จะฟ้องอยู่แล้ว ชะลอไว้ทำไม ?

นายวิพล กิติทัศนาสรชัย,
ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม
สถาบันนิติวัชร์, สำนักงานอัยการสูงสุด
ตามระบบของประเทศไทยในปัจจุบัน เมื่อมีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ในกรณีที่ผู้เสียหายแจ้งความเพื่อให้รัฐดำเนินคดี คดีจะเริ่มต้นที่สถานีตำรวจในท้องที่ที่มีเขตอำนาจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งฝ่ายสืบสวนและฝ่ายสอบสวนต้องไปแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบทราบในเบื้องต้นว่า มีการกระทำตามที่กล่าวอ้างเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และใครเป็นผู้กระทำความผิดนั้น หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการรวบรวมพยานหลักฐานและทำสำนวนการสอบสวนเสร็จสมบูรณ์แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเสนอสำนวนการสอบสวน พร้อมสรุปข้อเท็จจริงและทำความเห็นเสนอต่อพนักงานอัยการว่าคดีนั้นควรฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ ทั้งนี้ ในการทำความเห็นทางคดี พนักงานสอบสวนจะพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อและเพียงพอว่าผู้ต้องหานั้นน่าจะเป็นผู้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ โดยในกรณีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง หากพนักงานอัยการเห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวนดังกล่าว พนักงานอัยการก็จะมีคำสั่งฟ้องและนำผู้ต้องหาไปฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลต่อไป เพื่อไปพิสูจน์กันอีกทีว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์หรือพนักงานอัยการสามารถเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยหรือไม่ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงตามที่พนักงานอัยการฟ้อง โดยในทางกฎหมายนั้น “การปราศจากข้อสงสัย” นั้นหมายถึง แม้ไม่ถึงกับต้องชัดเจนแจ่มแจ้งอย่างสิ้นสงสัย แต่ก็ไม่น่าสงสัยตามเหตุตามผลแล้วว่า จำเลยได้ทำผิดจริงตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ
ในคดีอาญา การใช้ดุลพินิจพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลนั้นหลังจากศาลพิจารณาพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลจะตัดสินลงโทษจำเลยในฐานความผิดตามคำฟ้องและจะกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับฐานความผิดนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในการตัดสินลงโทษจำเลย จะมีคดีอยู่จำนวนหนึ่งที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดและลงโทษจำคุก แต่เมื่อศาลพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ต่างๆ ของจำเลยแล้ว ศาลให้รอการลงโทษไว้และปล่อยตัวจำเลยไป ท่านทั้งหลายคงเคยได้ยินคำว่าศาล “รอการกำหนดโทษ” และ “รอการลงโทษ” กันมาบ้างแล้ว วิธีการแบบนี้เป็นวิธีปฏิบัติที่ศาลอาญาทั้งหลายในโลกนี้มีกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ ซึ่งการรอการลงโทษนี้มีไว้สำหรับให้โอกาสจำเลยที่ทำความผิดอาญาที่ไม่ร้ายแรงจนเกินไปและมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดและภูมิหลังของตัวจำเลยที่เข้าข่ายสมควรได้รับโอกาสไม่จำต้องถูกนำตัวเข้าไปขังในเรือนจำ หากศาลได้คำนึงคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือ สภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว