ตามพระราชบัญญติจัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๔๒ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรือ อาจจะเดือดร้อน หรือ เสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากกกรกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครอง หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรื อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ และ การแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา ๗๒ ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง” ดังนั้น เงื่อนไขการฟ้องคดี จึงต้องปรากฏว่า
1. ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
2. การยุติข้อโต้แย้งนั้นต้องมีคำบังคับตามมาตรา 72 (๓) สั่งให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำกำรหรืองดเว้นกระทำกำร โดยจะกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ไว้ด้วยก็ได้ ในกรณีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
กรณีระยะเวลาการฟ้องคดี เป็นระยะเวลาที่อาจใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประการคือ
1. ระยะเวลา 5 ปี ตามพระราชบัญญติจัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 51 ซึ่งบัญญัติว่า “...........การฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) ให้ยื่นฟ้องภายในห้าปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี”
2. ระยะเวลาตาม มาตรา ๕๒ ซึ่งบัญญัติว่า "การฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือสถานะของบุคคล จะยื่นฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้
การฟ้องคดีปกครองที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาการฟ้องคดีแล้ว ถ้าศาลปกครองเห็นว่า คดีที่ยื่นฟ้องนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่นโดย ศาลเห็นเองหรือคู่กรณีมีคำขอ ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาก็ได้ "