: Civil Litigation
แหล่งรวมความรู้ ทักษะ ตามภารกิจหลักด้านการการดำเนินคดีแพ่งตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน และการให้คำปรึกษากฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ
ข้อ ๓๘ การยื่นและการคัดคำคู่ความ
ให้สำนักงานคดีอัดให้มีเจ้าหน้าที่ในการนำคำคู่ความ บัญชีพยาน และเอกสารอื่นไปยื่นต่อศาล รวมทั้งพิงคำสั่งศาลและคัดคำพิพากษา คำเบิกความและเอกสารอื่นจากศาล
การขอถ่ายสำเนาเอกสารจากศาล ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีทำบัญชีและรับรองค่าใช้จ่ายไว้เป็นหลักฐาน
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๓๔ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๓๙ การจัดทำบัญชีระบุพยานและสำเนาเอกสาร
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีระบุจ้างพยานหลักฐานในบัญชีพยานให้ครบถ้วนทุกประเด็นที่จะต้องนำสืบ สนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การ รวมทั้งให้จัดทำสำเนาบัญชีระบุพยานและสำเนาพยานเอกสาร เพื่อให้ศาลและ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามกฎหมาย พร้อมสำเนาประกอบสำนวนไว้จำนวนหนึ่งชุดด้วย
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๓๕ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๔๐ การชี้สองสถาน
คดีที่มีการชี้สองสถาน ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีเตรียมคดีโดยนำคำฟ้องและคำให้การมาพิจารณา เพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาท และให้ตรวจสอบการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนก็ให้คัดค้านไว้ตามกฎหมาย
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๓๖ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๔๑ การติดต่อพยานบุคคลไปเบิกความที่ศาล
กรณีเป็นพยานนำ ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีมีหนังสือแจ้งตัวความติดต่อพยานให้ไปเบิกความที่ศาล
กรณีเป็นพยานหมาย ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดียื่นคำขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานแล้วจัดส่ง ให้พยานหรือขอให้ตัวความส่งให้พยานต่อไป
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๓๗ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๔๒ การสืบพยานและส่งประเด็น
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีเตรียมการสืบพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุให้พร้อมก่อนวันนัด พิจารณา กรณีพยานบุคคลเป็นพยานหมายให้เตรียมค่าพาหนะและค่าป่วยการพยานเพื่อจ่ายให้แก่พยาน ตามคำสั่งศาลด้วย
หากเห็นสมควรพนักงานอัยการผู้ว่าคดีอาจส่งประเด็นไปให้พนักงานอัยการในสำนักงานคดีอื่น ช่วยสืบพยานในบางประเด็นก็ได้ โดยกำหนดประเด็นที่จะต้องสืบให้ชัดเจนและจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องที่จะต้องใช้ ในการดำเนินคดีชั้นศาลพร้อมกับส่งค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการสืบพยานไปด้วย
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๓๘ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๔๓ การประนีประนอมยอมความ
คดีแก้ต่าง ถ้าพนักงานอัยการผู้ว่าคดีพิจารณาเห็นว่าคดีเสืยเปรียบ หรือคดีว่าต่างที่คู่ความอีกฝ่าย ขอลดหนี้ลงบางส่วนหรือขอผ่อนผันการชำระหนี้ซึ่งพนักงานอัยการผู้ว่าคดีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อมีหนังสือแจ้งข้อเสนอประนีประนอมยอมความให้ตัวความพิจารณา
เมื่อตัวความตกลงประนีประนอมยอมความโดยแจ้งเงื่อนไขมาให้ทราบแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี เสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาก่อนตกลงประนิประนอมยอมความตามนั้น ทั้งนี้ โดยให้ตัวความ แต่งตั้งตัวแทนมาแถลงต่อศาลในวันประนิประนอมยอมความก็ได้ ในกรณีนี้ให้ตัวแทนของตัวความลงชื่อ ในสัญญาประนิประนอมยอมความด้วย
ในคดีที่ตัวความเป็นส่วนราชการให้นำหนังสือกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วย
(แนวปฏิบัติในการประนีประนอมยอมความคดีแพ่ง คลิ๊ก)
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๐ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๔๕ การแถลงการณ์ปิดคดี
การแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลไม่ว่าโดยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร ให้เป็นดุลพินิจของพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี สำหรับคดีที่มีเอกสารอ้างอิงจำนวนมาก คดีที่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายยุ่งยาก หรือคดีที่มีทุนทรัพย์สูง พนักงานอัยการผู้ว่าคดีควรพิจารณาแถลงการณ์ปิดคดี