ศาลจะกำหนดให้ยังไม่ต้องเอาโทษที่พิพากษามาลงแก่จำเลย โดยในระหว่างการรอการลงอาญาหรือการรอการลงโทษนั้น ศาลมักจะมีเงื่อนไขและข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมสอดส่องความประพฤติของจำเลยในระหว่างที่ได้รับการรอการลงโทษเพื่อคอยดูว่าจำเลยประพฤติตนตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลาได้อย่างครบถ้วนและสมควรที่จะได้รับโอกาสไม่ต้องเข้าคุกจริงๆ หรือไม่ ซึ่งหากจำเลยทำได้ตามเงื่อนไขและเงื่อนตามเวลาที่ศาลกำหนดไว้ก็จะถือว่าจำเลยนั้นไม่จำต้องได้รับโทษในคดีนั้นอีกเลย แต่หากผิดเงื่อนไขจำเลยก็อาจจะสูญเสียโอกาสที่ได้รับมานั้นอันเป็นเหตุให้ต้องถูกลงโทษจริงๆ มาตรการรอการลงโทษนี้ ก็เหมือนกับว่า จะลงโทษจำคุกอยู่แล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมเห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อจำเลยและสังคมมากกว่า หากให้โอกาสจำเลยด้วยการ “รอ” การลงโทษนั้นเอาไว้ก่อนตามเงื่อนไขที่กำหนด นั่นเอง
สำหรับการให้โอกาสแก่ผู้พลาดพลั้งกระทำความผิดอาญาที่ไม่ได้มีอัตราโทษร้ายแรงนั้น นอกจากเกิดขึ้นได้ในชั้นศาลผ่านมาตรการรอการลงโทษดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า ในหลายหลายประเทศ กฎหมายเปิดช่องให้กระบวนการยุติธรรมสามารถให้โอกาสแก่ผู้ต้องหาได้ตั้งแต่ในชั้นก่อนที่จะมีการฟ้องคดีโดยอาจกระทำได้ตั้งแต่ในชั้นตำรวจ และในชั้นพนักงานอัยการ ซึ่งในการนำมาตรการการให้โอกาสมาใช้กับผู้ต้องหาตั้งแต่ในชั้นก่อนฟ้องนั้น แม้ผลของการใช้มาตรการซึ่งก็คือการปล่อยตัวผู้ต้องหาไปโดยไม่ต้องรับโทษจำคุกและถูกส่งเข้าไปอยู่ในเรือนจำ จะดูไม่แตกต่างกับการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแต่ให้รอการลงโทษไว้ แต่แท้จริงแล้วการใช้มาตรการตั้งแต่ในชั้นก่อนฟ้องนั้น มีข้อแตกต่างประการสำคัญอยู่ข้อหนึ่งคือหากผู้ต้องหาได้รับการไกล่เกลี่ยในชั้นพนักงานสอบสวน หรือได้รับการชะลอฟ้องในชั้นพนักงานอัยการ บุคคลผู้นั้นจะไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัวเลย ซึ่งเป็นผลดีเสียยิ่งกว่าการที่ศาลพิพากษาแล้วว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดและให้รอการลงโทษไว้
กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยนั้น กฎหมายกำหนดให้มีมาตรการรอการลงโทษในชั้นศาลมานานแล้ว โดยแต่เดิมนั้นทีกฎหมายกำหนดให้สามารถนำมาใช้ได้กับคดีที่ศาลจะพิพากษาจำคุกจำเลยไม่เกินสามปี ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2559 มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้ขยับเพดานโทษจำคุกจาก ไม่เกินสามปี เป็น ไม่เกินห้าปี และเมื่อเร็วๆ นี้ประเทศไทยได้นำเอาระบบการไกล่เกลี่ยคดีอาญามาใช้ โดยออกเป็นกฎหมายใหม่ขึ้นมาชื่อว่า พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ซึ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยสามารถให้โอกาสแก่ผู้กระทำความผิดได้เสียตั้งแต่ในชั้นก่อนฟ้อง กล่าวคือกฎหมายฉบับใหม่นี้ให้คู่ความสามารถไกล่เกลี่ยคดีอาญาได้เสียตั้งแต่ในชั้นของพนักงานสอบสวน หากคดีอาญาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นคดีความผิดอาญาเล็กน้อยที่เรียกว่าความผิดลหุโทษ หรือเป็นความผิดอันยอมความกันได้ โดยให้ขึ้นอยู่กับความ สมัครใจระหว่างคู่กรณีที่ตกลงระงับข้อพิพาททางอาญากันเสีย โดยอาจมีการตกลงชดใช้ความเสียหายรวมอยู่ด้วย