การดำเนินคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง :        Administrative  Contact Case

         แหล่งรวมความรู้ ทักษะ ตามภารกิจหลักในการดำเนินคดี เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

Mobirise

สัญญารับทุนการศึกษา

Mobirise

อนุญาโตตุลาการ

หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

            ในระบบกฎหมายฝรั่งเศส สัญญาทางปกครอง (Contrats administratifs) เป็นสัญญาที่จัดอยู่ในระบบกฎหมายมหาชน ซึ่งลักษณะของสัญญาจะต้องมีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายปกครอง การทำสัญญามีวัตถุประสงค์เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยนำระบบกฎหมายมหาชนมาปรับใช้ และคดีพิพาทจะอยู่ในระบบวิธีพิจารณาของศาลปกครอง การจำแนกชนิดของสัญญาของฝ่ายปกครองในระบบกฎหมายฝรั่งเศสสามารถกระทำได้โดยอาศัยเหตุปัจจัย 2 ประการ คือ
            ประการที่หนึ่ง บทบัญญัติกฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะบัญญัติในกฎหมายโดยระบุให้คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาประเภทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด กล่าวคือ เป็นสัญญาของฝ่ายปกครองประเภทสัญญาตามที่กฎหมายเอกชนกำหนดซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เช่น สัญญาเช่าเกี่ยวกับทรัพย์และที่ดินในเขตชนบทของหน่วยงานทางปกครองตามประมวลกฎหมายชนบท(code rural) หรือ เป็นสัญญาของฝ่ายปกครองประเภท สัญญาทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดเช่น สัญญาจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับการโยธาสาธารณะและสัญญาขายอาคารของรัฐ
             ประการที่สอง ตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งพิจารณาความเป็นสัญญาทางปกครองในแง่ขององค์กรคู่สัญญา โดยคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งอย่างน้อยต้องเป็นนิติบุคคลมหาชน และสัญญานั้นจะต้องถูกจัดทำมาเพื่อบริหารจัดการภารกิจเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์มหาชน ซึ่งต้องพิจารณาจากภารกิจหรือวัตถุประสงค์ที่สัญญามุ่งก่อให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมเป็นสำคัญ 

              ในทางปฏิบัติของประเทศเยอรมนี รัฐหรือฝ่ายปกครองสามารถที่จะทำสัญญาได้ทั้งสัญญาตามกฎหมายเอกชนและสัญญาตามกฎหมายมหาชน สัญญาที่หน่วยงานของรัฐทำกับเอกชนนั้นจึงเป็นได้ทั้งสัญญาทางแพ่งและสัญญาทางปกครอง ซึ่งเมื่อพิจารณานิยามคำว่า “สัญญาทางปกครอง” ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ค.ศ. 1976 ที่บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง ได้แก่ สัญญาที่มีผลเป็นการก่อ เปลี่ยน หรือระงับไปซึ่งนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนแล้วจะเห็นได้ว่า สัญญาทางปกครองมีความหมายกว้างและครอบคลุมไปถึงสัญญาทุกประเภทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายมหาชน โดยพิจารณาจากเนื้อหาของสัญญาเป็นสำคัญ กล่าวคือ
              (1) มีลักษณะเป็นการบังคับการให้เป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายมหาชน เช่น ความตกลงของคู่สัญญาระหว่างกระบวนการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
              (2) เป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีการกำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐออกคำสั่งทางปกครองหรือกระทำการอื่นใดในทางปกครอง เป็นการตอบแทน เช่น สัญญาที่มีข้อกำหนดให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร
              (3) เป็นสัญญาที่มีลักษณะในการกำหนดสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายมหาชนให้แก่คู่สัญญาฝ่ายเอกชน เช่น สัญญาที่มีการกำหนดหน้าที่ให้เอกชนผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารต้องจัดให้มีสถานที่จอดรถ
               แต่อย่างไรก็ดี ขอบเขตการใช้บังคับเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เรื่องสัญญาทางปกครองของประเทศเยอรมนีนั้น กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ค.ศ. 1976 กำหนดให้นำบทบัญญัติมาตราอื่นๆ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้กับสัญญาทางปกครองตราบเท่าที่มาตรา 54 ถึงมาตรา 61 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสัญญาทางปกครองมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ใดไว้โดยเฉพาะ นอกจากนั้น ยังกำหนดให้นำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งของเยอรมนี มาใช้บังคับกับสัญญาทางปกครองได้ด้วย และ ทั้งนี้ สัญญาทางปกครองดังกล่าว คู่สัญญาฝ่ายปกครองในฐานะผู้ใช้อำนาจทางปกครองย่อมสามารถกระทำได้เพียงในขอบเขตภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองเท่านั้น 

             สัญญาทางปกครอง” นั้น ต้องพิจารณาตามนัยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งบัญญัติว่า. “สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือ จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ”
จากบทนิยามของสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังกล่าว ข้างต้นจึงเห็นได้ว่า สัญญาทางปกครองที่กฎหมายกำหนด จะต้องมีเนื้อหาสาระและวัตถุแห่งสัญญา ๔ ประเภท ดังนี้
            (1) สัญญาสัมปทาน คือ สัญญาที่มีลักษณะเป็นการที่รัฐมอบหมายสิทธิในการจัดทำบริการสาธารณะ หรือกิจการใดๆ ที่การดำเนินการต้องได้รับอนุญาตจากรัฐหรือฝ่ายปกครองให้กับบุคคลใด บุคคลหนึ่ง โดยทุนที่ใช้ดำเนินการจะต้องเป็นของบุคลนั้นทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่ โดยรัฐไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนหรือค่าจ้างให้แก่บุคคลที่ได้รับสัมปทานและ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับประโยชน์โดยการเรียกค่าตอบแทนหรือค่าบริการจากผู้ใช้บริการหรือนำเอาผลผลิตที่ได้ไปทำประโยชน์ จำหน่าย โดยจะมีการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่รัฐด้วยหรือไม่ก็ได้
            (2) สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ คือ สัญญาที่มีวัตถุแห่งสัญญาหรือวัตถุแห่งหนี้ เป็นการจัดทำบริการสาธารณะซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้เอกชนเข้ามาดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะแทนรัฐ หรือ เข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับรัฐ เช่น สัญญาจ้างให้เอกชนเก็บกวาดขยะ สัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ เป็นต้น
            (3) สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค "คำว่าสิ่งสาธารณูปโภค"นั้น ศาลปกครองได้เคยให้ความหมายไว้ว่า หมายความถึง สิ่งซึ่งมีลักษณะเป็นถาวร วัตถุที่ประชาชนโดยทั่วไปเข้าใช้ประโยชน์ร่วมกันได้โดยตรง และยังหมายรวมถึง สิ่งที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้เป็นเครื่องมือโดยตรงในการจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนในสิ่งอุปโภคที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต
            (4) สัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คือ สัญญาฝ่ายปกครองอนุญาตให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการ เพื่อแสวงหาประโยชน์เอาจากทรัพยากรของรัฐที่มีอยู่โดยธรรมชาติ เช่น การเก็บรังนกนางแอ่น การทำเหมืองแร่ เป็นต้น    

            ตามมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ ๖/๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ ได้ใช้หลักเกณฑ์ต่างๆ ในการอธิบายเกี่ยวกับการเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ ดังนี้
            1. หลักเกณฑ์ทางด้านคู่สัญญา สัญญาทางปกครองจะต้องมีคู่สัญญาอย่างน้อยหนึ่งฝ่ายเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้กระทำ การแทนรัฐ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้เป็นหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับที่มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้นิยามไว้
            2. หลักเกณฑ์ทางด้านวัตถุแห่งสัญญา สัญญาทางปกครองจะต้องเป็นสัญญาที่ให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง
            3. หลักเกณฑ์ทางด้านข้อกำหนดของสัญญา สัญญาทางปกครองต้องเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงเอกสิทธิ์ของรัฐ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งก็คือการบริการสาธารณะ บรรลุผล 

แนวคำวินิจฉัยสัญญาจัดทำบริการสาธารณะ

การที่สถาบันราชกัฎสวนดุสิตได้มีคำสั่งจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างชั่วคราว และแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าศูนย์การศึกษานอกสถาบันฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจให้บริการทางการศึกษาของสถาบันราชภัฎสวนดุสิต จึงถือว่าสัญญาจ้างระหว่างสถาบันราชกัฎ สวนดุสิตกับผู้ฟ้องคดี เป็นสัญญาที่ให้เอกชนเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำนินงานบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๔๕/๒๕๔๖ (ประชุมใหญ่))

มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้ตำเนินกิจการบริการสาธารณะด้านการศึกษาอันเป็นกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าว ตามมาตรา ๘ แห่ง พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น สัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๗๓/๒๕๕๓)

สัญญาจ้างกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง คือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เป็นหน่วยงานทางปกครอง ว่าจ้างบุคคลให้มาทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อันเป็นการจ้างบุคคลมาจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๕๖/๒๕๕๕)

สัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างชั่วคราว ในตำแหน่งผู้ช่วยดำเนินการ ด้านการเมือง การฑูต และเศรษฐกิจ ณ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองการาจึ ประเทศปากีสถาน เป็นสัญญาให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายและแผนงานที่สถานกงสุลใหญ่กำหนด อันเป็นการมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานราชการของสถานกงสุลใหญ่ ดังกล่าว ซึ่งเป็นการบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดี โต้แย้งว่าไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญา จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจ พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.๑๖๙/๒๔๕๘)

เมื่อองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการบริการสาธารณะ ด้านการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ อันเป็นกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการ ตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดี เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าว เพื่อปฏิบัติภารกิจในการดำเนินกิจการบริการสาธารณะด้านการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะข้างต้น นิติสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเป็นนิติสัมพันธ์ตามสัญญาอันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๕๒/๒๕๖๐)

สัญญาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์ มีวัตถุประสงค์เพี่อให้ผู้ฟ้องคดี ทำการสอนหนังสือ อันมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะ โดยตรงกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทั้งนี้ เพี่อให้การดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งก็คือบริการสาธารณะ ด้านการศึกษาบรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.๙๖/๒๔๔๘)

กรณีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) สัญญาจ้างมีกำหนด ระยะเวลา ๔ ปี แต่ก่อนสัญญาจ้างจะครบกำหนด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) ไม่ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานเพี่อพิจารณาประกอบการต่อสัญญาจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ได้มีประกาศรับสมัครบุคคลเพี่อสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานจ้าง ในตำแหน่งที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่อยู่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้ประเมินผล การปฏิบัติงานเพี่อพิจารณาประกอบการต่อสัญญาจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นการผิดสัญญาจ้าง จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีสำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีและบรรจุผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานจ้าง ตามภารกิจในตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้สำเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี นั้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ มิใช่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฎิบ้ตหรือปฎิบัติหน้าที่ดังกล่าว ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน (คำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๑๐/๒๕๕๘)

กรณีที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) โดยอธิการบดีฯมหาวิทยาลัย ขอนแก่น (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓) ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้เข้ามาทำงานในตำแหน่งเภสัชกร สังกัดฝ่ายเภสัชกรรม ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการจ้างบุคคลเพื่อร่วมหรือดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้บรรลุผล สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.๑๘๑/๒๕๖๑)

สัญญาที่องค์การบริหารส่วนตำบลรางพิกุล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีภารกิจในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมไปถึงการจัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนจ้างให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ดูแลเด็กเล็กตามภารกิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อันเป็นการจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น สัญญาจ้างพนักงานดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.๑๘๘/๒๕๖๑)

สัญญาที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) จ้างผู้ฟ้องคดี เป็นพนักงานวิชาการ กองงานวิจัย สำนักวิจัย นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้ร่วมจัดทำบริการสาธารณะในด้านการศึกษา สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๓๐/๒๕๖๒) 

สัญญาที่เมืองพัทยาซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ว่าจ้างเอกชนให้ดำเนินการจัดเก็บขยะมูลฝอย มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๔๘/๒๕๔๘)

การดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ เป็นอำนาจ หน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ด้งนั้น การที่กรมประชาสัมพันธ์ ทำสัญญาจ้างเหมาบริการกับผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสอง เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบยู เอช เอฟ อ้นเป็น บริการสาธารณะต้านการสื่อสาร สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 1๖๑/๒๕๕๑)

สัญญาว่าจ้างให้ผู้ร้องทั้งหกซึ่งเป็นเอกชน ดำเนินการก่อสร้างโครงการจัดการนํ้าเสียสมุทรปราการสัญญาฝั่งตะวันออกและตะวันตก เป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีสักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๑๘/๒๕๕๕)

สัญญาที่จังหวัดกระบี่ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ทำงานโครงการพัฒนาแหล่งแช่น้ำพุร้อนเค็มเพื่อสุขภาพ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะ และมีวัตถุประสงค์ของสัญญา คือ การพัฒนาแหล่งแช่น้ำพุร้อนเค็มเพื่อสุขภาพให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประชาชน อันมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๙/๒๕๖๒)

