การถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 ของประเทศไทย

บทความโดย ฮูกน้อย
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าวเป็นหนึ่งในกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญในด้านการคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยมุ่งหมายที่จะให้การประกันและกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการปกป้องและคุ้มครองสิทธิเด็กในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา และสิทธิที่จะมีส่วนร่วม ภายใต้หลักการสำคัญ คือ การไม่เลือกปฏิบัติและการคำนึงถึงหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 เป็นอนุสัญญาที่ประเทศทั่วโลกเข้าเป็นภาคีมากที่สุด โดยมีประเทศเข้าร่วมเป็นภาคีทั้งสิ้น 196 ประเทศ ประเทศไทยเองก็ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 มีผลใช้บังคับกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2535 โดยในขณะนั้นประเทศไทยได้กำหนดข้อสงวนบางประการไว้ในข้อ 7, ข้อ 29 และข้อ 22 อันว่าด้วยเรื่องสถานะของเด็กผู้ลี้ภัย[1] ซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีมีหน้าที่ในการดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อประกันว่าเด็ก ซึ่งร้องขอให้ตนมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย หรือถูกคำนึงว่า มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยตามกฎหมายภายในหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเดินทางติดตามมากับบิดามารดาหรือบุคคลอื่นใดก็ตาม จะได้รับการปกป้องคุ้มครองและช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมที่เหมาะสมในการได้รับสิทธิที่มีอยู่ตามอนุสัญญาฉบับนี้ และตามที่ระบุไว้ในตราสารระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนหรือมนุษยธรรม ซึ่งรัฐภาคีเป็นสมาชิก ในการนี้ รัฐภาคีจะต้องให้ความร่วมมือที่เหมาะสมในความพยายามของสหประชาชาติ และองค์การระดับรัฐบาลหรือองค์การอื่นที่มิใช่รัฐบาล ซึ่งให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติในการปกป้องคุ้มครองเด็กนั้นและในกรณีที่เด็กถูกพรากจากครอบครัว ไม่ว่าเป็นการชั่วคราวหรือถาวร รัฐภาคีจะต้องดำเนินการเพื่อได้รับข้อมูลที่จำเป็นในการติดตามบิดามารดาหรือสมาชิกอื่นในครอบครัว เพื่อให้เด็กนั้นได้กลับไปอยู่ในครอบครัว
ในปี 2554 คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้จัดทำข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยพิจารณาถอนข้อสงวนภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี และในปี 2555 คณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติได้มีข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยถอนข้อสงวน ข้อ 22 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงได้จัดทำรายงานศึกษาวิเคราะห์ความพร้อมของประเทศไทยในการถอนข้อสงวน ข้อ 22 ซึ่งพบว่า การดำเนินการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยของประเทศไทยเป็นไปอย่างเหมาะสมตามข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแล้ว แม้ว่าอาจจะยังมีข้อกังวลบางประการ แต่ประเทศไทยก็ได้ดำเนินการขั้นพื้นฐานที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนบริการสำหรับเด็กที่ได้รับสิทธิตามข้อ 22 อีกทั้งยังมีการตอบสนองต่อประเด็นต่าง ๆ เพื่อยกระดับการดูแลเด็กทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงนับว่า ประเทศไทยมีความพร้อมต่อการถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
มติของคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ประเทศไทยถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เด็กทุกคนจะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างปราศจากการเลือกปฏิบัติได้รับความคุ้มครองและดูแลช่วยเหลือเท่าที่จะเป็นไปได้ หน่วยงานต่าง ๆ สามารถดำเนินงานในบริบทการโยกย้ายถิ่นฐานของเด็กได้อย่างครอบคลุม อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยและเด็กในบริบทการโยกย้ายถิ่นฐาน สอดคล้องกับคำมั่นที่ประเทศไทยได้ให้ไว้ในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้เกิดภาพลักษณ์และมุมมองด้านบวกต่อประเทศไทย และยังลดการแทรกแซงหรือตั้งคำถามที่ไม่จำเป็นในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนต่อประเทศไทย ในอนาคตข้างหน้าต่อไป
[1] กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก. ค้นวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 จาก https://humanrights.mfa.go.th/th/humanrights/obligation/international-human-rights-mechanism/CRC.php
เกี่ยวกับผู้เขียน



