องจากการตกลงซื้อที่ดินจากการประกาศขายทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา และเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงเอกสิทธิ์ของรัฐ สัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงมิได้เป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่ง(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คร.๓๙/๒๕๖๒)
สัญญาซื้อขายที่ดินตามประกาศขายทอดตลาดระหว่างผู้ประมูลซื้อที่ดิน กับเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์ในการจัดทําบริการสาธารณะหรือมีลักษณะตามที่กําหนดไว้ ในบทนิยามของสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๗๓/๒๕๕๓)
สัญญาซื้อขายที่ดิน น.ส. ๓ ก. ที่ประมูลได้จากการขายทอดตลาดกับสํานักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทําบริการสาธารณะ หรือ จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือ เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทําการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เข้าดําเนินการหรือเข้าร่วมดําเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกําหนดในสัญญา ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ สัญญาซื้อขายที่ดินที่พิพาทในคดีนี้จึงมิได้ เป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เป็นสัญญา ทางแพ่ง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๐๖/๒๕๕๖)
กรณีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สํานักงานบังคับคดี จังหวัดหนองคาย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) โดยได้ทําหนังสือ สัญญาซื้อขายและวางเงินมัดจําไว้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จํานวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมา ผู้ฟ้องคดี ไม่ประสงค์ที่จะซื้อทรัพย์ดังกล่าวอีกต่อไป จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนเงินจํานวนดังกล่าว ให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ได้รับการปฏิเสธ ผู้ฟ้องคดีจึงนําคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนเงินดังกล่าว นั้น เห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะยกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดิน ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนเงินมัดจําให้แก่ผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา และเมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวมิได้มีลักษณะ เป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทําบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงมิได้เป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เป็นสัญญาทางแพ่ง ประกอบกับหากผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ตนได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ในการดําเนินการขายทอดตลาด อันเป็นส่วนหนึ่งของการดําเนินการบังคับคดีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีก็มีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลยุติธรรมที่มีอํานาจ เพื่อขอให้มีคําสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะ หรือมีคําสั่งกําหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควรตามมาตรา ๒๙๖ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้ จึงไม่ใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ ๒๒๕/๒๕๕๙)
แม้ว่าสัญญาซื้อขายที่ดินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคาพิพากษาในคดีแพ่ง จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง คือ กรมบังคับคดี(ผู้ถูกฟ้องคดี) โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีทาสัญญาแทนและในนามของผู้ถูกฟ้องคดีก็ตามแต่สัญญาดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี อันเป็นการบังคับคดีตามคาพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีทั้งสามเห็นว่า การขายทอดตลาดเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามกระบวนการบังคับคดีทางแพ่งดังกล่าว ก็ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลต่อศาลยุติธรรมตามเงื่อนไขและวิธีการที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคาพิพากษาในคดีแพ่ง จึงมิใช่สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๕/๒๕๖๐)
กรณีผู้ฟ้องคดีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าซื้อมาจากนาย น. โดยมีความประสงค์ขอให้ศาลกำหนดคำบังคับให้ทายาทของนาย น. ในฐานะคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขาย ชดใช้ราคาค่าที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว โดยที่สัญญาซื้อขายพิพาทมีคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นเอกชน จึงเป็นสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทข้างต้นจึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่ง มิใช่ข้อพิพาทที่มีลักษณะเป็นคดีปกครองหรือสัญญาทางปกครอง(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คร.๓๑/๒๕๖๒)
สัญญาที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรเช่าคลังสินค้าจากเอกชนเพื่อเก็บ ข้าวเปลือกที่รับจํานําจากเกษตรกร โดยคู่สัญญาฝ่ายเอกชนผู้ให้เช่ามิได้มีส่วนร่วมในการรับจํานํา ข้าวเปลือกที่อาจถือเป็นการจัดทําบริการสาธารณะ ไม่มีสิทธิเก็บกุญแจคลังสินค้า ไม่มีสิทธิ เคลื่อนย้ายกองข้าวสาร ตลอดจนไม่มีสิทธิสั่งการให้คนงานดําเนินการนอกเหนือจากที่ผู้เช่าคลังสินค้ามีคําสั่งให้ปฏิบัติการจัดทําบริการสาธารณะดังกล่าว เป็นหน้าที่ขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว จึงมิอาจถือได้ว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชนเข้าดําเนินการหรือเข้าร่วมดําเนินการบริการสาธารณะโดยตรงแต่ประการใด สัญญาเช่าคลังสินค้าจึงเป็นสัญญาเช่าตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์หาได้เป็นสัญญาทางปกครองไม่ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๐๕/๒๕๔๙ และ ที่ ๑๗๐/๒๕๕๙)
