คลังความรู้ :
อนุญาโตตุลาการ


: Arbitration Litigation
แหล่งรวมความรู้ ทักษะ ด้านสัญญาทางปกครองที่มีข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการ   ทั้งนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ลักษณะของข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการ

 หลักการและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการ ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕

พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้ยกเลิก พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ และเป็นกฎหมายที่บังคับใช้กับอนุญาโตตุลาการทั้งภายในประเทศและอนุญาโตตุลาการต่างประเทศที่ต้องมีการยอมรับหรือบังคับในประเทศไทย การมีพระราชบัญญัติดังกล่าวก็เพื่อให้ประเทศไทยมีกลไกกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และมีลักษณะสากล ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือ และการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๑ (ค.ศ.๑๙๕๘) (Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards New York, 10 June 1958) หรือที่เรียกกันว่า อนุสัญญานิวยอร์ค อันเป็นอนุสัญญาที่มีความสำคัญที่สุดเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นกฎหมายอนุวัตรการพันธะกรณีของประเทศไทยในอนุสัญญาดังกล่าว และยังเป็นกฎหมายที่ยกร่างโดยอาศัยบทบัญญัติในกฎหมายแม่แบบเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศขององค์การสหประชาชาติ (Uncitral Model Law)                

 ศาลที่มีเขตอำนาจตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕
                  ศาลที่มีเขตอำนาจตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ อาจแบ่งได้เป็นศาลยุติธรรมและศาลปกครอง       ทั้งนี้ เนื่องจาก มาตรา ๑๕ บัญญัติว่า “ในสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนไม่ว่าเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ก็ตาม  คู่สัญญาอาจตกลงให้ใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทได้   และให้สัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมีผลผูกพันคู่สัญญา” และมาตรา ๔๕ วรรคสองบัญญัติให้ “การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี”            จึงมีข้อสังเกตเกี่ยวกับศาลที่มีเขตอำนาจตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕  ดังต่อไปนี้ 

                ๑.๑ กรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการตามมาตรา ๑๕           
                        ศาลที่มีเขตอำนาจตามกฎหมายคือศาลปกครอง

                ๑.๒ ในสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนที่ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หรือ   สัญญาที่นิติสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
                        ศาลที่มีเขตอำนาจตามกฎหมายคือศาลยุติธรรม    ซึ่งกรณีอาจแบ่งได้อีกว่า         ได้แก่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หรือศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั่วไป
                        - กรณีของอนุญาโตตุลาการที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือการค้าระหว่างประเทศ   อยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
                        - กรณีของศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั่วไป  คือ ศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ (มาตรา ๙)
                
                ๑.๓ หากมีปัญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับการขัดกันแห่งเขตอำนาจศาล ระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครอง   
                         ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒        และข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณา และวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔
               

                 กรณีที่ศาลจะพบบ่อย ๆ เกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการคือจำเลยจะยกข้อต่อสู้ในชั้นยื่นคำให้การ หรือทำเป็นคำร้องตามมาตรา ๑๔ อ้างว่าข้อพิพาทที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลนั้น มีข้อสัญญาให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ         จึงขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามสัญญา    เมื่อศาลได้รับคำร้องหรือข้อต่อสู้ในคำให้การเช่นนั้น ให้ศาลทำการไต่สวนทันทีเพื่อดูความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หากศาลเห็นว่าสัญญาดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ ไม่เป็นโมฆะ และไม่มีเหตุอื่นที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา ศาลก็ต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ
การสั่งคำร้องตามมาตรา ๑๔    มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

                ๑.    เมื่อไต่สวนแล้ว เห็นว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการมีผลบังคับได้       ศาลก็ต้องสั่งจำหน่ายคดี       หากไต่สวนแล้วเห็นว่าสัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุอื่นที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา  ศาลก็ต้องสั่งยกคำร้องพร้อมแสดงเหตุผลแห่งการยกคำร้อง ศาลจะสั่งว่า “รอไว้สั่งเมื่อมีคำพิพากษา” ไม่ได้ เพราะการรอเช่นนั้นย่อมมีผลเท่ากับเป็นการยกคำร้องโดยไม่แสดงเหตุแห่งคำสั่ง

                ๒.   หากจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ในเรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ  ก็ต้องถือว่าคู่สัญญาประสงค์จะให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดในข้อพิพาท โดยยกเลิกข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยปริยาย         เช่นนี้ ศาลจะยกข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการขึ้นเพื่อจำหน่ายคดีเองโดยไม่มีฝ่ายใดร้องขอมิได้ เพราะสัญญาอนุญาโตตุลาการมิใช่ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลจะยกขึ้นได้เอง

               ๓.    การไต่สวนถึงความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้น มีแนวทางประกอบดุลพินิจของศาลสองแนว
                               -แนวแรก        เป็นแนวดั้งเดิมที่ศาลมองสัญญาอนุญาโตตุลาการว่า  เป็นสัญญาจำกัดสิทธิจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด
                               -แนวทางที่สอง   เป็นแนวความคิดใหม่และสากลกว่า  คือ การตีความสัญญาว่า   ต้องดูถึงเจตนาที่แท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษร (ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๑)     ต้องดูความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย (ป.พ.พ. มาตรา ๓๖๘)                    และใน พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕  มาตรา ๑๑ ก็ยอมรับข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่   “ปรากฏข้อสัญญาในเอกสารที่คู่สัญญาโต้ตอบทางจดหมาย โทรสาร โทรเลข โทรพิมพ์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยมีการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือทางอื่นซึ่งมีการบันทึกข้อสัญญานั้นไว้” แสดงให้เห็นแนวโน้มในการตีความที่เคร่งครัดน้อยกว่า  