เมื่อทำตามความตกลงระงับข้อพิพาทกันเรียบร้อย คดีอาญาก็เป็นอันระงับไป มาตรการระงับคดีอาญาเล็กน้อยด้วยการไกล่เกลี่ยนี้ถือว่าเป็นมาตรการยุติคดีอาญาที่มีประโยชน์ทั้งต่อคู่กรณีและต่อสังคม อีกทั้งยังสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ทราบกันในวงการกระบวนการยุติธรรมของประเทศต่างๆ อยู่แล้ว ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อยู่ในภาวะที่จะสามารถนำเรื่องทุกเรื่องที่มีการแจ้งความกันบนโรงพักแล้วเก็บทุกเรื่องราวมาสืบสวนสอบสวนเป็นคดีอาญาได้ทั้งหมดทุกคดี ดังนั้น ในโลกของความเป็นจริงจึงมีคดีอาญาอยู่จำนวนหนึ่งที่อาจหลุดรอดไปจากเงื้อมมือของกฎหมายและอาจมีคดีอาญาจำนวนหนึ่งที่ค้างคาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม
นอกจากการคำนึงถึงประสิทธิภาพในการสะสางคดีความแล้ว ประโยชน์ของมาตรการไกล่เกลี่ยที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการที่กฎหมายกำหนดกลไกให้ผู้เสียหายสามารถมีบทบาทมากกว่ากรณีปกติทั่วไป เพราะหากผู้เสียหายไม่ยินยอมที่จะเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยด้วย เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถควบคุมหรือบังคับให้มีการไกล่เกลี่ยได้เลย ดังนั้น มาตรการทางเลือกในการระงับคดีอาญาในชั้นก่อนฟ้องนี้ นอกจากเป็นการให้โอกาสผู้ต้องหาที่ไม่ใช่อาชญากรตัวฉกาจและไม่ใช่ผู้ต้องหาประเภทกระทำความผิดซ้ำซากแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้เยียวยาเสียแต่เนิ่นๆ โดยไม่ต้องรอไปฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญากันอีก
อันที่จริงในช่วงเวลาที่มีการยกร่างพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทขึ้นในตอนแรกนั้น ในร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว นอกเหนือไปจากบทบัญญัติในเรื่องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คณะผู้ร่างยังได้มีการยกร่างบทบัญญัติบทกฎหมายเพื่อรองรับมาตรการชะลอการฟ้องรวมไว้ในร่างกฎหมายฉบับเดียวกันนั้นด้วย ดังจะเห็นได้จากร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของรัฐสภาเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ซึ่งมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา พ.ศ. …. โดยเป็นร่างกฎหมายที่ว่าด้วยมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา อันประกอบด้วยการไกล่เกลี่ยและการชะลอการฟ้องคดีอาญา สมตามชื่อร่างกฎหมายนั้นเอง
ในร่างกฎหมายฉบับเดิมนั้น ได้มีการออกแบบโดยแยกระดับของความรุนแรงแห่งการกระทำความผิดของผู้ต้องหาเอาไว้สองระดับต่างกัน กล่าวคือสำหรับคดีที่เล็กน้อยมากๆ ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวบัญญัติให้สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวน ซึ่งคดีอาญาที่ไกล่เกลี่ยได้ตามกฎหมายนั้น จัดเป็นคดีเล็กน้อยจริงๆ ซึ่งเมื่อไกล่เกลี่ยได้แล้วก็จบกันไป ไม่จำเป็นต้องมีการคุมประพฤติอะไรอีก ส่วนคดีที่ไม่ร้ายแรงในระดับที่สูงขึ้นมาหน่อย ซึ่งก็คือคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี คณะผู้ยกร่างกฎหมายคิดกันเอาไว้ในตอนนั้นว่าให้เป็นคดีที่พนักงานอัยการสามารถใช้ดุลพินิจว่าแทนที่จะฟ้องคดีอาญานั้นต่อศาล ให้สามารถหันคดีออกนอกเส้นทางไปสู่ศาล ด้วยการสั่งให้ชะลอการฟ้องเอาไว้ก่อนโดยอาจตามติดด้วยมาตรการคุมประพฤติเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขในการชะลอฟ้อง
กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยนั้น สำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ส่งมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสู่พนักงานอัยการนั้น โดยทั่วไป ในแง่น้ำหนักของคดี จะมีสำนวนการสอบสวนอยู่สองประเภท กล่าวคือ สำนวนคดีอาญาที่มีน้ำหนัก กล่าวคือพยานหลักฐานสมบูรณ์เพียงพอ ซึ่งพนักงานสอบสวนมีความเห็นเสนอต่อพนักงานอัยการว่าควรพิจารณาสั่งฟ้อง และพนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานพอฟ้อง เห็นควรสั่งฟ้องคดี กับสำนวนการสอบสวนอีกประเภทหนึ่งสำนวนคดีอาญาที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ซึ่งพนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนไม่เพียงพอที่จะสามารถพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาให้ศาลเชื่อได้ ซึ่งสำนวนประเภทนี้พนักงานอัยการควรที่จะสั่งไม่ฟ้อง เพราะถึงแม้ฟ้องไปศาลย่อมจะยกฟ้องอยู่ดี จึงจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและเป็นภาระแก่ศาลโดยไม่จำเป็น รวมทั้งกระทบสิทธิของผู้ต้องหาที่ต้องตกเป็นจำเลยโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าในการนำผู้ต้องหาไปฟ้องเป็นคดีต่อศาลนั้น ผู้ต้องหาซึ่งจะเปลี่ยนสถานะเป็นจำเลยย่อมต้องสูญเสียเสรีภาพในทันที เพราะต้องอยู่ภายใต้อำนาจในการควบคุมตัวของศาลภายใต้ระบบการประกันตัวหรือปล่อยชั่วคราว
สำหรับคดีที่พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นควรสั่งฟ้องและนำคดีขึ้นฟ้องสู่การพิจารณาของศาลนั้น เมื่อท่านอ่านบทความมาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงพอจะนึกภาพออกแล้วว่า จะมีคดีจำนวนหนึ่งที่ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริงและได้พิพากษาลงโทษจำเลย แต่ให้รอการลงโทษไว้ หากไม่มีกฎหมายรองรับมาตรการชะลอการฟ้อง คดีที่มีคุณลักษณะที่สมควรได้รับการรอการลงโทษทั้งหลาย จะได้รับการพิจารณาให้ใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก ก็ต่อเมื่อคดีได้ดำเนินมาจนถึงชั้นพิพากษาของศาลแล้ว ซึ่งทางเลือกที่เหลืออยู่ในชั้นนี้ ย่อมหมายถึงทางเลือกไม่ให้ต้องถูกจำคุกเท่านั้น แต่หากคดีอาญาสามารถระงับและยุติลงได้โดยชอบด้วยกฎหมายเสียตั้งแต่ในชั้นก่อนฟ้อง ย่อมเท่ากับว่ากฎหมายเปิดให้มีกระบวนกายุติธรรมทางเลือกขึ้นอีกรูปแบบหนึ่ง คือทางเลือกที่ไม่ต้องพาผู้คนและเรื่องราวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอาญาที่ทอดยาวไปจนถึงชั้นพิจารณาพิพากษาคดีนั่นเอง
พิพากษาแล้ว จะลงโทษอยู่แล้ว แต่มีจำเลยจำนวนหนึ่งที่สมควรได้รับโอกาส จึงให้มีการรอการลงโทษเอาไว้ ฉันท์ใด จะสั่งฟ้องอยู่แล้ว แต่มีผู้ต้องหาจำนวนหนึ่งสมควรได้รับโอกาส ย่อมควรเปิดให้มีการชะลอการฟ้องเองเอาไว้ได้ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายว่าด้วยมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญาฉบับดังกล่าวที่มีมาตรการชะลอฟ้องรวมอยู่ด้วยนั้น ไม่สามารถคลอดออกมาเป็นกฎหมายได้ เนื่องจากในขณะนั้นมีข้อท้วงติงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติในส่วนของมาตรการชะลอการฟ้องซึ่งถูกร่างขึ้นภายใต้ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวว่าอำนาจในการสั่งชะลอฟ้องเป็นของพนักงานอัยการโดยเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวโดยปราศจากการร่วมตรวจสอบถ่วงดุลที่เหมาะสมจากฝ่ายตุลาการ จึงเป็นที่น่าเสียดายว่าจนถึงบัดนี้กระบวนการยุติธรรมของไทยเรานั้น ยังไม่มีกฎหมายให้อำนาจพนักงานอัยการในการใช้ดุลพินิจเพื่อให้โอกาสผู้ต้องหาตั้งแต่ในชั้นก่อนฟ้องเหมือนกับหลายๆประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าประเทศไทย
