13 มิถุนายน 2567 การเริ่มต้นของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ

บทความโดย Dr. ฮูก
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ประเทศไทยได้ยื่นสัตยาบันสารเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced Disappearance: ICPPED)[1] ถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์อย่างเป็นทางการของไทยที่จะร่วมมือกับประชาคมโลกในการต่อต้านอาชญากรรมร้ายแรงที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อนุสัญญา ICPPED จะมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยในวันที่ 13 มิถุนายน 2567
การเข้าเป็นภาคี ICPPED ของไทยสะท้อนถึงพันธกิจของไทยในการพิทักษ์สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการขจัดการทรมานและการบังคับให้หายสาบสูญ ซึ่งสอดรับกับการที่ไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment of Punishment: CAT) เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 (มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550) การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวทำให้ไทยในฐานะรัฐภาคีมีพันธะผูกพันที่จะต้องดำเนินการตามข้อบทของอนุสัญญา รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญา ซึ่งการตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 25 ตุลาคม 2565 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23กุมภาพันธ์ 2566) เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีดังกล่าว และนับเป็นหมุดหมายสำคัญของไทยในการปฏิรูปกฎหมาย โดยกำหนดให้การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าลักษณะตามกฎหมายกำหนดเป็นความผิดทางอาญา ฐานกระทำการทรมาน ฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย พร้อมวางมาตรการป้องกัน ปราบปรามการกระทำดังกล่าว และมาตรการเยียวยาที่สอดคล้องกับ CAT และ ICPPED
การเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศ และการบังคับใช้กฎหมายภายในอย่างเข้มแข็งจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเพื่อกำจัดการอุ้มหายและการทรมานอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุด ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดก็ไม่อาจกระทำได้ มาตรการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมไทยในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย ลงโทษผู้กระทำผิด และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ความก้าวหน้านี้สะท้อนให้เห็นพัฒนาการของไทยด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศแล้วถึง 8 ฉบับจากทั้งหมด 9 ฉบับ ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิอย่างกว้างขวาง การทำตามพันธกรณีเหล่านี้จะยกระดับมาตรฐานไทยให้ก้าวทันนานาอารยประเทศ และแสดงบทบาทผู้นำของไทยในการผลักดันและส่งเสริมหลักการสิทธิมนุษยชนสากลในภูมิภาคและเวทีโลก
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน และไม่ยอมรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกรูปแบบ เพื่อให้การเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา และการบังคับใช้กฎหมายภายในเกิดผลอย่างจริงจัง และนำประเทศไทยไปสู่จุดหมายของการเป็นสังคมที่เคารพในหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน อย่างเต็มภาคภูมิต่อไป
[1] กระทรวงการต่างประเทศ, “ไทยยื่นสัตยาบันสารเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (ICPPED)”. เข้าถึงเมื่อ 28 พฤษภาคม 2567.
เกี่ยวกับผู้เขียน