สัญญาที่กรมสุขภาพจิต (ผู้ฟ้องคดี) ว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. รื้อถอนอาคารผู้ป่วยพร้อมก่อสร้างอาคารคนไข้จิตเวช (สามัญ) ๙๐ เตียง จำนวน ๑ หลังของโรงพยาบาลสวนปรุง เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่ง ได้แก่ ผู้ฟ้องคดีซึ่งมีฐานะเป็นกรมและเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุแห่งสัญญาคือ การรื้อถอนอาคารผู้ป่วยพร้อมก่อสร้างอาคารดังกล่าว อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้ฟ้องคดีใช้ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคและเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๘๒/๒๕๖๑ ที่ ๑๔/๒๕๖๒ และที่ ๘๔/๒๕๖๒ วินิจฉัยแนวทางเดียวกัน)

สัญญาให้ประกอบการเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) เป็นสัญญาที่ตกลงให้ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ด เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะในการดำเนินกิจการเดินรถโดยสารประจำทางเพื่อให้บริการแก่ประชาชน จึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๗๑/๒๕๖๐)

เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล การที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ออกใบอนุญาตให้บริษัท ท. (ผู้ฟ้องคดี) ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการโทรทัศน์เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล โดยกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าธรรมเนียมตามจำนวนที่ผู้ฟ้องคดีชนะการประมูล กรณีเป็นข้อตกลงในการใช้คลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ โดยผู้ใช้ยินยอมจ่ายค่าตอบแทนตามจำนวนที่กำหนด ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คาสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๕๐/๒๕๖๐)

กรณีที่บริษัท ขนส่ง จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ทำสัญญารถร่วมกับผู้ฟ้องคดีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีเข้ารับส่งผู้โดยสารบนเส้นทางต่าง ๆ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับสัมปทานมาจากรัฐ เป็นการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีตามที่ได้รับมอบหมาย สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการคมนาคมและขนส่ง อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๘/๒๕๖๒)

สัญญาที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย (ผู้ฟ้องคดี) ว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ทำการปลูกต้นทานตะวันในโครงการเกาะทานตะวัน เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการทำนุบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์ของสัญญาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัย อันเป็นการร่วมจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๕/๒๕๖๒)

สัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจำหน่ายข้าวระหว่างองค์การตลาด เพื่อเกษตรกรกับเอกชน เป็นขั้นตอนหนึ่งของมาตรการรับจำน่าข้าวเปลือกจากเกษตรกรของรัฐบาล ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี ๒๕๔๕ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ที่ปลูกข้าวโดยไม่มียุ้งฉางเป็นของตนเอง ให้มีสถานที่เก็บข้าวเปลือกและแปรสภาพข้าวเปลือก เป็นข้าวสาร สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะ และสัญญาดังกล่าว ยังมีข้อกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ก่อนครบกำหนด ซึ่งแสดงถึงเอกสิทธึ๋ของรัฐที่มีเพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง คือ การบริการลาธารณะบรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๑/๒๕๔๙)

สัญญาฝากเก็บรักษามันสำปะหลังเส้นระหว่างเอกชน กับ องค์การ คลังสินค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฝากเก็บผลิตกัณฑ์มันสำประหลังเส้น เนื่องจากองค์การคลังสินค้าไม่มีคลังสินค้าเพียงพอที่จะเก็บผลิตกัณฑ์มันสำปะหลังเส้นของ เกษตรกรตามโครงการรับจำนำผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเส้น อันมีลักษณะเป็นการให้เข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะ สัญญาฝากเก็บรักษามันสำปะหลังเส้นดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ ๗๒๐/๒๕๔๙)

สัญญาให้ดําเนินการให้บริการวิทยุติดตามตัวส่งข้อมูลข่าวสาร ระบบ Digital Display และ Alphanumeric Paging ระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทยกับเอกชนคู่สัญญา เป็นสัญญาที่กําหนดให้คู่สัญญาซึ่งเป็นบริษัทเอกชนจัดหาและจัดเตรียมเครื่องอุปกรณ์ทั้งหมด โดยการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ในการให้ใช้สถานที่เพื่อติดตั้งเครื่องและอุปกรณ์สถานี รับส่งสัญญาณ ซึ่งในการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว เอกชนคู่สัญญาต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากการสื่อสารฯ ได้ออกค่าใช้จ่ายไปก่อนเอกชนคู่สัญญาต้องชดใช้คืนให้การสื่อสารฯ สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับบริการสาธารณะแก่ประชาชนทั่วไป และมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทําบริการสาธารณะและมีข้อกําหนดในสัญญาแสดงถึงลักษณะพิเศษ ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของรัฐที่ไม่อาจพบในสัญญาทางแพ่งทั่วไป จึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๗๒/๒๕๕๖)

แนวคำวินิจฉัยสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค

สัญญาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงถนนระหว่างกรุงเทพมหานคร กับเอกชนผู้รับจ้าง เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีสักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๘๖/๒๕๕๐)

สัญญาจ้างก่อสร้างสถานีสูบนํ้าคลองยายเผื่อน ตอนคลอง แสนแสบ ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับกรุงเทพมหานคร มีกรุงเทพมหานครเป็นนิติบุคคลและ เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตามมาตรา ๘๙ (๖) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ฝ่ายหนึ่งซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญา สัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่ง ศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๗๑/๒๕๕๕)

สัญญาจ้างก่อสร้างกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กป้องกัน การกัดเซาะตลิ่ง ลำน้ำแม่นางแล ถนนลาดยางระหว่างบ้านร่องปลาค้าว หมู่ที่ ๑๔ ถึงบ้านนางแล หมู่ที่ ๗ ดำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ระหว่างผู้ฟ้องคดี กับ เทศบาล ตำบลนางแล มีคู่สัญญาฝายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติตำบลนางแล มีคู่สัญญาฝายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ อันมีลักษณะเป็นสัญญาจัดใหัมีสิ่งสาธารณูปโภคและเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๓/๒๕๕๘)

สัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงคลองนกยาง ณ เขตเมืองพิทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยทำเขื่อนคอนกรีตสันดิน ทำทางเท้าคอนกรีต ทำท่อระบายน้ำ และบ่อพักพร้อมฝาปิด ระหว่างเมืองพัทยากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝายปกครองได้ว่าจ้างคู่สัญญาฝายเอกชนให้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุเพี่อประชาชนทั่วไปสามารถใช้ประโยชน์ไค้โดยตรง และคู่สัญญาฝายเอกชนจะได้รับค่าตอบแทน เป็นเงินจากคู่สัญญาฝายปกครอง อันมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคและเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๕๐/๒๕๕๘)