การคุ้มครองชั่วคราวก่อนหรือในขณะดำเนินการอนุญาโตตุลาการโดยศาล

              กรณีการคุ้มครองชั่วคราว มีบัญญัติไว้ ตาม ป.วิ.พ. ภาค ๔ ลักษณะ ๑ มาตรา ๒๕๓ – ๒๗๐             โดย เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหมายความว่า ในการขอคุ้มครองชั่วคราวนั้น โจทก์ต้องยื่นคำฟ้องมาพร้อมกับคำร้องเพื่อคุ้มครองชั่วคราว (ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔) ในทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรวดเร็วโจทก์ก็มักจะยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉิน (ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๖) เพื่อให้ศาลสั่งทำการไต่สวนในทันที
               ส่วนการขอคุ้มครองชั่วคราวในชั้นอนุญาโตตุลาการนั้น คู่สัญญาอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้มีคำสั่งใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของตน ก่อน หรือ ขณะดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการได้  โดยมีข้อควรสังเกตดังนี้

               ๑.  ผู้ร้องอาจยื่นคำร้องตามมาตรา ๑๖ ต่อศาล โดยที่ยังมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเลย การขอคุ้มครองชั่วคราวเช่นนี้เรียกว่า การคุ้มครองชั่วคราวก่อน ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ   ศาลที่รับคำร้องจึงไม่มีคำเสนอข้อพิพาทในชั้นอนุญาโตตุลาการ         การไต่สวนจึงต้องกระทำโดยระมัดระวังในเรื่องความสมบูรณ์ของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการก่อน จากนั้น  จึงไต่สวนว่าข้อพิพาทมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวมาใช้หรือไม่

              ๒.  ศาลอาจนำบทบัญญัติ ภาค ๔ ลักษณะ ๑ มาตรา ๒๕๓ – ๒๗๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

              ๓.  ศาลพึงกำหนดอายุแห่งการคุ้มครองชั่วคราวด้วย เพื่อให้คู่สัญญารีบเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ หากศาลมิได้กำหนดระยะเวลาดังกล่าวไว้ มาตรา ๑๖ กำหนดให้มีผลเพียง ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

              ๔.  การขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา ๑๖ อาจเป็นการขอคุ้มครองชั่วคราว ขณะดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ในกรณีดังกล่าว กระบวนพิจารณาก็จะมีความใกล้เคียงกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมากขึ้น

              ๕.  เนื่องจากมาตรา ๑๖ เป็นวิธีการใหม่ มาตรการที่อาจเทียบเคียงได้น่าจะเป็นบทบัญญัติการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องตามข้อกำหนดข้อ ๑๒ – ๑๙ ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ ศาลจึงอาจเทียบเคียงบทบัญญัติดังกล่าวและนำมาปรับใช้ในการพิจารณาการสั่งคำร้องตามมาตรานี้ เช่น การให้ผู้ร้องวางประกันความเสียหายให้แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งหากศาลจะสั่งคุ้มครองชั่วคราว เป็นต้น
  

                   กรณีอาจเกิดขึ้นได้ว่า คู่สัญญาไม่อาจตกลงกันได้ว่าจะเลือกใครเป็นอนุญาโตตุลาการ     และในสัญญากำหนดให้มีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว [มาตรา ๑๘ (๑)]   หรือ ในกรณีที่สัญญากำหนดให้มีอนุญาโตตุลาการมากกว่าหนึ่งคน แต่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ตั้งอนุญาโตตุลาการภายในกำหนด หรือในกรณีที่ไม่อาจหาประธานอนุญาโตตุลาการได้ [(มาตรา ๑๘ (๒)] คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้มีคำสั่งตั้งอนุญาโตตุลาการได้นั้น
มีข้อสังเกตของศาลในการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ ดังนี้ 

                    ๑.  ศาลนัดพร้อมคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเพื่อให้เสนอชื่ออนุญาโตตุลาการ     พร้อมคุณสมบัติและประวัติเพื่อการพิจารณาของศาล โดยอาจให้ทั้งสองฝ่ายเสนอชื่อมาฝ่ายละ ๓ คน   แล้วศาลอาจพิจารณาจากรายชื่อที่ตรงกัน      การไต่สวนคู่กรณีทั้งสองฝ่ายถึงคุณสมบัติที่ทั้งสองฝ่ายประสงค์ในตัวอนุญาโตตุลาการจะทำให้มีโอกาสเสนอรายชื่อที่ตรงกันได้มาก  
                   ๒  คุณสมบัติที่สำคัญคืออนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระ(มาตรา ๑๙)
                   ๓.  หากศาลเห็นว่า      รายชื่อที่เสนอโดยคู่กรณีอาจไม่เป็นกลางหรือไม่เป็นอิสระหรือในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมเสนอชื่ออนุญาโตตุลาการ ศาลอาจขอให้สำนักระงับข้อพิพาทของสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งดูแลเรื่องอนุญาโตตุลาการ   จัดส่งรายชื่ออนุญาโตตุลาการในบัญชีของสำนักงานที่มีการแยกความเชี่ยวชาญของอนุญาโตตุลาการในสาขาต่างๆไว้ เพื่อประกอบการพิจารณา
                   ๔.  ศาลควรสอบถามความยินยอมของอนุญาโตตุลาการก่อนการแต่งตั้ง 

             ตามมาตรา ๔๖ ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ แต่ไม่รวมถึงค่าทนายความและค่าใช้จ่ายของทนายความ ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

             ในกรณีที่มิได้กำหนดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการหรือค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการไว้ในคำชี้ขาด      คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือคณะอนุญาโตตุลาการ     อาจยื่นคำร้องให้ศาลที่มีเขตอำนาจมีคำสั่งเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการและค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการได้ตามที่เห็นสมควร

ข้อสังเกต
             ๑.  สถาบันอนุญาโตตุลาการต่างๆ เช่น           สถาบันอนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศ (ICC – International Chamber of Commerce) สถาบันอนุญาโตตุลาการของอเมริกัน (AAA – American Arbitration Association) หรือ        สถาบันอนุญาโตตุลาการที่ลอนดอน (LCIA – London Court of International Arbitration)           ต่างมีข้อกำหนดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมของสถาบัน และค่าธรรมเนียมอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีราคาค่อนข้างแพงจนถึงแพงมาก บางสถาบันมีการกำหนดให้ผู้แพ้คดีต้องจ่ายค่าใช้จ่ายของทนายความและค่าป่วยการทนายความให้ผู้ชนะคดีด้วย 