หลังจากร่างกฎหมายว่าด้วยมาตรการชะลอฟ้องถูกชะลอไว้หลายปี ในที่สุดคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) มีมติในช่วงกลางปี พ.ศ. 2564 ให้รื้อฟื้นร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาใหม่ด้วยเห็นว่าหากมีการปรับปรุงให้มาตรการชะลอการฟ้องมีความรัดกุมขึ้น จะทำให้สังคมได้รับประโยชน์จากกระบวนการยุติธรรมที่มีทางเลือกในการปฏิบัติกับผู้กระทำผิดได้อย่างเหมาะสมกับคุณลักษณะของผู้ต้องหาและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด ต่อมามีการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อรื้อฟื้นร่างกฎหมายชะลอฟ้องเป็นการเฉพาะ และด้วยความที่ผู้แทนจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลาย รวมทั้งสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างดีและมุ่งมั่นที่จะไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่มักเกิดสภาพต่างหน่วยงานต่างมุมมอง จึงทำให้เกิดการประสานมุมมองเข้าหากันโดยมีประโยชน์ของสังคมเป็นตัวตั้ง ประกอบกับได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่ให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะโดยนำเอาตัวอย่างและประสบการณ์ของต่างประเทศมาเป็นข้อพิจารณา
เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายชะลอการฟ้องของประเทศไทยนั้น อาจกล่าวได้ว่าข้อสรุปที่ผ่านการพิจารณาจนออกมาจนเป็นร่างกฎหมายฉบับล่าสุดที่ผ่านความเห็นชอบจาก กพยช. สะท้อนจุดสมดุลของมาตรการชะลอการฟ้องที่น่าจะเหมาะสมกับประเทศไทย กล่าวคือ บทบาทหน้าที่และอำนาจในการสั่งชะลอฟ้องอยู่ที่พนักงานอัยการ โดยมีพนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานคุมประพฤติช่วยสนับสนุนข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ในคดีที่พนักงานอัยการเห็นว่ามีน้ำหนักและควรสั่งฟ้อง ร่างกฎหมายฉบับปรับปรุงนี้ให้อำนาจพนักงานอัยการพิจารณาว่าจะชะลอฟ้องหรือไม่ หากเห็นว่าคุณลักษณะของคดีเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและเห็นว่าควรให้โอกาสแก่ผู้ต้องหา พนักงานอัยการต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจจากผู้เสียหายเสียก่อนจึงจะสามารถชะลอการฟ้องคดีนั้นเอาไว้ก่อนได้ โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ เปิดให้พนักงานอัยการทำงานร่วมกับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ ออกแบบและกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องหาปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าควรได้รับการยุติคดีหลังจากทำตามเงื่อนไขครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ประเด็นสำคัญของการปรับปรุงร่างกฎหมายชะลอฟ้องในครั้งล่าสุดนี้ได้แก่การสร้างสมดุลและประสานความร่วมมือกันระหว่างพนักงานอัยการและศาล ด้วยการกำหนดให้พนักงานอัยการต้องแจ้งคำสั่งชะลอฟ้องให้ศาลทราบ โดยศาลมีอำนาจตรวจสอบในเบื้องต้นว่าการใช้อำนาจสั่งชะลอฟ้องของพนักงานอัยการเป็นการใช้อำนาจชะลอฟ้องในคดีความผิดที่มีคุณลักษณะตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ หากไม่พบว่ามีการใช้อำนาจชะลอฟ้องโดยขัดกฎหมาย ศาลจะไม่ลงมาใช้อำนาจเกี่ยวกับดุลพินิจในการกำหนดเงื่อนไขและรายละเอียดของคำสั่งชะลอฟ้องแต่อย่างใด
