อัยการเกาหลีและญี่ปุ่น : บทบาทสำคัญในกระบวนการยุติธรรม

อัยการเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นดูจะมีบทบาทสำคัญมากในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาไปจนถึงการบังคับการให้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษา อันเรียกได้ว่าตั้งแต่ต้นทางไปถึงสุดทางเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มองว่า “การสอบสวนและการฟ้องร้องถือเป็นกระบวนการเดียวกันไม่อาจแยกจากกันได้” ถือเป็นหัวใจที่ทำให้อัยการและตำรวจในทั้งประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นทำงานสอดประสานร่วมกันอย่างเป็นทีมเดียวกันเพื่อค้นหาความจริงในคดีที่มากไปกว่าการถ่วงดุลกลั่นกรองสำนวนการสอบสวนจากกระดาษ ยิ่งไปกว่านั้นอัยการของทั้งสองประเทศนี้ยังมีความยึดโยงกับประชาชนผ่านทางฝ่ายบริหารในเชิงโครงสร้าง โดยอัยการสูงสุด (Prosecutor General) ของเกาหลีใต้มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีผ่านการเสนอชื่อโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเลือกมาจากรายชื่อที่ผ่านการคัดสรรโดยคณะกรรมการ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสรรหาบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดโดยเฉพาะ ส่วนอัยการสูงสุดของญี่ปุ่น (Kenji Socho) ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากคณะรัฐมนตรี
องค์กรอัยการของญี่ปุ่นมีฐานะเป็นองค์กรกึ่งตุลาการและเป็นหน่วยงานฝ่ายบริหารด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการยอมรับว่าอัยการมีสถานะเช่นเดียวกันกับผู้พิพากษาและมีระดับเงินเดือนเท่ากันตามระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ทั้งยังสามารถโอนย้ายสลับตำแหน่งหน้าที่กันได้ระหว่างอัยการและผู้พิพากษา (แม้จะไม่ง่ายนักก็ตาม) ส่วนที่ถือว่าเป็นหน่วยงานฝ่ายบริหารก็เพราะองค์กรอัยการญี่ปุ่นอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม แต่มีกฎหมายกำหนดห้ามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำกับหรือแทรกแซงการทำงานของอัยการในรายคดี ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ปรากฏข้อครหาว่าอัยการญี่ปุ่นถูกแทรกแซงทางการเมืองแต่อย่างใด ในขณะที่ระยะหลังอัยการเกาหลีใต้ถูกสังคมมองว่าเข้าไปเกี่ยวพันกับทางการเมืองมากจนเกินไปจากการที่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรอัยการเข้าไปมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเมืองจนเกิดกระแสสังคมให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทำให้ในที่สุด เมื่อปี ค.ศ. 2022 ประธานาธิบดี Yoon Suk-yeol ซึ่งอดีตเคยเป็นอัยการสูงสุด ได้ทำการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายภายในของเกาหลีใต้ลดอำนาจของพนักงานอัยการ ส่งผลให้ปัจจุบัน อัยการเกาหลีใต้มีอำนาจสืบสวนสอบสวนเชิงรุก ได้เฉพาะคดีความผิดคอร์รัปชัน และคดีความผิดทางเศรษฐกิจเท่านั้น อย่างไรก็ดี เนื่องจากหน้าที่ในการขอศาลออกหมายจับ หมายขัง หมายยึด และหมายค้นยังคงเป็นของอัยการ ทำให้อัยการเกาหลีใต้ต้องเข้ามาร่วมรับรู้ข้อเท็จจริงในคดีตั้งแต่เนิ่นๆ และสามารถกำกับควบคุมทิศทางการสืบสวนสอบสวนของตำรวจให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงถือได้ว่าอัยการเกาหลีใต้ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสอบสวนคดีอาญา ต่อไป ส่วนอัยการญี่ปุ่นนั้นแม้จะมีอำนาจเต็มตามกฎหมายในการสอบสวน แต่ในทางปฏิบัติพบว่าคดีร้อยละ 95 นั้น ถ้าเป็นคดีที่ไม่มีข้อยุ่งยากตำรวจญี่ปุ่นจะเป็นผู้ทำหน้าที่หลักในการสืบสวนสอบสวน ส่วนอัยการจะทำการสืบสวนสอบสวนเองในคดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อนหรือมีความละเอียดอ่อน เกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพล นักการเมือง หรือ ข้าราชการระดับสูง ทั้งนี้ อัยการเกาหลีใต้และญี่ปุ่นใช้หลักเดียวกันในการพิจารณาสั่งคดี คือ หลักดุลพินิจ (opportunity principle) กล่าวคือ แม้การกระทำจะครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย แต่อัยการมีอำนาจในการสั่งไม่ฟ้องหรือ ใช้มาตรการอย่างอื่นแทนการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่การอำนวยความยุติธรรมในภาพรวม เช่น มาตรการชะลอฟ้อง เป็นต้น โดยมีกลไกในการตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ อาทิ หากอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ตามกฎหมายญี่ปุ่นให้ผู้เสียหายมีทางเลือกที่จะร้องขอต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ หรือศาลที่มีเขตอำนาจ หรือคณะกรรมการตรวจสอบการฟ้องให้มีการตรวจสอบดุลพินิจของอัยการที่สั่งไม่ฟ้องได้
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าบทบาทของพนักงานอัยการในประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นนั้นมีความสำคัญมากในกระบวนการยุติธรรมและมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปมาตามความเหมาะสมในแต่ละยุค อย่างไรก็ดี สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดของอัยการและตำรวจของทั้งสองประเทศในการที่จะค้นหาความจริงในคดี มากกว่าจะมุ่งเน้นถึงการถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบซึ่งกันและกันในการทำหน้าที่ สุดท้ายเราคงต้องพิจารณาว่าระบบแบบใดถึงจะเหมาะกับบริบทของประเทศไทยในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน โดยยึดเอาประโยชน์ของประชาชนที่จะได้รับจากการอำนวยความยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ตั้ง
ที่มา : ศึกษาเปรียบเทียบบทบาทพนักงานอัยการในชั้นสอบสวน, วารสารนิติวัชร์ ฉบับพิเศษ (พ.ศ. 2567)

ฮูกนักคิด
ฮูกระดับบอส