การไม่แถลงการณ์ปิดคดีให้ทำบันทึกเหตุผลไว้ในแบบ (อ.ก.๑๓) เป็นหลักฐาน
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๒ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๔๖ การคัดคำเบิกความและคำพิพากษาหรือคำสั่ง
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีขอคัดสำเนาคำเบิกความของพยานทุกปากและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลทุกนัดประกอบสำนวนไว้ในโอกาสแรกที่จะกระทำได้
เมื่อศาลได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีขอคัดสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งประกอบสำนวนไว้ทุกเรื่อง
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๓ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๔๗ การแจ้งผลคดี
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีติดตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง แล้วเสนอสำเนาคำพิพากษาหรือสำเนาคำสั่งและความเห็นพร้อมหนังสือแจ้งผลคดีถึงผู้พิจารณาสั่งคดีว่า ควรอุทธรณ์ หรือฎีกา คำพิพากษาหรือคำสั่งหรือไม่ โดยให้แจ้งผลคดีให้ตัวความทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้อ่าน คำพิพากษาหรือคำสั่ง
หากยังไม่สามารถคัดคำพิพากษาหรือคำสั่งไดในวันที่ศาลอ่านให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีหรือผู้รับมอบฉันทะ จดย่อคำพิพากษาหรือคำสั่ง ในกรณีที่ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ตัวความแพ้คดีทั้งหมดหรือบางส่วน ให้จดย่อคำวินิจฉัยพร้อมเหตุผลที่ให้แพ้คดีนั้น เสนอความเห็นถึงผู้พิจารณาสั่งคดี และให้แจ้งผลคดีไปก่อน โดยไม่ต้องรอการคัดคำพิพากษาหรือคำสั่งหรือกรณีไม่อาจจดย่อเหตุผลแห่งการวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แพ้คดีได้ ให้แจ้งผลคดีให้ตัวความทราบก่อน โดยยังไม่ต้องมีความเห็นในทางคดีจนกว่าจะคัดคำพิพากษาหรือ คำสั่งได้
เมื่อคัดคำพิพากษาหรือคำสั่งได้แล้วให้จัดการส่งให้ตัวความพร้อมแจ้งความเห็นทางคดีให้ทราบ
ในระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงต่อพนักงานอัยการผู้ว่าคดีว่าศาลมีคำสั่งให้จำเลยฟินฟู กิจการหรือจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ให้รีบแจ้งให้ตัวความทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ หากปรากฏว่าคดีดังกล่าว ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว ให้แจ้งข้อมูลพร้อมหลักฐานของจำเลยดังกล่าวให้สำนักงานการบังคับคดี โดยเร็วเพื่อดำเนินการต่อไปด้วย
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๔ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๔๘ การเสนอความเห็นชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา
เมื่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี ทำความเห็นลงในแบบ (อ.ก.๑๔) เสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นถึงผู้พิจารณาสั่งคดี
ผู้พิจารณาสั่งคดีในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกา ให้ถือทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๕ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยเพิ่มเติม วรรคสองขึ้นใหม่
ข้อ ๔๙ การสั่งคดีและการแจ้งผลคดีหลังมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
กรณีที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือสั่งให้ตัวความที่พนักงานอัยการว่าต่างหรือแก้ต่างชนะคดี และไม่มีประเด็นที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป ให้ผู้พิจารณาสั่งคดีสั่งไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกาไปได้ แล้วแจ้งผลคดีให้ ตัวความทราบ
คดีที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ตัวความชนะคดีไม่เต็มตามฟ้องหรือแพ้คดี ให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีเสนอความเห็นตามลำดับชั้นถึงผู้พิจารณาสั่งคดี เพื่อแจ้งผลคดีพร้อมเหตุผลให้ตัวความพิจารณาตัดสินใจ ว่าจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือไม่
ระหว่างรอความเห็นของตัวความ ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดียื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือ ฎีกาไว้ด้วย
เมื่อได้รับแจ้งผลการพิจารณาจากตัวความ ให้เสนอความเห็นตามลำดับชั้นถึงผู้พิจารณาสั่งคดี เพื่อสั่งและดำเนินคดีตามความประสงค์ของตัวความ กรณีตัวความขอให้อุทธรณ์หรือฎีกา ให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีเสนอร่างอุทธรณ์หรือร่างฎีกาไปด้วย
ในคดีที่ตัวความเป็นส่วนราชการให้นำหนังสือกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วย