สัญญาเช่าที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับเทศบาลตําบลขามเรียงเพื่อก่อสร้าง อาคารพาณิชย์ หอพัก และตลาดชุมชน ไม่ปรากฏว่าเป็นสัญญาที่เทศบาล ตําบลขามเรียงได้ให้ ผู้ฟ้องคดีกระทํากิจการจัดให้มีตลาดแทนเทศบาลแต่อย่างใด โดยระบุแต่เพียงว่าเป็นการเช่าที่ดิน ซึ่งภายหลังผู้ฟ้องคดีได้นําที่ดินดังกล่าวไปปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ หอพัก และตลาดเอกชน การดําเนินการดังกล่าวถือเป็นการดําเนินกิจการพาณิชย์เพื่อหารายได้ให้แก่ผู้ฟ้องคดี สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๗๗/๒๕๕๓)
การที่ผู้ฟ้องคดีทําสัญญาเช่าที่ดินในเขตทางพิเศษฉลองรัชกับการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย เพื่อจัดทําสํานักงานชั่วคราว ในการประกอบธุรกิจส่วนตัวของผู้ฟ้องคดี แม้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองฯ ก็ตาม แต่โดยที่มาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ กําหนดให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (๒) ดําเนินงานหรือธุรกิจเกี่ยวกับทางพิเศษ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับทางพิเศษหรือ ที่เป็นประโยชน์แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย มาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีอํานาจหน้าที่กระทํากิจการภายในขอบ แห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๔ และอํานาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (๑๒) ให้เช่าหรือพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยตามความจําเป็นเพื่อประโยชน์แก่การทางพิเศษที่เป็นราชการส่วนท้องถิ่น แต่สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทํา บริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทําการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญา อีกฝ่ายหนึ่งเข้าดําเนินการหรือเข้าร่วมดําเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญา ที่มีข้อกําหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ อีกทั้ง สัญญาเช่าที่พิพาท ดังกล่าวผู้ฟ้องคดีเช่าไปเพื่อใช้ประกอบธุรกิจบริการจอดรถซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดีเท่านั้น จึงมิใช่สัญญาทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คําสั่ง ศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๗๔/๒๕๕๘)
สัญญาเช่าที่ดินเพื่อจําหน่ายสินค้าในบริเวณตลาดนัดจตุจักรระหว่าง ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดสิบเก้ากับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดสิบเก้าเช่าที่ดินตามสัญญาเช่าที่ดินเพื่อจําหน่ายสินค้าบริเวณตลาดนัดจตุจักร อันเป็นการดําเนินการในลักษณะธุรกิจการค้า มุ่งแสวงหากําไร สัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจึงมิได้ มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เป็นสัญญาทางแพ่ง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๕๒/๒๕๕๙)
สัญญาเช่าอาคารราชพัสดุระหว่างสานักงานธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ผู้ให้เช่า กับนายกเทศมนตรีเมืองปทุมธานี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) ผู้เช่า แม้จะมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นคู่สัญญาก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่ดูแลอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินทุกชนิด เว้นแต่สาธารณสมบัติของแผ่นดินบางประเภท รวมถึงใช้และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุตามมาตรา ๔ และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ และกรณีพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาการจัดหาผลประโยชน์เพื่อแสวงหารายได้จากทรัพย์สินของแผ่นดินตามที่กฎหมายให้อานาจ อันมิได้มีลักษณะเป็นการใช้อานาจทางปกครองในการให้เช่าที่ดินและอาคารที่ราชพัสดุแต่อย่างใด สัญญาเช่าอาคารราชพัสดุที่พิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาเช่าทางแพ่งที่คู่สัญญาผูกพันกันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๑๑/๒๕๖๐)
ตามสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ผู้ถูกฟ้องคดี) มีข้อกำหนดว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีชำระเงินคืนผู้ถูกฟ้องคดีครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจะโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินที่เช่าซื้อให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่ปรากฏว่าภายหลังจากผู้ฟ้องคดีได้ชำระเงินคืนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีตามสัญญาครบถ้วนแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีกลับไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนโฉนดที่ดินเพื่อเป็นการปฏิบัติตามสัญญา นั้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินที่พิพาท ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือ จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครอง หรือ บุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ ตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือ เป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ สัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่ง(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๓๐/๒๕๖๐)