           ๒.  คำชี้ขาดอาจกำหนดเกี่ยวกับ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการส่วนหนึ่ง และค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าป่วยการของทนายความอีกส่วนหนึ่ง หากคู่พิพาทมิได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น   ศาลต้องบังคับคำชี้ขาดในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการให้ ส่วนค่าใช้จ่าย และค่าป่วยการของทนายความศาลอาจสั่งให้ตกเป็นพับหรือตามควร (มาตรา ๔๖ วรรคแรก)
           การบัญญัติเช่นนี้ นับว่ามีเหตุผล         เนื่องจากคู่พิพาทควรจะทราบถึงอัตราค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการตั้งแต่ในชั้นทำสัญญาแล้ว       จึงเป็นเรื่องที่อาจคาดเห็นได้ ส่วนค่าใช้จ่าย และค่าป่วยการทนายความฝ่ายที่ชนะคดีนั้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายและค่าป่วยการของทนายความในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีความแตกต่างค่อนข้างมาก ดังนั้น หากมิได้มีการตกลงเป็นอย่างอื่น การสั่งให้เป็นพับ หรือการที่ศาลกำหนดให้ตามควร จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม
            ๓.  ในกรณีที่คำชี้ขาดมิได้กำหนดเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม และค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ     คู่พิพาทหรืออนุญาโตตุลาการขอให้ศาลเป็นผู้กำหนดตามมาตรา ๔๖ วรรคสอง        เนื่องจากระบบอนุญาโตตุลาการเป็นระบบเอกชน “กลไกตลาด” จึงมีส่วนสำคัญในการกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสม ในการนี้ ศาลอาจไต่สวนหาค่าที่เหมาะสม หรืออาจให้สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม        ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทั้งที่เป็นผู้พิพากษาช่วยราชการ และเจ้าหน้าที่ประจำที่พร้อมจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิพากษาและศาลต่าง ๆ เกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการให้ความเห็นเบื้องต้นได้  

 

อำนาจหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ

                      คณะอนุญาโตตุลาการ มีอำนาจวินิจฉัยขอบเขตอำนาจของตน (กฎหมายอนุญาโตตุลาการเรียกหลักการนี้ว่า Competence de la Competence) อำนาจนี้รวมถึง    การวินิจฉัยถึงความมีอยู่ หรือความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ความสมบูรณ์ของการแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการ และประเด็นข้อพิพาทอันอยู่ภายในขอบเขตอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการด้วย (มาตรา ๒๔)       การให้อนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยถึงขอบอำนาจของตนเอง แม้จะเป็นกรณีที่ตนมีส่วนได้เสียโดยตรงนั้น ก็เพื่อให้กระบวนพิจารณาสามารถดำเนินไปได้โดยไม่ติดขัด
                     อย่างไรก็ตาม หากคณะอนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดเบื้องต้นว่าตนมีอำนาจพิจารณา   คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาดังกล่าวได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำชี้ขาดเบื้องต้นนั้น            

           เนื่องจากอำนาจของอนุญาโตตุลาการเกิดจากความยินยอมหรือสัญญาของคู่สัญญา อนุญาโตตุลาการจึงไม่มีอำนาจในการออกหมายเรียก หรือมีคำสั่งให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดเพื่อเป็นพยานหลักฐานในคดี อำนาจดังกล่าวเป็นของศาล     
            พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕  มาตรา ๓๓ ให้อำนาจอนุญาโตตุลาการ หรือ คู่กรณีโดยความยินยอมของอนุญาโตตุลาการ    ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ  ขอให้ออกหมายเรียก หรือมีคำสั่งให้ส่งเอกสารหรือวัตถุเพื่อเป็นพยานหลักฐานในกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการได้
            ข้อสังเกตในเรื่องนี้มีเพียงประการเดียวคือ เมื่อศาลออกหมายเรียกพยาน หรือคำสั่งให้ส่งเอกสารหรือวัตถุ ในหมายเรียกหรือคำสั่ง   ต้องดูว่าการให้ไปเป็นพยานตามหมายเรียก หรือการส่งเอกสารหรือวัตถุตามคำสั่งนั้น      เป็นการไปเป็นพยาน หรือส่งเอกสาร หรือวัตถุยังสถานที่       ที่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ มิใช่ให้ไปที่ศาลที่ออกหมายเรียกหรือมีคำสั่ง
               

               พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔๐ บัญญัติ   ให้คู่พิพาทอาจคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาด       โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา ๔๐   ดังต่อไปนี้

               ๑.  การขอให้เพิกถอนต้องทำเป็นคำร้องขอต่อศาล   โดยระบุคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งเป็น “ผู้คัดค้าน” และ   การยื่นต้องทำภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ “ผู้ร้อง” ได้รับสำเนาคำชี้ขาด

               ๒.  เมื่อตรวจคำร้องขอแล้วเห็นว่าถูกต้อง ศาลอาจมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอดังนี้         “รับคำร้องขอ นัดไต่สวน ส่งสำเนาพร้อมหมายนัดให้แก่ผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านประสงค์จะคัดค้านคำร้องขอ ให้ยื่นคำคัดค้านภายใน ๑๕ วันนับแต่วันทราบคำสั่ง มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน”

              ๓.  เหตุแห่งการคัดค้านคำชี้ขาดมีได้เฉพาะที่ระบุไว้ในมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๑) (ก) – (จ) และมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๒) (ก) – (ข) รวม ๗ ประการเท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาท ประเด็นข้อพิพาทจึงไม่อาจมีนอกเหนือจากเหตุแห่งการคัดค้านทั้ง ๗ ประการได้ ส่วนภาระการพิสูจน์นั้นตกอยู่แก่ผู้ร้อง หรือคู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาด   ยกเว้น    กรณีตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๒) (ก) – (ข) ที่ศาลอาจยกขึ้นได้เองเพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

               ๔.  เมื่อมีคู่พิพาทยื่นคำร้องและศาลเห็นสมควร     ศาลอาจใช้วิธีเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาทบทวนคำชี้ขาดเพื่อให้เหตุแห่งการเพิกถอนหมดสิ้นไปก็ได้