ในฐานะที่ผู้เขียนเองมีโอกาสได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการในการร่างกฎหมายชะลอการฟ้อง ผู้เขียนจะขอบอกเล่า ตัวอย่างเกร็ดความรู้ที่ผู้เขียนได้รับจากการร่วมทำงานกับผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังกัน โดยหนึ่งในประเด็นที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจและถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญค่อนข้างมากต่อการยกร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวของประเทศไทย นั่นก็คือ ในประเด็นเรื่องอำนาจในการสั่งชะลอการฟ้องของพนักงานอัยการนั้น หากพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายในต่างประเทศ จะพบว่าในประเทศที่กฎหมายให้อำนาจพนักงานอัยการค่อนข้างมากในชั้นก่อนฟ้องโดยให้พนักงานอัยการมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการสอบสวน ดังเช่นในประเทศ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีไต้ มักปรากฏว่าอำนาจในการสั่งชะลอฟ้องอยู่ภายใต้พนักงานอัยการอย่างสมบูรณ์กล่าวคือคำสั่งชะลอการฟ้องของพนักงานอัยการถือเป็นที่สุด ในขณะที่ในประเทศอีกกลุ่มหนึ่งเช่น ประเทศเยอรมนี และฝรั่งเศส แม้กฎหมายของทั้งสองประเทศจะถือว่าการสั่งชะลอการฟ้องเป็นอำนาจของพนักงานอัยการ แต่กฎหมายของประเทศเหล่านี้กำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการสั่งชะลอฟ้องของพนักงานอัยการ กล่าวคือ คำสั่งชะลอการฟ้องของพนักงานอัยการจะยังไม่มีผลในทันทีแต่จะต้องถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายโดยศาลเสียก่อน ซึ่งสาเหตุที่ต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะรัฐธรรมนูญของประเทศเหล่านี้ได้บัญญัติรองรับเอาไว้อย่างเคร่งครัดถึงสิทธิต่างๆ อันพึงมีของผู้ต้องหาและผู้เสียหาย และในเรื่องการแบ่งแยกอำนาจที่ชัดเจนของหน่วยงานด้านนิติบัญญัติกับตุลาการนั่นเอง โดยในประเทศฝรั่งเศส ถึงกับเคยมีประเด็นเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายมาตรการชะลอการฟ้องโดยปราศจากการตรวจสอบโดยศาลมาแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศสก็ได้วินิจฉัยเอาไว้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องมาตรการชะลอการฟ้องที่ให้อำนาจพนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจสั่งได้เด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยศาลนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งประเทศฝรั่งเศส
ณ เวลาที่ผู้เขียนเขียนบทความฉบับนี้ คือช่วงสงกรานต์ปี 2565 ผู้เขียนได้ทราบข่าวมาว่า ร่างพระราชบัญญัติชะลอการฟ้อง พ.ศ. … ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามที่กำหนดไว้ภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ เรียบร้อยแล้ว คาดว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังเตรียมการเพื่อเสนอร่างฉบับดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป จึงขอฝากท่านผู้อ่านทั้งหลายคอยติดตามความคืบหน้าของกระบวนการขับเคลื่อนร่างกฎหมายฉบับนี้กันต่อไป และหากคลอดออกมาเป็นกฎหมายจนสามารชะลอฟ้องได้แล้ว ขอฝากให้ช่วยกันติดตามต่อไปว่า การนำมาตรการนี้มาใช้จริงได้ส่งผลต่อสังคมอย่างไรบ้าง