สัญญาจ้างเหมาสร้างปั้นจั่นยกตู้สินค้าระหว่างการท่าเรือ แห่งประเทศไทย (ผู้ร้อง) กับบริษัทเอกซน (ผู้คัดค้าน) อันเป็นการดำเนินกิจการของผู้ร้อง จึงเป็นสัญญาที่ให้ผู้คัดค้านจัดห่าบริการสาธารณะด้านการขนส่งสินค้า อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๕-๒๖/๒๕๕๙)

สัญญาที่กรมพัฒนาที่ดิน (ผู้ถูกฟ้องคดี) จ้างให้ห้างหุ้นส่วนจากัด น. (ผู้ฟ้องคดี) ก่อสร้างสระเก็บน้ำบ้านยางเอน หมู่ที่ ๑๐ ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๔๐/๒๕๖๐)

สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการศาลยุติธรรมพร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ศาลจังหวัดกระบี่ ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรม (ผู้ฟ้องคดี) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการศาลยุติธรรมพร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ อันมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๓/๒๕๖๒)

สัญญาที่มหาวิทยาลัยนเรศวร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ตกลงว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีทำการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์พร้อมครุภัณฑ์ เป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสถานศึกษาและวิจัย และเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมในสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ๒๕๓๓ ประกอบกับมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ อันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ และสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๔/๒๕๖๒) 

สัญญาจ้างก่อสร้างเรือตรวจการณ์ขึ้นระหว่างกองทัพเรือกับเอกชน ผู้รับจ้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เรือดังกล่าวในการป้องกันประเทศและการอื่นๆ ตามอํานาจหน้าที่ ของกองทัพเรือ อันเป็นการจัดทําบริการสาธารณะ เรือตรวจการณ์ปืนจึงเป็นเครื่องมือที่สําคัญของกองทัพเรือในการดําเนินการบริการสาธารณะตามอํานาจหน้าที่ให้บรรลุผล สัญญาจ้างดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๙๒/๒๕๕๖)

กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของมหาวิทยาลัยบูรพา (ผู้ฟ้องคดี) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ว่าจ้างมาตกลงร่วมกันออกแบบและเขียนแบบอาคารคณะศึกษาศาสตร์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยผู้ฟ้องคดีตกลงจะให้ค่าตอบแทนเป็นสินจ้างเพื่อการออกแบบและเขียนแบบอาคารอันเป็นผลสำเร็จแห่งงานที่ทำ เข้าลักษณะการเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งแม้จะมิได้มีการทำสัญญากันเป็นหนังสือ แต่ก็มิได้มีผลทำให้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้แต่อย่างใด และเมื่ออาคารคณะศึกษาศาสตร์เป็นสิ่งสาธารณูปโภค และการออกแบบและเขียนแบบอาคาร ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งของการก่อสร้างอาคารดังกล่าว ดังนั้นสัญญาจ้างออกแบบและเขียนแบบอาคารคณะศึกษาศาสตร์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อันเป็นสัญญาทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คผ.๘๕/๒๕๖๐)

สัญญาจ้างจัดพิมพ์วารสารบ้านใหม่และหนังสือคู่มือนักเรียน ครูและผู้ปกครอง ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ระหว่างบริษัท ท. (ผู้ฟ้องคดี) กับโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอนนักเรียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อันเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำ บริการสาธารณะด้านการศึกษาตามอำนาจหน้าที่และเป็นภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผู้ถูกฟ้องคดี) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สัญญาจ้างจัดพิมพ์วารสารและหนังสือดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดหาหรือจัดให้มีวัสดุอุปกรณ์เพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล อันเป็นสัญญาทางปกครอง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๒๒๑/๒๕๖๐)

สัญญาที่กรมสรรพากร (ผู้ร้อง) จ้างเอกชนผู้คัดค้านให้ทำการถ่ายภาพและบันทึกข้อมูลแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี ๒๕๔๘ และภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปีภาษี ๒๕๔๘ ของสำนักงานสรรพากรภาค ๑ ถึงภาค ๑๒ และสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้ร้องเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ และสัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการจ้างผู้คัดค้านทำการงานอันเป็นกิจการทางปกครองที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ร้องและผู้ร้องจะจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้คัดค้านเป็นการตอบแทนตามเนื้องานที่สำเร็จในแต่ละงวดงานสัญญาระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน จึงเป็นสัญญาที่เป็นเครื่องมือหรือวิธีการที่จะทำให้การดำเนินกิจการทางปกครองของผู้ร้องบรรลุผล ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๐๗/๒๕๖๑)

เมื่อบันทึกข้อตกลง เรื่อง การปฏิบัติงานของผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับกรมบัญชีกลาง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ และฉบับลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓ มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) ซึ่งเป็นส่วนราชการมีฐานะเทียบเท่ากรม สังกัดกระทรวงการคลัง ตามมาตรา ๑๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และโดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมีภารกิจเกี่ยวกับการควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินและของหน่วยงานภาครัฐให้เป็นไปโดย ถูกต้อง มีวินัย คุ้มค่า โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยการวางกรอบหลักเกณฑ์กลางให้หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติ การให้บริการคำแนะนำปรึกษาด้านการเงิน การคลัง การบัญชี การตรวจสอบภายใน และการพัสดุภาครัฐ การดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารเงินคงคลัง รวมทั้งมีอำนาจปฏิบัติการอื่นใด ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมหรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ประกอบกับอธิบดีกรมบัญชีกลางมีฐานะเป็นเลขานุการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามข้อ ๖ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ดังนั้น เมื่อบันทึกข้อตกลงพิพาทมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การจัดหาพัสดุของหน่วยงานของรัฐเป็นไปอย่างประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำ บริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๓๕/๒๕๖๒)   

การที่ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมที่ดินให้ประกอบกิจการขุดดินลูกรังในที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในเขตขององค์การบริหารส่วนจังหวัดตามมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้ชําระค่าตอบแทนรายปีตามนัยมาตรา ๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวในปีแรกให้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดตามวิธีการและอัตราที่กําหนดไว้ในข้อบัญญัติจังหวัดแล้วนั้น ถือได้ว่า ผู้ได้รับอนุญาตดังกล่าวได้ตกลงกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการที่จะประกอบกิจการเพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการชําระค่าตอบแทนรายปี ที่ผู้ได้รับอนุญาตฯ ค้างชําระต่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
(คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๘๔/๒๕๕๘)

กรณีผู้ถูกฟ้องคดี ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการน้ำบาดาลต่อกมทรัพยากรน้ำบาดาล (ผู้ฟ้องคดี) ถือเป็นการยื่นคำเสนอต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาต เมื่อต่อมาผู้ฟ้องคดี ได้อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีประกอบกิจการน้ำบาดาลได้ตามคำขอ อันถือเป็นการทำคำสนองรับคำเสนอของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเกิดเป็นสัญญาขึ้น และโดยที่น้ำบาดาลเป็นทรัพยากรธรรมชาติ การนำน้ำจากบ่อน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ประโยชน์จึงถือเป็นการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาที่เกิดขึ้นดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติ อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๓/๒๕๖๐) 