              ๕.  “ข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย” ตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๒) (ก)
              เป็นเรื่องยากที่สุดเรื่องหนึ่งในกฎหมายอนุญาโตตุลาการ หลัก Arbitrability หมายความว่า กรณีพิพาทบางเรื่องต้องได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดโดยสถาบันศาลซึ่งเป็นสถาบันที่ใช้อำนาจรัฐาธิปัตย์เท่านั้น อนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นเอกชนไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องดังกล่าวได้ เช่น สถานะของบุคคล ความสามารถของบุคคล สถานะของครอบครัว การเพิกถอนการจดทะเบียนที่เป็นอำนาจรัฐ ส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองนั้น ให้วินิจฉัยชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการได้ เนื่องจากมาตรา ๑๕ ให้อำนาจไว้โดยชัดเจน ส่วนกรณีอื่น ๆ ขณะนี้ไม่มีกฎหมายหรือคำพิพากษาที่เป็นแนวทางการวินิจฉัย จึงต้องรอแนวคำพิพากษาต่อไป
                

การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ 

คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอาจเป็นคำชี้ขาดที่กระทำภายในประเทศ หรือมาจากต่างประเทศ ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญานิวยอร์คว่าด้วยการยอมรับและบังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ.๑๙๕๘ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นกฎหมายอนุวัตรการของอนุสัญญาดังกล่าว ศาลจึงมีพันธะกรณีที่จะต้องบังคับสัญญาและคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศในลักษณะต่างตอบแทนกับที่ศาลต่างประเทศต้องบังคับตามสัญญาและคำชี้ขาดจากประเทศไทย การพิสูจน์ว่าคำชี้ขาดมาจากประเทศภาคีเป็นหน้าที่ของผู้ร้อง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบรายชื่อประเทศภาคีอนุสัญญานิวยอร์คอาจทำได้จาก http:// www.uncitral.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศขององค์การสหประชาชาติ ในขณะเขียนคู่มือนี้มีประเทศภาคี ๑๓๓ ประเทศ  

การยอมรับหรือบังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ มีข้อสังเกต ดังนี้

                        ๑.  การขอให้ศาลยอมรับคำชี้ขาดอาจเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องในข้อพิพาทที่ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการแล้ว จำเลยจึงยกข้อต่อสู้ว่า ความจริงข้อพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องได้มีการวินิจฉัยโดยอนุญาโตตุลาการแล้ว และอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกข้อเรียกร้องของโจทก์       กรณีนี้เป็นการที่จำเลยตัดฟ้องโจทก์ด้วยการให้ศาลยอมรับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ กรณีนี้มีค่อนข้างน้อย

                       ๒.  กรณีผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ             ผู้ร้องจะต้องยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดเวลา ๓ ปีนับนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ (มาตรา ๔๒ วรรคแรก)

การดำเนินการ
                      ๑.  เมื่อตรวจคำร้องขอแล้วเห็นว่าถูกต้อง ศาลอาจมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอดังนี้ “รับคำร้องขอ นัดไต่สวน ส่งสำเนาพร้อมหมายนัดให้แก่ผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านประสงค์จะคัดค้านคำร้องขอ ให้ยื่นคำคัดค้านภายใน ๑๕ วันนับแต่วันทราบคำสั่ง มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน”
                      ๒.  ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ ๑ ของจำนวนที่อนุญาโตตุลาการกำหนดไว้ในคำชี้ขาด แต่ไม่เกิน ๘๐,๐๐๐ บาท (ตาราง ๑ ท้าย ป.วิ.พ.)
                      ๓.  ไม่ต้องมีการติดอากรแสตมป์คำชี้ขาด    เนื่องจาก พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๗๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้ยกเว้นอากรแสตมป์ให้แก่อนุญาโตตุลาการในเรื่องตราสารคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว
                     ๔.   ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาด    ต้องมีเอกสารคือ
                                      ๑. ต้นฉบับคำชี้ขาด หรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง
                                      ๒. ต้นฉบับสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง
                                      ๓. คำแปลของ (๒) และ (๓) ในกรณีที่เอกสารดังกล่าวมิได้ทำเป็นภาษาไทย โดยผู้แปลได้สาบาน หรือปฏิญาณแล้ว ซึ่งโดยปกติ ผู้ร้องจะนำผู้แปลมาสาบานหรือปฏิญาณตนต่อศาลในขณะศาลไต่สวนเพื่อการบังคับตามคำชี้ขาด (มาตรา ๔๒ วรรคสอง)
                      ๕.  เหตุแห่งการที่ศาลจะไม่รับบังคับตามคำชี้ขาด  มีได้เฉพาะกรณีที่ระบุไว้ในมาตรา ๔๓ (๑) – (๖) และมาตรา ๔๔ อีกสองกรณี รวม ๘ กรณีเท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาท ประเด็นข้อพิพาทจึงไม่อาจมีนอกเหนือจากเหตุแห่งการคัดค้านทั้ง ๘ ประการได้ ส่วนภาระการพิสูจน์นั้นตกอยู่แก่ผู้คัดค้าน หรือคู่พิพาทฝ่ายที่จะถูกบังคับตามคำชี้ขาด ยกเว้นกรณีตามมาตรา ๔๔ ที่ศาลอาจยกขึ้นได้เองเพราะเป็นข้อกฎหมาย เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
                     ๖.  เหตุแห่งการขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาด และเหตุที่ขอให้ศาลไม่รับบังคับตามคำชี้ขาด       มีเหตุตรงกัน ส่วนกรณีที่การไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดมีเหตุเพิ่มอีกหนึ่งเหตุตามมาตรา ๔๓ (๖) นั้น ก็คือ  กรณีที่คำชี้ขาดถูกเพิกถอนนั่นเอง
                     ๗.  แม้ภาระการพิสูจน์ในกรณีเพิกถอนคำชี้ขาดจะเป็นของผู้ร้อง และการปฏิเสธบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นของผู้คัดค้าน      แต่ในทางเป็นจริง ภาระการพิสูจน์ดังกล่าว    มักจะตกแก่คู่กรณีฝ่ายเดียวกัน คือลูกหนี้ตามคำชี้ขาดเสมอ เหตุดังกล่าวมาจากอนุสัญญานิวยอร์คที่ยกร่างในลักษณะวางข้อสันนิษฐานในความถูกต้องสมบูรณ์ของคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ
                    ๘. ข้อสังเกตประการสุดท้ายคือ ทั้งเหตุที่ร้องขอให้เพิกถอน หรือปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาด เป็นเหตุเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ความสามารถของคู่สัญญา หรือความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ กฎหมายมิได้เปิดช่องให้ศาลเข้าไปพิจารณามูลความแห่งคดีใหม่แต่อย่างใด ยกเว้นแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 

