|

เมื่อกฎหมายถูกใช้เป็นอาวุธปิดปาก : ทางออกในการป้องกัน ‘SLAPP’ เพื่อสังคมที่กล้าแสดงออก

เมื่อกฎหมายถูกใช้เป็นอาวุธปิดปาก : ทางออกในการป้องกัน ‘SLAPP’ เพื่อสังคมที่กล้าแสดงออก

ในช่วงหลัง เรามักได้ยินข่าวคนถูกฟ้องเพียงเพราะออกมาแสดงความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสาธารณะ ไม่ว่าจะผ่านสื่อหรือโซเชียลมีเดีย บางคนถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายหลักล้านไปจนถึงหลายพันล้านในข้อหาต่างๆ ตั้งแต่ดูหมิ่น หมิ่นประมาท ไปจนถึงเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้ง ๆ ที่การเปิดประเด็นหรือการตั้งคำถามของพวกเขาเหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อันถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าวิตกกังวล เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการฟ้องคดีในรูปแบบนี้ คือ การกลั่นแกล้ง ข่มขู่ และคุกคามผู้ที่กล้าออกมาพูดด้วยการใช้กฎหมายเป็นอาวุธปิดปากให้ไม่กล้าพูดอีกต่อไป

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “การฟ้องคดีเชิงกลยุทธ์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชน” หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation- SLAPP โดยพ้องเสียงกับคำว่า “slap” ที่แปลว่า ตบ จึงมีการเปรียบเปรยว่าเป็นการตบปิดปากด้วยกฎหมาย ที่ผู้ฟ้องไม่ได้หวังผลชนะคดี แต่ต้องการ “ตบปาก” ผู้ที่กล้าแสดงความเห็น ซึ่งแม้ว่าในท้ายที่สุดศาลอาจจะยกฟ้อง แต่ก็ทำให้คนเหล่านั้นต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และเสียสุขภาพจิต จนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอีกต่อไป ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะหวังจะใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน หลายประเทศจึงออกกฎหมาย Anti-SLAPP เพื่อป้องกันการฟ้องคดีเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น เช่น ในบางมลรัฐของสหรัฐอเมริกา มีการเปิดทางให้จำเลยยื่นคำร้องพิเศษเพื่อให้ศาลยุติคดีอย่างรวดเร็ว หากพิสูจน์ได้ว่าการแสดงความเห็นของตนนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยนั้นก็ได้มีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ โดยมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อปี พ.ศ. 2562 ด้วยการเพิ่มเติมมาตรา 161/1 ซึ่งเปิดทางให้ศาลยกฟ้อง หากเห็นว่าผู้ฟ้องมีเจตนาไม่สุจริต หรือฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย โดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ อันถือเป็นก้าวสำคัญในการป้องกันการใช้สิทธิตามกฎหมายในทางที่ผิด และเชื่อว่ายังมีก้าวต่อๆ ไป เนื่องจากแผนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ฉบับปรับปรุง) ได้กำหนดให้มีกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก ซึ่งแม้ขณะนี้จะอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาออกกฎหมาย แต่ล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ออกระเบียบที่เพิ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 เพื่อคุ้มครองผู้ที่ถูกฟ้องเพราะเปิดโปงข้อมูลการทุจริตหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยสามารถขอความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ เช่น การจัดหาทนายความ หรือขอให้พนักงานอัยการเข้าแก้ต่างในคดีอาญา ทั้งนี้ จากรายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ยังได้เสนอให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาออกแนวปฏิบัติหรือปรับปรุงระเบียบภายใน เพื่อให้พนักงานอัยการสามารถใช้ดุลพินิจยุติคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้โดยเร็ว ลดภาระผู้ถูกฟ้องและป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างไม่สุจริต

ในท้ายที่สุด…
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นคือหัวใจของสังคมประชาธิปไตย และกฎหมายควรเป็นโล่ที่ปกป้อง ไม่ใช่เป็นอาวุธที่ใช้ปิดปากคนกล้า ดังนั้น การมีกฎหมาย Anti-SLAPP จึงไม่ใช่เรื่องของนักกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องการให้เสียงของประชาชนยังคงดังได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูก “ตบปาก” ด้วยการดำเนินคดี

ฮูกนักคิด

ฮูกระดับบอส