ตอน สิทธิของผู้เสียหาย

บทความโดย ฮูกจิ๋ว
โดยทั่วไป ความหมายของคำว่า “ผู้เสียหาย” จะปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) คือ บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 แต่เมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1734/2532 ที่ได้วินิจฉัยในกรณีไม่ทราบว่าผู้เสียหายที่แท้จริงมีชะตากรรมเป็นอย่างไร โดยไม่อาจยืนยันได้ว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายแล้วจริง จึงไม่ใช่กรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) ซึ่งหากเป็นกรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้าย กักขังเช่นว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่จะต้องแจ้งต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการต่อไป ดังนั้น จากผลของคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้ผู้เสียหายที่ไม่อาจทราบชะตากรรมได้ในขณะนั้นไม่ได้รับความคุ้มครอง เสียสิทธิ และไม่ได้รับความเป็นธรรม
แต่อย่างไรก็ดี นิยามของคำว่า “ผู้เสียหาย” ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายได้บัญญัติขยายความรวมถึงสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรส ผู้อุปการะและผู้อยู่ในอุปการะ และกำหนดให้บุคคลดังกล่าวข้างต้นเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพิ่มเติมจากตัวผู้เสียหายที่แท้จริงในคดีความผิดฐานกระทำทรมาน หรือความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ซึ่งผู้เสียหายที่แท้จริงไม่อยู่ในฐานะที่จะร้องทุกข์หรือกล่าวโทษด้วยตนเองได้ หรือความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย (มาตรา 11) ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเข้ามาแก้ไขช่องโหว่เรื่องอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้กล่าวไปข้างต้น
กฎหมายกำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ญาติหรือทนายความของผู้ถูกจับ มีสิทธิขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว (มาตรา 24) เพื่อให้ฝั่งผู้เสียหายมีโอกาสตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ และหากมีการอ้างว่าบุคคลใดถูกทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย ผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งหยุดการกระทำที่อ้างนั้นได้ (มาตรา 26)
อีกทั้ง กฎหมายยังกำหนดให้รัฐมีมาตรการต่าง ๆ ในการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาผู้เสียหาย ทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ร่างกาย จิตใจ ให้คำปรึกษาแนะนำด้านกฎหมาย และสนับสนุน ช่วยเหลือด้านการดำเนินคดี โดยการมีส่วนร่วมจากผู้เสียหาย (มาตรา 33) รวมไปถึง ให้พนักงานอัยการเรียกค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายจากกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ผู้เสียหายมีสิทธิและต้องการจะเรียกอีกด้วย (มาตรา 34)
และท้ายที่สุดนี้ หากใครพบเห็นหรือทราบการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย สามารถแจ้งต่อพนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายได้ และหากเป็นการแจ้งโดยสุจริต ผู้แจ้งไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย (มาตรา 29)
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
เกี่ยวกับผู้เขียน