กรณีฟ้องว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โดยท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง (ผู้ถูกฟ้องคดี) ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทเอกชนต่าง ๆ ประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มภายในพื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดี โดยมิได้มีการกำหนดมาตรฐานของราคาอาหารและเครื่องดื่มจนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการ นั้น โดยที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการและส่งเสริมการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการการท่าอากาศยานเช่นเดิม ทั้งยังมีอำนาจได้รับยกเว้น มีสิทธิพิเศษ หรือ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยหรือกฎหมายอื่นตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองในการประกอบกิจการและส่งเสริมการท่าอากาศยาน รวมทั้ง การดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการการท่าอากาศยาน อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ แต่เนื่องจากการทำสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มภายในพื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเพียงการอนุญาตให้บริษัทเอกชนเข้าใช้พื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ โดยมีการกำหนดค่าผลประโยชน์ตอบแทนจากการได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการตามสัญญาให้แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นรายเดือนเท่านั้น มิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ดังนั้น เมื่อมูลคดีเกี่ยวกับการทำสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือดำเนินกิจการทางปกครอง แต่เป็นการใช้อำนาจทั่วไปในการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เท่านั้น กรณีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๓๓/๒๕๖๒)
กรณีฟ้องว่า บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จํากัด (มหาชน) (ผู้ถูกฟ้องคดี) เก็บค่าบริการทางด่วนด่านอนุสรณ์สถานแห่งชาติ (ดอนเมือง) เป็นเงิน ๘๕ บาท ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ไม่เป็นธรรมเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนเกินสมควร ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีเก็บค่าบริการทางด่วนในอัตราที่เป็นธรรม เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีอยู่ในฐานะเสมอภาค เช่นเดียวกับเอกชน ไม่ได้ใช้อํานาจรัฐดําเนินกิจการในทางปกครอง และไม่ได้มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐที่เหนือไปกว่าเอกชน นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ใช้บริการ อยู่ภายใต้หลักกฎหมายแพ่ง จึงไม่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๓๕/๒๕๕๘)
แม้สัญญารับจ้างเหมาให้บริการงานรักษาความปลอดภัย จะเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยบริษัท ช. (ผู้ฟ้องคดี) กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๑๙ อันเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ก็ตาม แต่เมื่อวัตถุประสงค์หลักของสัญญา คือ การดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงเป็นสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้รับจ้างตกลงทำงานที่จ้างให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีจนแล้วเสร็จและผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างตกลงจะจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามผลสาเร็จของงาน อันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของที่มีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีไม่ใช่สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๗๒/๒๕๕๙ และที่ ๑๔๒๐/๒๕๕๙ วินิจฉัยแนวทางเดียวกัน)
กรณีฟ้องว่า ได้รับความเสียหายจากการประสบเหตุตกจากตู้รถไฟโดยสารที่การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ให้บริการ นั้น เมื่อมูลเหตุพิพาทสืบเนื่องจากผู้ฟ้องคดีใช้บริการโดยสารรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งการให้บริการโดยสารรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีลักษณะเป็นการทำสัญญารับขนคนโดยสารตามมาตรา ๖๐๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับขนคนโดยสารกับผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้โดยสารรถไฟ คดีนี้ จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญารับขนคนโดยสารระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับขนคนโดยสารกับผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้โดยสารรถไฟอย่างไรก็ตาม แม้สัญญารับขนคนโดยสารดังกล่าวจะเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ก็มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งสัญญาดังกล่าวมิได้มีข้อกำหนดใด ๆ ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงให้เห็นถึงเอกสิทธิ์ ของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีเหนือผู้ฟ้องคดี สัญญาพิพาทจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เป็นสัญญาทางแพ่ง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๗๙/๒๕๖๐)