 การห้ามอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล (มาตรา ๔๕)

                  หลักการของระบบอนุญาโตตุลาการคือความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงให้คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด เว้นแต่กรณี ๕ ประการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๕   ดังนี้
                 
                  มาตรา ๔๕ ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่
                 (๑) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
                 (๒) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
                 (๓) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
                 (๔) ผู้พิพากษา หรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ
                 (๕) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา ๑๖
                 การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี

                จะเห็นว่า    กรณีที่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ก็ให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา หรือศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี อันเป็นบทบัญญัติที่ให้ “กระโดดข้าม” (Leap Frog Procedure) ไปยังศาลสูงสุดโดยไม่ผ่านศาลชั้นกลาง

ข้อสังเกต
                ๑.  ผู้พิพากษาไม่อาจ “รับรอง” ให้มีการอุทธรณ์ได้ การจะใช้สิทธิอุทธรณ์โดยอาศัยความเห็นชอบของผู้พิพากษาต้องเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา
                ๒.  ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาโดยตรง
                ๓.  คำสั่งเกี่ยวด้วยวิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา ๑๖ สามารถอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาได้ทันทีไม่ว่าศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตหรือยกคำขอ 

ปัญหาคาบเกี่ยวระหว่าง พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ และ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ 

         มาตรา ๔๘  " บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการ และการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ได้กระทำไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
                              การดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ยังมิได้กระทำและยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่จะต้องกระทำตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนพระราชบัญญัตินี้ ให้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นได้ภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัตินี้

ข้อสังเกต
                    ๑.  พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๕ เป็นต้นไป
                    ๒.  พระราชบัญญัตินี้มีทั้งบทบัญญัติที่เป็นสารบัญญัติ และวิธีสบัญญัติ          ในส่วนที่เป็นสารบัญญัติมีทั้งที่เป็นบทบัญญัติส่วนแพ่งและส่วนอาญา บทบัญญัติในส่วนอาญา ย่อมไม่มีผลย้อนหลัง
                    ๓. บทบัญญัติความรับผิดในทางแพ่งของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา ๒๓ วรรคแรก              ต้องถือเป็นบทบัญญัติให้ความคุ้มกัน (Immunity) แก่อนุญาโตตุลาการ เพราะให้ต้องรับผิดเฉพาะกรณีจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงถือเป็นบทบัญญัติที่เป็นคุณและมีผลย้อนหลัง
                    ๔.  ตามกฎหมายเก่า  การขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต้องยื่นคำร้องขอภายในหนึ่งปีนับแต่วันส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ฝ่ายที่ต้องถูกบังคับ (มาตรา ๒๓ และ ๓๐ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐) ส่วน พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔๒ ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ ดังนั้น การใช้บทบัญญัติวรรคสองของมาตรา ๔๘ จึงหมายความว่า หากยังมิได้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายเก่าภายในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๕ และในวันดังกล่าวยังไม่ครบกำหนด ๑ ปีนับแต่วันส่งสำเนาคำชี้ขาด ก็ให้ใช้กำหนดเวลาใหม่คือ ๓ ปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้
                  ๕.  ปัญหาที่มีผลกระทบค่อนข้างมากระหว่างกฎหมายเก่าและกฎหมายปัจจุบัน คือ     ปัญหาการบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการภายในประเทศ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ มีการแบ่งแยกระหว่างอนุญาโตตุลาการภายในประเทศ  และ อนุญาโตตุลาการต่างประเทศ    แต่ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้ยกเลิกความแตกต่างดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ หรือกระบวนพิจารณาของศาลเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับย่อมไม่ถูกกระทบกระเทือนโดยกฎหมายใหม่    เช่น        มาตรา ๒๔ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ ให้ศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับบังคับคำชี้ขาดภายในประเทศ หากคำชี้ขาดดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทนั้น ส่วน พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ไม่มีบทบัญญัติในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม หากใช้หลักการตีความว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับ” หมายถึงกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็จะไม่ทำให้ผลของกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด
                ๖.  บทบัญญัติในเรื่องการเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา ๔๐ เป็นบทบัญญัติใหม่ที่ไม่มีใน พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐      แต่ด้วยเงื่อนเวลาที่จะต้องร้องขอต่อศาลภายใน ๙๐ วันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด จึงไม่มีผลกระทบในทางปฏิบัติต่อคำชี้ขาดตามกฎหมายเก่า 

 

แนวคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ

เมื่อคู่พิพาทในฐานะผู้เรียกร้องได้เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ และได้ดําเนินการตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายตนและได้มีหนังสือแจ้งการตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายตนเพื่อให้คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งดําเนินการตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายของตนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้ว แต่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ดําเนินการตามวิธีการที่กําหนดไว้ จึงเป็นกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายนั้นไม่ประสงค์ที่จะใช้สิทธิตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายของตน คู่พิพาทฝ่ายผู้เรียกร้องจึงมีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลที่มีเขตอํานาจาศัยอำนาจตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาตโตตุลาการ พ.. ๒๕๔๕ ให้ดําเนินการตั้งอนุญาโตตุลาการที่ศาลเห็นสมควรได้ตามมาตรา ๑๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ ฉบับเดียวกัน (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 685/2550)

หลักการสําคัญของการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ คือ หลักความเสมอภาค หลักเสรีภาพในการแสดงเจตนา และหลักความศักดิ์สิทธิ์ของ การแสดงเจตนา ดังนั้น หากคู่พิพาทสมัครใจตกลงกันบนหลักความเสมอภาค โดยกําหนดองค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไว้เป็นอย่างอื่น อันแตกต่างจาก บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ และมิได้มีฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้าน จนกระทั่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ทําคําวินิจฉัยชี้ขาดตามอํานาจหน้าที่แล้ว กรณี ย่อมไม่มีเหตุให้ศาลนําประเด็นเกี่ยวกับองค์ประกอบของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว มาใช้ในการเพิกถอนคําวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่คู่พิพาทแต่งตั้งขึ้นนั้นอีก   เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาจ้างพิพาทมีข้อตกลงกําหนดให้การระงับข้อพิพาท กระทําโดยอนุญาโตตุลาการ ๒ คน ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวทําขึ้นภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการฯ เพียง ๓ วัน หากผู้ร้องเห็นว่าข้อตกลงในเรื่องการระงับข้อพิพาท โดยอนุญาโตตุลาการได้กระทําตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการเดิม ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ ที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ร้องทั้งในฐานะ หน่วยงานของรัฐที่ต้องผูกพันตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของทางราชการ และในฐานะ ผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิมให้องค์ประกอบของ คณะอนุญาโตตุลาการที่กําหนดไว้เป็นไปตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ การที่ผู้ร้องมิได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาในข้อดังกล่าวจนกระทั่งเกิดข้อพิพาทตามสัญญา และผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ ๒ ก็ได้เลือกวิธีการระงับข้อพิพาทโดยการตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายตน ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา อีกทั้งในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ก็มิได้มีคู่พิพาทฝ่ายใดคัดค้านว่าองค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการนั้นไม่ชอบด้วย มาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ กรณีย่อมถือได้ว่าผู้ร้องได้ยอมรับ องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการตามที่กําหนดไว้ในสัญญาแล้วว่ามีอํานาจวินิจฉัย ชี้ขาดข้อพิพาทได้ การที่ผู้ร้องเพิ่งกล่าวอ้างมาในคําร้องเป็นคดีนี้ว่า องค์ประกอบของ คณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ประกอบกับกรณีนี้ ศาลจะเพิกถอนคําวินิจฉัยชี้ขาดของผู้คัดค้านที่ ๑ ซึ่งเป็นคณะอนุญาโตตุลาการกรณีพิพาท ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ ๒ ได้ ก็ต่อเมื่อองค์ประกอบของผู้คัดค้านที่ ๑ ไม่เป็นไปตาม ข้อสัญญาเท่านั้น ศาลไม่อาจนําหลักเกณฑ์องค์ประกอบของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา ๑๗ ดังกล่าว มาวินิจฉัยเพิกถอนคําวินิจฉัยชี้ขาดของผู้คัดค้านที่ ๑ ได้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ ต่อไปว่าอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายผู้คัดค้านมีความเห็นร่วมกันว่า ผู้คัดค้านที่ ๒ ไม่ต้องชําระเงินตามที่ผู้ร้องเรียกร้อง จึงเป็นกรณีที่อนุญาโตตุลาการสามารถประนีประนอม ข้อพิพาทได้โดยไม่จําต้องตั้งอนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาด จึงเห็นได้ว่าองค์ประกอบของผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นไปตามที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๒ ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาแล้ว อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องไม่สามารถ พิสูจน์ได้ว่าองค์ประกอบของผู้คัดค้านที่ ๑ มิได้เป็นไปตามที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๒ ได้ตกลงกันไว้ ศาลจึงไม่อาจเพิกถอนคําวินิจฉัยชี้ขาดของผู้คัดค้านที่ ๑ ได้ตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๑) (จ) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ พิพากษายกคําร้อง (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.๒๔๗๖/๒๕๕๖)
              

           ในเรื่องความเป็นกลางของอนุญาโตตุลาการนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาจาก การไม่มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับคู่พิพาทหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ที่เกี่ยวข้องกับคู่พิพาทแล้ว ยังต้องพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างอนุญาโตตุลาการ กับคู่พิพาทหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับคู่พิพาท ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน หรือไม่ด้วย ส่วนความเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการนั้น จะต้องพิจารณาจากการที่ อนุญาโตตุลาการต้องไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของคู่พิพาทหรือ บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับคู่พิพาท หรือต้องไม่พึ่งพาอาศัย หรือมีการติดต่อ สัมพันธ์กับคู่พิพาทหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับคู่พิพาทอยู่เป็นประจํา
           เมื่อปรากฏว่าพนักงานอัยการซึ่งเป็นอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านแต่งตั้ง มิได้ มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะทางการเงินกับผู้คัดค้านหรือบุคคลอื่น ที่เกี่ยวข้องกับผู้คัดค้าน ไม่ได้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้คัดค้าน และมิได้เป็นพนักงานอัยการผู้ดําเนินคดีในข้อพิพาทนี้แทนผู้คัดค้าน ประกอบกับ การเป็นอนุญาโตตุลาการมิได้มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าทางราชการและการรักษาวินัย ของพนักงานอัยการ อีกทั้ง ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการ ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลของการทําคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด พนักงานอัยการ ซึ่งเป็นอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านแต่งตั้ง จึงมิได้มีส่วนได้เสียหรือประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง กับผู้คัดค้านหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้คัดค้านในข้อพิพาทนี้ นอกจากนี้ แม้พนักงานอัยการผู้ตรวจร่างสัญญาพิพาทจะเป็นกรรมการของผู้คัดค้านและเป็น ผู้รับมอบอํานาจดําเนินคดีแทนผู้คัดค้านซึ่งสังกัดอยู่ในสํานักงานอัยการสูงสุด เช่นเดียวกับพนักงานอัยการซึ่งเป็นอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านแต่งตั้งขึ้นก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าพนักงานอัยการข้างต้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือต้องปฏิบัติงานในสถานที่ทํางานปะปนกัน อันจะนําไปสู่การแนะนําหรือการนําข้อมูลเกี่ยวกับข้อพิพาทซึ่งอาจจะ มีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทนี้ได้ เหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางกรณีนี้ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้
            สําหรับการพิจารณาความเป็นอิสระจากผู้คัดค้านนั้นเมื่อปรากฏว่าพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านแต่งตั้ง มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้คัดค้าน กระทรวงการคลัง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้คัดค้าน อีกทั้ง เงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง สิทธิประโยชน์ และความเจริญก้าวหน้าทางหน้าที่การงานและการดําเนินการทางวินัย ของพนักงานอัยการ ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเป็น อนุญาโตตุลาการในข้อพิพาท ประกอบกับไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าพนักงานอัยการ จะติดต่อสัมพันธ์หรือต้องพึ่งพาอาศัยกับผู้คัดค้าน กระทรวงการคลังหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับผู้คัดค้าน การเป็นอนุญาโตตุลาการของพนักงานอัยการในข้อพิพาทนี้จึงถือว่า เป็นอิสระจากผู้คัดค้านแล้ว (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ค.9/2554)