การสั่งคดีตามข้อนี้ ถ้ามิใช่คำสั่งของอธิบดีอัยการ ให้ผู้พิจารณาสั่งคดีเสนอผู้บังคับบัญชาถัดขึ้นไปหนึ่งชั้นเพื่อทราบ และให้นำความในข้อ ๓๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๖ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๕๐ การแก้อุทธรณ์และแก้ฎีกา
ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์หรือฎีกา ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีทำคำแล้อุทธรณ์หรือคำแล้ฎีกา ทุกคดี และทำความเห็นลงในแบบ (อ.ก. ๑๔) ต่อท้ายความเห็นและคำสั่งเดิม เสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ถึงผู้พิจารณาสั่งคดี ทั้งนี้ให้นำความในข้อ ๔๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาแล้วให้แจ้งให้ตัวความทราบ
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๗ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๔๙๗
ข้อ ๕๒ การรายงานผลคดีชั้นฎีกา
ให้คัดคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาส่งสำนักงานอัยการสูงสุดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลอ่าน คำพิพากษาหรือคำสั่งโดยให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีรับรองสำเนา และให้อัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งภาค หรืออัยการจังหวัด เป็นผู้ลงนามในหนังสือนำส่งและจัดเก็บสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกา ไว้ที่สำนักงานคดีด้วย
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๙ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๔๔ ค่าธรรมเนียม
ในการดำเนินคดีหากมีค่าธรรมเนียมใดๆ ที่จะต้องชำระ ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีชำระค่าธรรมเนียม ให้ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๑ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๖๒ การรับและเก็บรักษาเงินค่าธรรมเนียม
ในกรุงเทพมหานคร เมื่อตัวความส่งเงินค่าธรรมเนียม ให้สำนักการคลัง สำนักงานบริหารกิจการ สำนักงานอัยการสูงสุด มีหน้าที่รับเงินและออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ส่งเงิน และเก็บรักษาเงินไว้หรือนำฝากธนาคารไวในบัญชีเงินฝากค่าธรรมเนียมความแพ่ง สำนักงานอัยการสูงสุด ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการเงิน
ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครให้สำนักอำนวยการของสำนักงานคดีมีหน้าที่รับเงินและ ออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ส่งเงิน แล้วให้นำเงินฝากคลังจังหวัดที่สำนักงานคดีตั้งอยู่ ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตามระเบียบ สำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการเงิน
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๕๕ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๖๓ การเบิกจ่ายเงินค่าธรรมเนียม
การเบิกเงินค่าธรรมเนียมให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดียืมเงินเพื่อนำไปไซ้จ่ายในการดำเนินคดีได้โดยความเห็น ชอบของผู้บังคับบัญชาถัดขึ้นไปหนึ่งชั้น โดยให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายในแต่ละคดีไว้ไห้สามารถ ตรวจสอบได้ตลอดเวลา
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีเบิกเงินค่าธรรมเนียมไว้เพื่อสำรองการใช้จ่ายในการดำเนินคดีได้ไม่เกินคดีละ ห้าพันบาท แต่เมื่อรวมกันทุกคดีให้เบิกเงินสำรองการใช้จ่ายได้รวมกันไม่เกินสองหมื่นห้าพ้นบาท
ในกรณีพนักงานอัยการผู้ว่าคดีคนใดได้สำรองจ่ายเงินค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดีไปแล้ว ให้ทำการ เบิกจ่ายได้โดยไม'ต้องทำการยืมตามวรรคหนึ่ง
การเบิกจ่ายเงินค่าธรรมเนียมให้เป็นไปตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๕๖ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๖๔ การฝากเงินที่ยังไม่ต้องใช้จ่าย
ในระหว่างการดำเนินคดี ล้ามีเหตุยังไม่ต้องใช้จ่ายเงินในระยะเวลาเกินหกเดือนขึ้นไปหรือหากเงินที่เบิก ไปใช้เหลือเกินกว่าจำนวนที่กำหนดให้ถือสำรองไวิได้หรือได้รับเงินจากการดำเนินคดี ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี นำเงินดังกล่าวฝากสำนักการคลัง สำนักงานบริหารกิจการสำนักงานอัยการสูงสุด หรือสำนักอำนวยการของ สำนักงานคดีที่เป็นหน่วยเบิกจ่าย ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่มีเหตุที่จะต้องฝากเงินดังกล่าว
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๕๗ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๖๕ การเบิกเงินเพิ่มเติม
