Page 237 - หนังสืออัยการ_พิเศษ 87
P. 237
572 อัยการนิเทศฉบับพิเศษ อััยการนิเทศฉบัับัพิิเศษ 203
ิ
น�้าหนักฟังหักล้างพยานโจทก์ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ต�าหนิว่าผู้เสียหายที่1และผู้เสียหายที่2เบิกความขัดกันในข้อ
สาระส�าคัญกล่าวคือผู้เสียหายที่1ว่าหัวหน้าคนงานเป็นคนพาพวกผู้เสียหายทั้งหมดไปท�างานแต่ผู้เสียหายที่2
ว่าจ�าเลยเป็นคนพาพวกผู้เสียหายไปท�างานก็ดีและที่ผู้เสียหายที่1ว่าตนเองกับผู้เสียหายที่4ได้รับมอบหมาย
ให้ไปทวงเงินคืนที่บ้านจ�าเลยแต่ผู้เสียหายที่2ว่าผู้เสียหายทั้งเจ็ดไปทวงเงินคืนก็ดีเห็นว่าข้อแตกต่างดังกล่าว
�
ี
�
ี
เป็นเพียงพลความหาใช่ข้อสาระสาคัญดังท่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ส่วนท่ศาลอุทธรณ์ตาหนิอีกว่าผู้เสียหาย
ทั้งเจ็ดไปแจ้งความหลังกลับมาถึงประเทศไทยแล้วถึง15วันมีโอกาสปรุงแต่งเหตุการณ์ได้นั้นก็ได้ความจาก
ค�าเบิกความของผู้เสียหายท้งเจ็ดต้องกันว่าเพียงแต่ต้องการเงินท่เสียไปคืนเท่าน้นต่อเม่อไปทวงแล้วจาเลย
ั
ี
ั
�
ื
ปฏิเสธไม่ยอมคืนเงินให้จึงไปแจ้งความดังนท่ไปแจ้งความล่าช้าไปดังกล่าวจึงถือเป็นข้อพิรุธของผู้เสียหายได้ไม่
ี
ี
้
�
ื
เห็นว่าเม่อผู้เสียหายซ่งต่างเข้าทางานนอกจากจะไม่ได้ค่าจ้างแล้วท�างานได้ไม่เท่าไรก็ถูกจับกุมส่งตัวกลับ
ึ
ประเทศไทยดังนั้นที่จ�าเลยบอกว่าสามารถพาผู้เสียหายไปท�างานได้เงินเดือนไม่ต�่ากว่า6,000บาทมีสัญญา1ปี
ั
จึงเป็นความเท็จพฤติการณ์ของจาเลยเข้าลักษณะหลอกลวงผู้เสียหายท้งเจ็ดคนด้วยข้อความอันเป็นเท็จและ
�
ั
ึ
ปกปิดความจริงท่ควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่าน้นจ�าเลยได้ไปซ่งเงินจากผู้เสียหายท้งเจ็ดคน
ี
ั
คนละ22,000บาทมีความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องฎีกาโจทก์ความผิดข้อหาฐานนี้ฟังขึ้น
ส่วนข้อหาความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพ่อไปทางานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตน้น
ื
ั
�
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจ�าเลยได้ชักชวนและพาผู้เสียหายทั้งเจ็ดคนซึ่งเป็นคนหางานไปท�างานที่ประเทศสิงคโปร์
ี
โดยจาเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบยนการกระทาของจาเลยจงเป็นความผิดฐานน้ด้วยค�าพิพากษา
ี
�
ึ
�
�
ศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามค�าพิพากษาศาลชั้นต้น.