           หากปรากฏว่าในขณะที่มีการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการของผู้คัดค้าน อนุญาโตตุลาการที่ได้รับการแต่งตั้งดํารงตําแหน่งอธิบดีอัยการฝ่ายคดีปกครองซึ่งมีอํานาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินคดีชั้นอนุญาโตตุลาการ อีกทั้งยังปฏิบัติงานในสํานักงานคดีปกครองเช่นเดียวกับพนักงานอัยการผู้รับมอบอํานาจจากผู้ถูกคัดค้าน จึงต้องมีการปฏิบัติงานร่วมกันหรือเกี่ยวข้องกันหรือต้องปฏิบัติงานในสถานที่ทํางานปะปนกัน อันอาจจะนําไปสู่การแนะนําหรือนําข้อมูลเกี่ยวกับข้อพิพาทต่อกัน ซึ่งอาจจะมีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท กรณีจึงมีน้ำหนักเพียงพอที่จะเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางและ ความเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านแต่งตั้งขึ้น การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการในคดีนี้จึงเป็นการขัดต่อมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ค.4/2554)
หมายเหตุ ต่อมา คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ค.4/2557 ได้กลับแนวคำวินิจฉัยเดิม โดยกรณีไม่ปรากฏเหตุเฉพาะตัวของพนักงานอัยการผู้ถูกคัดค้านที่อาจกระทบถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระในการทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการ การเป็นอนุญาโตตุลาการของพนักงานอัยการจึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระแต่อย่างใด

            เมื่อพิจารณาตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสํานักงานอัยการสูงสุด พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งกําหนดให้องค์กรอัยการมีภารกิจหน้าที่ที่หลากหลาย มิใช่แต่การรักษา ผลประโยชน์ของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับบทบาทของพนักงานอัยการ ในแต่ละด้านด้วย ประกอบกับการรักษาผลประโยชน์ของรัฐย่อมหมายถึงการรักษา ผลประโยชน์ที่รัฐพึงมีโดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่การเอาเปรียบหรือเอาประโยชน์ที่เอกชน พึงมีโดยชอบด้วยกฎหมายมาเป็นของรัฐแต่อย่างใด ดังนั้น พนักงานอัยการที่เป็น อนุญาโตตุลาการจึงมีหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ ขณะเดียวกันก็ต้อง คุ้มครองสิทธิของเอกชนด้วยเช่นเดียวกัน โดยในการพิจารณาถึงเหตุอันควรสงสัย ถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระของพนักงานอัยการที่เป็นอนุญาโตตุลาการ จะต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงและเหตุผลเฉพาะตัวเป็นรายกรณีไป เมื่อไม่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่าพนักงานอัยการซึ่งถูกร้องคัดค้านเคยได้รับมอบอํานาจให้ว่าต่างแก้ต่าง ทางคดีแทนผู้คัดค้าน หรือเป็นผู้ตรวจหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจร่างสัญญา ที่พิพาท หรือให้คําปรึกษาเกี่ยวกับสัญญาที่พิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการมาก่อน และมิได้เป็นผู้รับมอบอํานาจในการต่อสู้คดีกับผู้ร้อง หรือเป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ของผู้คัดค้านมาก่อน ประกอบกับไม่เคยเป็นลูกจ้างของคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเคยเป็นที่ปรึกษา ผู้รับมอบอํานาจ ทนายความ หรือผู้รับจ้างแก่คู่พิพาท เห็นได้ว่า กรณีไม่ปรากฏเหตุเฉพาะตัวของพนักงานอัยการผู้ถูกคัดค้านที่อาจกระทบถึง ความเป็นกลางและความเป็นอิสระในการทําหน้าที่อนุญาโตตุลาการ การเป็น อนุญาโตตุลาการของพนักงานอัยการจึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลาง และความเป็นอิสระแต่อย่างใด (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ค.๔/๒๕๕๗)
              โดยที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มิได้บัญญัตินิยามหรือ ลักษณะของความเป็นกลางและเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการไว้เป็นการเฉพาะ การพิจารณาลักษณะความเป็นกลางและเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการจึงต้องพิจารณาตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมถึงเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างประกอบด้วยบนพื้นฐานความเชื่อมั่นและการยอมรับของคู่พิพาท ซึ่งจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุควรสงสัยของแต่ละรายกรณีไป โดยผู้ร้อง จะต้องแสดงพฤติการณ์ให้เห็นอย่างเพียงพอถึงข้อเท็จจริงที่สนับสนุนในเรื่อง ความสงสัยนั้น อีกทั้ง ต้องพิจารณาจากการมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับ คู่พิพาทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยต้องไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือภายใต้อิทธิพล ของคู่พิพาท
ส่วนประเด็นว่าไม่มีบทกฎหมายให้อํานาจพนักงานอัยการเป็นอนุญาโตตุลาการนั้น ข้อ ๔ ของประกาศสถาบันอนุญาโตตุลาการ เรื่อง คุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นทะเบียนอนุญาโตตุลาการ ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สํานักระงับข้อพิพาท สํานักงานศาลยุติธรรม กําหนดว่า นอกจาก การยื่นคําขอจดทะเบียนเป็นอนุญาโตตุลาการตามข้อ ๕ แล้ว สถาบันอาจสรรหาบุคคลซึ่งเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นอนุญาโตตุลาการตามประกาศนี้ได้ โดยบุคคลดังกล่าวจะต้อง มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ประกอบด้วย (ข) รับราชการหรือเคยรับราชการ ไม่น้อยกว่า ๕ ปี ในตําแหน่งอัยการจังหวัดหรือเทียบเท่า เมื่อประกาศฉบับดังกล่าวกําหนดให้ พนักงานอัยการสามารถเป็นอนุญาโตตุลาการได้ ประกอบกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๕๔ ก็มิได้กําหนดห้ามพนักงานอัยการเป็นอนุญาโตตุลาการ เมื่อไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายฉบับใดห้ามมิให้พนักงานอัยการเป็นอนุญาโตตุลาการ อีกทั้งตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ และประมวลจริยธรรมข้าราชการฝ่ายอัยการ และบุคลากรของสํานักงานอัยการสูงสุด ก็มิได้กําหนดว่าการปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการ เป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการหรือไม่อุทิศตนให้กับทางราชการ การที่พนักงานอัยการทําหน้าที่ อนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อมาตรา ๒๕๕ วรรคหก” ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
               เมื่อเหตุอันควรสงสัยของผู้ร้องยังไม่มีน้ําหนักพอให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ ๔ และ ผู้คัดค้านที่ ๔ ขาดความเป็นกลางและเป็นอิสระในการทําหน้าที่อนุญาโตตุลาการ จึงมีคําสั่ง ยกคําร้องคัดค้านอนุญาโตตุลาการของผู้ร้อง (คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ค.๕/๒๕๕๗ และ ที่ ค.๖/๒๕๕๗ วินิจฉัยแนวทางเดียวกัน)
               