ในระหว่างการดำเนินคดี ถ้าเงินที่เบิกสำรองไว้ไม่เพียงพอ ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีขอเบิกเงิน ค่าธรรมเนียมส่วนที่เหลือหรือเงินค่าธรรมเนียมที่ฝากไว้ในบัญชีเบ็ดเตล็ด เพื่อนำไปใช้จ่ายในการดำเนินคดีนั้นได้ เท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตามข้อ ๖๓ และข้อ ๖๔ โดยอนุโลม
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๕๘ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๖๖ การหักล้างเงินยืม
เมื่อศาลแต่ละชั้นได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีรีบดำเนินการหักล้างเงินยืม โดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด
เมื่อคดีถึงที่สุด ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีจัดทำบันทึกแจ้งว่าคดีถึงที่สุดแล้วและส่งบัญชีค่าใช้จ่ายพร้อม เงินเหลือจ่ายและจัดทำใบถอนเงินที่ฝากไวิในบัญชีเบ็ดเตล็ด เพื่อหักล้างเงินยืมภายในสี่สิบห้าวันนับแต่คดีถึงที่สุด และไม่จำต้องดำเนินการอย่างใดต่อไปอีก ให้เจ้าหน้าที่การเงินหักล้างทะเบียนเงินยืมของพนักงานอัยการผู้ว่าคดี และทะเบียนเงินรับฝากต่อไป
กรณีเงินเหลือจ่ายตามวรรคสองเป็นเงินงบประมาณให้ส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน และหากเป็นเงินนอก งบประมาณให้ส่งคืนตัวความ
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๕๙ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๖๗ การหักล้างเงินยืมกรณีเปลี่ยนตัวพนักงานอัยการผู้ว่าคดี
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนตัวพนักงานอัยการผู้ว่าคดีหากได้ยืมเงินค่าธรรมเนียมไปแล้ว ให้พนักงานอัยการ ผู้ส่งมอบคดีดำเนินการหักล้างเงินยืมให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันส่งมอบคดี
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๖๐ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๖๘ การมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน
การยืม การเบิก การจ่าย การฝาก การทำบัญชีค่าใช้จ่าย และการหักล้างเงินยืม พนักงานอัยการผู้ว่าคดี อาจมอบหมายให้ข้าราชการธุรการช่วยดำเนินการแทนได้
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๖๑ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๖๙ เงินค่าทนายความ
เงินค่าทนายความที่ศาลสั่งให้จ่าย ให้ตกเป็นของพนักงานอัยการผู้ว่าคดี
ในกรณีที่มีพนักงานอัยการผู้ว่าคดีหลายคน ให้อัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งภาค หรือ อัยการอังหวัด เป็นผู้พิจารณาจัดสรรตามสัดส่วนและความสำคัญของงานแล้วเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดีอัยการ เพื่อให้ความเห็นชอบ
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๖๒ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๕๑ การขอทุเลาการบังคับคดี
เมื่อศาลพิพากษาหรือสั่งให้ตัวความแพ้คดีและอาจถูกบังคับคดี ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดียื่นคำร้อง ขอทุเลาการบังคับคดีไปพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกาด้วย
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๘ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๕๓ การขอให้ศาลออกคำบังคับ
ในกรณีจะต้องบังคับคดีและศาลยังมิได้ออกคำบังคับ ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีขอให้ศาลออกคำบังคับ ภายในกำหนดสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง เว้นแต่คดีถึงที่สุดหรือคดีที่มีคำสั่ง ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี ให้ขอออกคำบังคับภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดหรือวันที่มีคำสั่ง ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๔๙ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ แก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อย
ข้อ ๕๔ การคัดค้านการขอทุเลาการบังคับคดี
ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขอทุเลาการบังคับคดี พนักงานอัยการผู้ว่าคดีอาจพิจารณาคัดค้าน การขอทุเลาการบังคับคดีตามที่เห็นสมควร
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๕๑ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๕๕ การขอหมายบังคับคดี
เมื่อระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ล่วงพ้นไปแล้วและลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดียื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีภายในสิบห้าวันนับแต่ล่วงพ้น ระยะเวลาดังกล่าว และให้ส่งสำเนาหมายบังคับคดีให้ตัวความ และสำนักงานการบังคับคดีหรือสำนักงาน คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลออกหมาย บังคับคดี