การที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคําเสนอตามแบบใบยื่นข้อเสนอการประมูลจ้าง ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยตกลงยินยอมปฏิบัติตามข้อกําหนดและเงื่อนไขต่างๆ ตามเอกสาร การประมูลที่แนบท้ายประกาศประมูลงานจ้างขององค์การบริหารส่วนตําบลมะขามสูง และองค์การ บริหารส่วนตําบลมะขามสูงได้ตกลงยินยอมให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมการประมูลงานดังกล่าวได้ นั้น ย่อมถือได้ว่าเกิดเป็นสัญญาในลักษณะที่เรียกว่า สัญญาจะเข้าร่วมประมูลงานจ้างด้วยวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่สัญญาดังกล่าวมีคู่สัญญาฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีตกลงที่จะเข้าประกวดราคาในงานจ้างก่อสร้างถนน ซึ่งเป็นสิ่งสาธารณูปโภคกับผู้ถูกฟ้องคดี จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๙๕/๒๕๕๒)

กรณีที่เทศบาลนครนครราชสีมาจัดให้มีการสอบราคาจ้างก่อสร้างถนน คสล. พร้อมรางระบายน้ํา แต่เอกชนผู้เสนอราคาซึ่งชนะการสอบราคาไม่เข้าทําสัญญาจ้างกับ เทศบาลฯ ตามที่กําหนดไว้ในเอกสารสอบราคาจ้างแนบท้ายประกาศสอบราคาฯ เป็นเหตุให้ เทศบาลฯ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้เสนอราคาดังกล่าว นั้น เนื่องจากประกาศสอบราคาจ้าง เป็นการเชื้อเชิญให้ทําคําเสนอ และโดยที่เอกสารสอบราคาแนบท้ายประกาศสอบราคาในกรณีนี้ ได้กําหนดให้ผู้เสนอราคาต้องยื่นเสนอราคาโดยใช้แบบใบเสนอราคาตามที่ทางเทศบาลฯ จัดให้ไว้ เท่านั้น โดยในใบเสนอราคาดังกล่าวมีข้อความระบุว่าผู้เสนอราคายอมรับว่าเทศบาลฯ ไม่มี ความผูกพันที่จะรับคําเสนอของผู้เสนอราคาหรือใบเสนอราคาใดๆ รวมทั้งไม่ต้องรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายใดๆ อันอาจเกิดขึ้นในการที่ผู้เสนอราคาได้เข้าเสนอราคาดังนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้เสนอราคา ได้เสนอราคาตามใบเสนอราคาดังกล่าว จึงเป็นการทําคําเสนอต่อเทศบาลฯ โดยเทศบาลฯ อยู่ในฐานะที่เหนือกว่าผู้เสนอราคา และการที่เทศบาลฯ ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้เสนอราคาซึ่งชนะ การสอบราคาไปทําสัญญาจ้างภายในเวลาที่กําหนดไว้ในเอกสารสอบราคานั้น เป็นคําสนอง อันก่อให้เกิดสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่สัญญาจ้างก่อสร้างถนนตามประกาศสอบราคา โดยถือได้ว่า สัญญาที่เกิดขึ้นก่อนสัญญาจ้างดังกล่าว เป็นสัญญาที่มีข้อกําหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ เพื่อให้การใช้อํานาจทางปกครองหรือการดําเนินกิจการทางปกครอง อันได้แก่การบริการสาธารณะบรรลุผล จึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง กรณีข้างต้นจึงเป็น ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๖๐/๒๕๕๕)

ในคดีพิพาทเกี่ยวกับ การที่ผู้ชนะการประกวดราคาตามประกาศประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างกลุ่มอาคารสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ยอมเข้าทําสัญญาจ้างกับมหาวิทยาลัย เป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยริบหลักประกันซองและเรียกให้ผู้ชนะการประกวดราคา ชําระดอกเบี้ยตามเงื่อนไขการประกวดราคา แต่ผู้ชนะการประกวดราคาเห็นว่า เป็นการริบหลักประกันซองโดยไม่ชอบด้วยระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และ ไม่ชอบด้วยเงื่อนไขการประกวดราคา จึงฟ้องขอให้เพิกถอนคําสั่งริบหลักประกันและให้มหาวิทยาลัยฯ คืนหลักประกันดังกล่าวแก่ผู้ชนะการประกวดราคานั้น ประกาศประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างเป็นคําเชื้อเชิญให้ทําคําเสนอ และการที่หน่วยงานทางปกครองผู้ประกาศประกวดราคำสั่งรับคําเสนอรับจ้างของผู้เสนอราคาเป็นคําสนอง ซึ่งถือว่าคําสนองดังกล่าวเป็นคําสั่งทางปกครองตามข้อ ๑ (๑) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และมีผลก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์เป็นสัญญานับแต่คําบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ ตามมาตรา ๓๖๑ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๖๖ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามประกาศประกวดราคา (คําเชื้อเชิญให้ทําคําเสนอ) และ แบบใบเสนอราคา มีเงื่อนไข กําหนดว่าหากผู้ชนะการประกวดราคาไม่ทําสัญญากับมหาวิทยาลัยฯ ผู้ชนะการประกวดราคายอมให้มหาวิทยาลัยฯ ริบหลักประกันซองหรือเรียกร้องจากผู้ออกหนังสือ ค้ำประกัน รวมทั้งยินดีชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ ซึ่งผู้ชนะการประกวดราคาได้ยื่นใบเสนอราคา (คําเสนอ) ตามแบบดังกล่าวต่อมหาวิทยาลัยฯ โดยยอมรับตามเงื่อนไขข้างต้น และมหาวิทยาลัยฯ ได้มีคําสนองเป็นหนังสือแจ้งว่า มหาวิทยาลัยฯ เห็นควรจ้างผู้ชนะการประกวดราคาเป็นผู้ก่อสร้าง ตามโครงการในประกาศประกวดราคา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทว่าการประกวดราคา ไม่ชอบด้วยระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๔ หรือ คําสั่งรับคําเสนอรับจ้างไม่ชอบตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เป็นข้อพิพาท เกี่ยวกับข้อตกลงตามประกาศประกวดราคาซึ่งได้มีคําเสนอของผู้เสนอราคาและคําสนอง ของหน่วยงานทางปกครองผู้จัดประกวดราคาอันจะก่อให้เกิดสัญญาก่อสร้างกลุ่มอาคารทางสังคมศาสตร์ที่เป็นสัญญาทางปกครองต่อไปแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวจึงถือเป็นสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอํานาจ พิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๕๒/๒๕๕๘)