หากมีเหตุต้องเปลี่ยนแปลงการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีเดิม ให้แจ้งสำนักงานการบังคับคดีหรือ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด ทราบโดยเร็ว
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๕๒ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๕๖ การรับเอกสารคืนจากศาล
เมื่อคดีถึงที่สุด ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนขอรับต้นฉบับเอกสารที่ใช้ในการสืบพยานคืนจากศาล เพื่อส่งคืนให้ตัวความ
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๕๓ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๕๘ การเก็บรักษาสำนวน
สำนวนคดีที่อยู่ระหว่างการรอพิงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา เมื่อได้มีการหักล้างเงินยืมแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีส่งมอบสำนวนให้อัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งภาค หรืออัยการอังหวัด ดำเนินการเก็บรักษาเพื่อรอพิงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาต่อไป
สำนวนคดีที่มีการดำเนินคดีถึงที่สุด เมื่อได้มีการแจ้งตัวความ การส่งเอกสารคืนตัวความ การบังคับคดี และ การหักล้างเงินยืมแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีทำความเห็นในแบบ (อ.ก.๔) ว่าสำนวนคดีนั้นควรทำลายหรือ ควรเก็บรอไว้ต่ออัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งภาค หรืออัยการอังหวัด ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ เพื่อพิจารณาสั่งก่อนส่งเก็บต่อไป
สำนวนคดีที่มีคำสั่งให้เก็บรอไว้ให้เขียน “ร” ด้วยสืนั้าเงินตัวโตไว้ที่หน้าปกสำนวน สำนวนคดีที่มีคำสั่ง ให้ทำลาย ให้เขียน “ผ” ด้วยสืแดงตัวโตไว้ที่หน้าปกสำนวน
ให้สำนักงานคดีจัดทำสารบบบัญชีคุมสำนวนที่ดำเนินการเสร็จแล้วไว้สองเล่ม เล่มหนึ่งใช้บันทึกสำนวน คดีที่เก็บรอไว้ อีกเล่มหนึ่งใช้บันทึกสำนวนคดีที่ทำลายได้แล้ว โดยให้ปรากฏชื่อพนักงานอัยการผู้ทำความเห็น ตามวรรคสองด้วย
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๖๓ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๕๙ การเก็บสำนวนและเอกสารไว้เพื่อศึกษา
สำนวนคดีถึงที่สุดสำนวนใดที่สมควรเก็บไว้เพื่อการศึกษาค้นคว้าให้สำนักงานคดีจัดเก็บรักษาไว่ไม่ต้องทำลาย สำหรับเอกสารอื่นๆ ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ เช่น ความเห็นและคำสั่ง หนังสือแจ้งฐานะคดี คำฟ้อง คำให้การ คำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา คำร้อง คำแถลง คำแถลงการณ์ หรือคำตอบข้อหารือ อัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งภาค หรืออัยการจังหวัด อาจพิจารณาให้มีการจัดเก็บสำเนาแยกไว้เป็นเรื่องๆ ได้ตามที่เห็นสมควร
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๖๔ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๖๐ การทำลายสำนวน
สำนวนคดีที่มีการดำเนินคดีถึงที่สุดและมีคำสั่งให้ทำลายตามข้อ ๕๘ ให้เก็บไว้มีกำหนดสองปี แล้วทำการสำรวจเพื่อทำลาย
สำนวนคดีที่มีการดำเนินคดีถึงที่สุดและมีคำสั่งให้เก็บรอไว้ตามข้อ ๕๘ ให้เก็บไว้ต่อไปมีกำหนดสิบปี หากไม่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้อีกให้มีคำสั่งทำลายและให้เก็บไว้ต่อไปอีกสองปี แล้วจึงทำการสำรวจเพื่อทำลาย
ภายในเดือนมกราคมของทุกปี ให้อัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งภาค หรืออัยการจังหวัด แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นไม่น้อยกว่าสามคน เป็นผู้สำรวจตรวจสอบว่า ควรจะทำลายสำนวนคดีที่เก็บไว้เรื่อง ใดบ้าง ให้คณะกรรมการเสนอรายงานขออนุมัติทำลายต่ออัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งภาค หรืออัยการจังหวัด แล้วแต่กรณี โดยระบุให้ชัดเจนว่าจะทำลายสำนวนคดีใด เรื่องใด พร้อมด้วยเหตุผลที่ขอทำลาย
การทำลายสำนวนให้ทำโดยการเผาหรือการย่อยทำลาย
ในการตรวจราชการของอธิบดีอัยการให้กำหนดการทำลายสำนวนคดีแพ่งเป็นหัวข้อหนึ่งที่จะต้องตรวจด้วย
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๖๕ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมใหม่
ข้อ ๖๑ การติดตามและการประเมินผลการปฏิบัติงาน
เพื่อประโยชน์ในการกำกับ เร่งรัด ติดตาม และประเมินผล รวมถึงการรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้ดำเนินการตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
หมายเหตุ ความเดิมบัญญัติอยู่ในข้อ ๖๖ ของระเบียบว่าด้วยการการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๔๗