สัญญาพนักงานมหาวิทยาลัยไปปฏิบัติงานตามโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ ณ ต่างประเทศ กรณีที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ฟ้องแย้งขอให้ ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตำแหน่งอาจารย์ คืนเงินค่าจ้างที่ได้รับไประหว่างลาไปปฏิบัติงานตามโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ ณ มหาวิทยาลัยฮันกุ๊กภาษาและกิจการต่างประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี ตามสัญญาพนักงานมหาวิทยาลัยไปปฏิบัติงาน ตามโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ ณ ต่างประเทศ ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๓ ที่ผู้ฟ้องคดี ทำไว้กับผู้ถูกฟ้องคดีนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการไปปฏิบัติงานตามโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ ณ ต่างประเทศ ตามข้อ ๖.๒ ของระเบียบทบวงมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการให้ข้าราชการไปปฏิบัติงานตามโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ ณ ต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๗ เพราะปฏิบัติราชการในมหาวิทยาลัยต้นสังกัดนับถึงวันเริ่มไปปฏิบัติงานตามโครงการน้อยกว่า ๑ ปี อันเป็นกรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด อำนาจพิจารณาอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติงานตามโครงการดังกล่าว จึงต้องเป็นไปตามข้อ ๖ ของประกาศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัย ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๒ กล่าวคือ คณะกรรมการบริหารงานบุคคล พนักงานมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ค.บ.ม.) เป็นผู้มีอานาจพิจารณาอนุมัติ ดังนั้น สัญญาพนักงานมหาวิทยาลัยไปปฏิบัติงานตามโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ ณ ต่างประเทศ ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๓ ซึ่งทำโดยผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยจึงยังไม่สมบูรณ์ เพราะผู้รับสัญญาไม่มีอานาจตามประกาศดังกล่าว แต่เมื่อต่อมาผู้ฟ้องคดี ได้มีหนังสือลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ถึงคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เพื่อขออนุมัติลาไปปฏิบัติงานตามโครงการดังกล่าวโดยไม่ได้รับค่าจ้างระหว่างลา อันมีลักษณะเป็นคำเสนอ และผู้ถูกฟ้องคดีโดย ค.บ.ม. ได้มีมติอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติงานตามโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์พิพาทโดยไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างลา จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้แสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของผู้ฟ้องคดีแล้ว และเมื่อมติดังกล่าวออกโดย ค.บ.ม. ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติกรณีของผู้ฟ้องคดี จึงมีผลทำให้สัญญาที่พิพาทมีผลสมบูรณ์และผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น คำฟ้องแย้งอันเกิดจากการโต้แย้งสิทธิตามสัญญาในส่วนของค่าจ้างระหว่างลาไปปฏิบัติงานในโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ ณ ต่างประเทศ ว่า ผู้ฟ้องคดี จะต้องคืนเงินค่าจ้างที่ผู้ฟ้องคดีได้รับระหว่างไปปฏิบัติงานในโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ ณ ต่างประเทศ หรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.๑๓๑/๒๕๕๙)

กรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผู้ฟ้องคดี) ทำสัญญาการคืนเงินบำนาญกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งได้รับอนุมัติให้ลาออกจากราชการในขณะที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง โดยมีข้อกำหนดในสัญญาว่า หากปรากฏในภายหลังว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับเงินบำนาญไปโดยไม่มีสิทธิ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยินยอมคืนเงินที่ได้รับให้แก่ทางราชการ เมื่อต่อมาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๓ มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกจากราชการ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และได้มีหนังสือทวงถามให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รวมทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกัน ส่งเงินบำนาญที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่นำเงินมาชำระคืนตามสัญญา จึงเห็นได้ว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ได้ทำสัญญาการคืนเงินบำนาญกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในเรื่องมูลหนี้อันมีฐานที่มาจากสิทธิหน้าที่ในทางกฎหมายปกครองระหว่างฝ่ายปกครองกับเจ้าหน้าที่ของตน สัญญาการคืนเงินบำนาญดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๗๐/๒๕๖๐)

แนวคำวินิจฉัยสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางปกครอง

สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปา ระหว่างการประปาส่วนภูมิภาค (ผู้ฟ้องคดี) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้าง มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ส่วนสัญญาค้ำประกันระหว่าง ผู้ฟ้องคดีกับธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓) เป็นสัญญาค้ำประกัน (เงินประกัน ผลงาน) สําหรับเงินค่าจ้างที่ผู้ฟ้องคดีได้จ่ายให้แก่ผู้รับจ้าง ตั้งแต่งวดที่ ๑ ถึงงวดที่ ๓ เป็นเงิน ๔,๗๕๐,๔๗๐.๕๕ บาท ซึ่งแม้ว่าสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจะเป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญา จ้างเหมาก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาซึ่งเป็นสัญญาหลัก แต่สัญญาค้ำประกันข้างต้นก็เป็น สัญญาที่มีขึ้นเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่จัดทําไว้กับผู้ฟ้องคดี จึงมีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองอันเป็นสัญญาหลัก การยื่นฟ้องคดีเพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชําระเงินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว จึงเป็น คําฟ้องว่าด้วยข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๖๗/๒๕๕๐)

สัญญาค้ำประกันสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารบริการโทรคมนาคมสาธารณะ นนทบุรี พร้อมงานพิเศษอื่นๆ ระหว่างผู้ค้ำประกัน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓) กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน) (ผู้ฟ้องคดี) เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างดังกล่าว เมื่อสัญญาหลักเป็นสัญญา จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นสัญญาทางปกครองและอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สัญญาอุปกรณ์ย่อมอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๖๒/๒๕๕๐)

สัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และ จําหน่ายข้าว เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพและจําหน่ายข้าว เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาหลักซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองด้วย (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๖/๒๕๕๑)

เมื่อสัญญากู้ยืมเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โครงการจัดหาปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี ๒๕๔๓ ให้องค์กรเกษตรกรเป็นผู้จัดหาเงินยืมและให้ เกษตรกรกู้เงินเพื่อไปจัดซื้อปุ๋ยเคมี ระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กับสหกรณ์การเกษตรมหาชนอําเภอเจริญศิลป์ จํากัด โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์มีอํานาจหน้าที่ดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และเป็นผู้รับผิดชอบ ดูแลการดําเนินการจัดหาปุ๋ยเคมีให้แก่สมาชิกของสหกรณ์ ซึ่งในการทําสัญญาดังกล่าวนั้นจะให้ สหกรณ์การเกษตรมหาชนฯ กู้ยืมเงินเพื่อไปดําเนินการตามโครงการ อันมีลักษณะเป็นการมอบหมายให้สหกรณ์การเกษตรมหาชนฯ ซึ่งเป็นองค์กรเกษตรกรจัดหาสินเชื่อให้เกษตรกร ไปจัดซื้อปุ๋ยได้ตามความต้องการและมีความเหมาะสม เป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ดังนั้น สัญญาค้ำประกันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑๒ ซึ่งเป็นเอกชนได้ทําไว้เป็นประกันหนี้ในสัญญาดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาประธาน จึงอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เช่นเดียวกัน (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๒/๒๕๕๕)

คำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างของลูกจ้างตามสัญญาค้ำประกัน นั้น เมื่อปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกิจกรรมการเงินและบัญชีของหน่วยงานในสังกัดของผู้ฟ้องคดีในการให้บริการแก่นักศึกษาอันเป็นบริการสาธารณะ สัญญาจ้างดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯดังนั้น สัญญาค้ำประกันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ทำไว้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้าง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๐๖๕/๒๕๖๐)

กรณีฟ้องว่า องค์การคลังสินค้า (ผู้ถูกฟ้องคดี) ไม่ยอมคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารที่ผู้ฟ้องคดีได้ให้ไว้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าว (โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต ๒๕๔๘/๔๙) ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา ไม่ใช่การติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามมาตรา ๑๓๓๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๔๖/๒๕๖๐)

สัญญาที่กรมสุขภาพจิต (ผู้ฟ้องคดี) ว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. รื้อถอนอาคารผู้ป่วย พร้อมก่อสร้างอาคารคนไข้จิตเวช (สามัญ) ๙๐ เตียง จำนวน ๑ หลังของโรงพยาบาลสวนปรุง เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้ฟ้องคดี มีฐานะเป็นกรมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุแห่งสัญญาให้รื้อถอนอาคารผู้ป่วยพร้อมก่อสร้างอาคารดังกล่าวอันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้ฟ้องคดีใช้ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค และเป็นสัญญาทางปกครอง คดีพิพาทที่เกิดจากสัญญาดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ ตามมาตรา ๓ และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. ได้นำหลักประกันสัญญาจ้าง อันได้แก่ หนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. (ผู้ถูกฟ้องคดี) จำนวนสองฉบับมามอบให้แก่ผู้ฟ้องคดี หนังสือค้ำประกันจึงเป็นสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีผูกพันตนต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาจ้าง อันมีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันตามมาตรา ๖๘๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างที่เป็นสัญญาประธาน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันก็ต่อเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. ไม่ชำระหนี้ ดังนั้น เมื่อคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีพิพาทเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองด้วย แม้ว่าคู่สัญญาจะไม่ฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาประธานมาพร้อมกันก็ตาม (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๘๒/๒๕๖๑) 

การรับสภาพความรับผิดเป็นหนังสือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๘ แก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจ ชําระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติว่า
“การชําระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งขาดอายุความแล้วนั้นไม่ว่ามากน้อยเพียงใดจะเรียกคืนไม่ได้ แม้ว่าผู้ชําระหนี้จะไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วก็ตาม
บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับแก่การที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือโดยการให้ประกันด้วย แต่จะอ้างความข้อนี้ขึ้นเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้”
จากบทบัญญัติดังกล่าว อาจสรุปลักษณะของการรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ได้ ดังนี้
๑. เป็นการแสดงเจตนาต่อเจ้าหนี้ การรับสภาพความรับผิดนี้อาจทําโดยการแสดงเจตนาของ ลูกหนี้โดยฝ่ายเดียวหรืออาจทําในลักษณะของสัญญาโดยความตกลงของคู่สัญญาก็ได้

๒. เป็นการแสดงเจตนารับต่อเจ้าหนี้ว่าเป็นหนี้อยู่จริงภายหลังจากที่กําหนดอายุความได้ผ่านแล้ว ไม่ว่าลูกหนี้จะได้ทราบหรือไม่ว่ากําหนดอายุความได้ผ่านไปแล้ว

๓. กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๕ ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้เป็น เจ้าหนี้อยู่ก่อนแล้ว แต่ต่อมาหนี้ขาดอายุความ ภายหลังจากนั้นลูกหนี้จึงได้รับสภาพความรับผิดโดยมี หลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น กรณีที่จําเลยซึ่งไม่เคยเป็นหนี้โจทก์มาก่อนแต่ได้ทําหนังสือรับสภาพหนี้ จึงยัง ถือไม่ได้ว่า เป็นการรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา ๑๙๓/๓๕ แต่กรณีเป็นการ แปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากบริษัทอื่นมาเป็นจําเลย (คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๒๑/๒๕๓๘)

๔. ต้องกระทําโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อให้มีหลักฐานแน่ชัด สัญญาทางปกครองสามารถนํา หลักฐานการรับสภาพความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๘ มาปรับใช้ กล่าวคือ หากพ้นกําหนดระยะเวลาการฟ้องคดีไปแล้ว แต่ได้มีการรับสภาพความรับผิดเป็นหนังสือ ย่อม สามารถฟ้องตามสิทธิเรียกร้องจากหนังสือรับสภาพความรับผิดที่ทําขึ้นได้ และมีผลทําให้กําหนด ระยะเวลาการฟ้องคดีเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่การรับภาพความรับผิดเป็นหนังสือ 

๑). ระยะเวลาการฟ้องคดี
การฟ้องคดีตามสัญญาทางปกครองที่มีหนังสือรับสภาพความรับผิด จะการนําอายุความ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๕ หรือใช้บังคับระยะเวลการฟ้องคดีตาม มาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีดังนี้

ในคดีที่สหกรณ์การเกษตรมหาชนอําเภอเจริญ ศิลป์ จํากัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้กู้ยืมเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจากการมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ ฟ้องคดี ตามโครงการจัดหาปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปี ๒๕๔๓ ต่อมา เมื่อครบกําหนดชําระคืนเงิน กู้ยืมในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ชําระเงินกู้ยืมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี จึงถือได้ว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ อันเป็นวันถัดจากวันครบกําหนดชําระคืนเงิน กู้ยืมตามสัญญาอันมีผลใหระบะเวลาในการฟ้องคดี เริ่มนับแต่วันนั้น แต่ปรากฏว่าผู้ชําระบัญชีของผู้ถูก ฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือรับรองการเป็นหนี้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นการรับรองเป็นหนี้เมื่อสัญญาพิพาทพ้นระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ตาม มาตรา ๑๙๓/๓๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยบทลัญญัติดังกล่าวเป็นหลักกฎหมายทั่วไป เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ มิได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับสภาพความรับผิดไว้ จึง สามารถนําบทบัญญัติมาตรา ๑๙๓/๓๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับกับคดีปกครอง ได้ โดยสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับสภาพความรับผิดให้มีอายุความ ๒ ปีนับแต่ วันที่ได้รับสภาพความรับผิด ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีนําคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ จึงถือว่าผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องภายในกําหนด ศาลปกครองจึงมีอํานาจรับคําฟ้องใน ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณาพิพากษาได้ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๒/๒๕๕๕)

ผู้ฟ้องคดีได้ทําสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจําหน่ายข้าว (โครงการรับจํานําข้าวปีการผลิต ๒๕๔๔/๔๔) กับองค์การคลังสินค้า ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตกกลงขายข้าวเปลือกตามจํานวนที่ฝากเก็บไว้ในคลังสินค้าให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผลให้สัญญาฝากเก็บ แปรสภาพและจัดจําหน่ายข้าว ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีสิ้นสุดลง และเมื่อครบกําหนดระยะเวลาที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องชําระหนี้ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้ชําระหนี้ตามสัญญาเพียงบางส่วน คงค้างชําระเป็นเงิน ๑๐๖,๕๑๕,๕๐๗.๔๖ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีจึงนําคดีไปฟ้องต่อศาลจังหวัด พะเยา เป็นคดีหมายเลขดําที่ ๕๕๗/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ขอให้ผู้ฟ้องคดีชําระหนี้เงิน พร้อมดอกเบี้ย ผู้ฟ้องคดี ได้ฟ้องแย้ง ขอให้ ผู้ถูกฟ้องคดีชําระค่าฝากเก็บและค่ารักษาคุณภาพข้าวเป็นเงิน จํานวน ๖,๒๐๖,๕๔๘.๓๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทําหนังสือ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ ยอมรับว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหนี้ค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเป็นเงิน ๖,๖๔๑,๐๔๔.00 บาท ต่อมาศาลจังหวัดพะเยาเห็นว่า เป็นการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง จึงได้คําสั่งให้จําหน่ายคดีดังกล่าวจากสารบบความ ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองชั้นต้น(ศาล ปกครองเชียงใหม่) เป็นคดีนี้ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชําระหนี้ตามหนังสือลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีต้องชําระค่าฝากเก็บและค่ารักษาคุณภาพข้าวภายในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดีในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ การที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องแย้งในคดีหมายเลขดําที่ ๕๔๗/๒๕๕๖ ของศาลจังหวัดพะเยาเมื่อวันที่ ๒๙ กรกรฎาคม ๒๕๕๖ กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาทาปกครองเมื่อล่วงพ้นกําหนดระยะเวลาการฟ้อง คดีแล้วตาม มาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่หนังสือเรื่องเงื่อนไขการทําสัญญา ประนีประนอมยอมความลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีถึงผู้ฟ้องคดีเพื่อแจ้งให้ทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาข้อเสนอการชําระหนี้ของผู้ฟ้องคดีแล้ว ไม่อาจรับข้อเสนอของผู้ฟ้องคดีได้ และขอ ยืนยันให้ผู้ฟ้องคดีชําระหนี้ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้ง แต่จะนําเงินค่าฝากเก็บที่ยังค้างชําระอยู่จํานวน ๖,๖๔๑,๐๔๔.00 บาท ไปหักกับเงินจํานวน ๑๐๖,๕๑๕,๕๐๗.๗๖ บาท ได้นั้น เมื่อหนังสือดังกล่าวมีข้อความเป็นการรับสภาพความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดี โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือจัดทําขึ้นภายหลังสิ้นสุด ระยะเวลาการฟ้องคดี (วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๔) ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ มิได้บัญญัติ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับสภาพความรับผิดไว้ จึงนําบทบัญญัติมาตรา ๑๙๓/๒๘ วรรคสอง แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับกับคดีปกครองได้ โดยสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่ที่ผู้ถูกฟ้องคดีรับสภาพความรับผิดดังกล่าว ให้มีกําหนดระยะเวลาการฟ้องคดีภายในห้าปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี คือวันที่ได้รับสภาพความรับผิด แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุการแห่งการฟ้องคดีทั้งนี้ ตามความในมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้รับสภาพความรับผิด ไว้เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีนําคดีนี้มาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๘ โดยผู้ฟ้องคดีตั้งฐานแห่งการใช้สิทธิเรียกร้องต่อผู้ถูกฟ้องคดีตามหนังสือรับสภาพควงามรับผิด ลง วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีภายในรห้าปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี คือวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับสภาพความรับผิดตาม มาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ศาลปกครองจึงมีอํานาจรับคําฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๕๕/๒๕๕๙)

๒) การรับสภาพหนี้โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ

การที่ทนายความผู้รับมอบอํานาจของลูกหนี้ได้มีหนังสือแจ้งว่า มีข้อโต้แย้งการผิด สัญญาแต่ยินยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยขอลงเบี้ยปรับทั้งหมด (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๗๗/๒๕๔๔)

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือรับสภาพหนี้ต่อผู้ฟ้องคดีภายหลังจากพ้นระยะเวลาการฟ้องคดี ซึ่งมิใช่เป็นหนังสือรับสภาพหนี้อันจะทําให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม มาตรา ๑๙๓/๑๔(๑) แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่มีลักษณะเป็นหนังสือรับสภาพความรับผิดตาม มาตรา ๑๙๓/๒๘ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๐๔/๒๕๔๔)

การที่ลูกหนี้มีหนังสือขอผ่อนผันการชําระเงินต่อเจ้าหนี้และชําระหนี้ภายหลังจากข้อ พิพาทเกี่ยวกับสัญญาได้พ้นกําหนดระยะเวลาการฟ้องคดีไปแล้ว (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๔๔/๒๕๔๔ และคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๓๖/๒๕๕๐)

การที่ตัวแทนลูกหนี้มีหนังสือขอชดใช้หนี้บางส่วนและจัดส่งแผนการชําระหนี้ให้แก่ เจ้าหนี้ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๑/๒๕๕๐)

กรณีภายหลังจากที่เลิกสัญญาและพ้นกําหนดระยะเวลาการฟ้องแล้ว ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีส่งมอบเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ทั้งหลายซึ่งผู้ฟ้องคดีได้จัดให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ในงานที่ปรึกษา ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือขอขยายระยะเวลาการส่งมอบเครื่องมือ เครื่องใช้และอุปกรณ์ ทั้งหลายออกไปอีก ๓๐ วัน ถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา ๑๙๓/๒8 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๒๓/ ๒๕๕๐)  

Address

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายบริหารจัดการความรู้  สำนักงานวิชาการ
ศูนย์ราชการฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์
เขตหลักสี่  กรุงเทพฯ 

Contacts

Email: kmcenter@ago.go.th
Phone: 02-142-1499
Fax: 02-143-9475

Links

สำนักงานอัยการสูงสุด