           ศาลปกครองย่อมสามารถเพิกถอนคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดว่า คู่สัญญาปฏิบัติผิดข้อสัญญาอันเป็นข้อสัญญาซึ่งเกิดจากการแก้ไขเพิ่มเติมโดยไม่เป็นไปตาม ขั้นตอนที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดําเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ รวมทั้ง เพิกถอนคําชี้ขาดที่มีผลเป็นการ แก้ไขสาระสําคัญของสัญญาในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดทําบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ ในขอบเขตอํานาจและความรับผิดชอบของรัฐ มิใช่อยู่ในอํานาจของอนุญาโตตุลาการได้ โดยถือว่าเป็นกรณีที่ปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชนตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๒) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.349/2549)
          การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดจากสัญญาทางปกครอง คณะอนุญาโตตุลาการ จะต้องคํานึงถึงหลักการจัดทําบริการสาธารณะของฝ่ายปกครอง กล่าวคือ การคุ้มครอง ประโยชน์ของมหาชนหรือประโยชน์ส่วนรวมย่อมอยู่เหนือกว่าประโยชน์ของปัจเจกบุคคล เสมอ แต่หากการปฏิบัติตามสัญญาทางปกครองก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่สัญญา เอกชน คู่สัญญาฝ่ายเอกชนก็มีสิทธิเรียกร้องให้ฝ่ายปกครองชดใช้เยียวยาความเสียหาย ที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น การที่คู่สัญญาฝ่ายเอกชนยกเอาเหตุที่ฝ่ายปกครองผิดนัดไม่จ่าย เงินค่าจ้างตามสัญญามาบอกเลิกสัญญา โดยทําให้การจัดทําบริการสาธารณะของ ฝ่ายปกครองต้องหยุดชะงักจึงไม่อาจกระทําได้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า กรณีที่ฝ่ายปกครองไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่เอกชนคู่สัญญาในกําหนดเวลา ถือว่าเป็นฝ่าย ผิดนัดและผิดสัญญา เอกชนคู่สัญญาจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และการที่เอกชนคู่สัญญา บอกเลิกสัญญากับฝ่ายปกครองเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็น คําชี้ขาดที่ฝ่าฝืนต่อมาตรา ๓๔ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งถือว่าคําวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และการ ยอมรับหรือบังคับตามคําชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชนตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๑) (ง) และ (๒) (ข) แห่งพระราชบัญญัติ เดียวกัน จึงมีเหตุสมควรที่ศาลปกครองจะพิพากษาให้เพิกถอนคําชี้ขาดของคณะ อนุญาโตตุลาการดังกล่าว (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๖๗๖/๒๕๕๔) 
          กฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการให้สิทธิ์คู่พิพาทกําหนดกระบวนพิจารณา ของอนุญาโตตุลาการเป็นการเฉพาะได้ แต่หากคู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันไว้หรือไม่สามารถ หาข้อสรุปร่วมกันได้ ก็ให้ดําเนินการตามวิธีการที่กฎหมายกําหนด ดังนั้น ในกรณีที่ คู่พิพาทกําหนดให้กระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการให้ถือตามข้อบังคับของสถาบัน อนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการที่คู่พิพาทได้ตกลงเรื่องการดําเนินกระบวนพิจารณาของ อนุญาโตตุลาการไว้เป็นอย่างอื่น และเมื่อข้อบังคับดังกล่าวกําหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการ มีอํานาจใช้ดุลพินิจดําเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร               ตามหลัก แห่งความยุติธรรม อันสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๗๖/๒๕๕๖)
         การนําคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขอเพิกถอนคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นสิทธิตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยศาลมีอํานาจ เพิกถอนคําชี้ขาดได้ในกรณีที่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งรวมถึงกรณีที่การยอมรับ หรือการบังคับตามคําชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชนด้วย การมีข้อตกลงว่าจะไม่นําคดีขึ้นสู่ศาลมีผลเป็นการตัดอํานาจรัฐ ที่จะเพิกถอนคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าว เมื่อสัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาให้จัดทําบริการสาธารณะด้านขนส่งสินค้า ข้อตกลงข้างต้นย่อมมีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงเป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเป็นโมฆะ
         สําหรับการพิจารณาค่าเสียหายนั้น เมื่อสัญญาไม่ได้กําหนดให้ผู้ร้องซึ่งเป็น ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องชําระค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับจ้าง และคู่สัญญามิได้ กําหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทตามกฎหมายใด รวมทั้งไม่ได้กําหนดไว้ โดยชัดแจ้งว่าให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทโดยใช้หลักแห่งความสุจริต และเป็นธรรม คณะอนุญาโตตุลาการจึงต้องชี้ขาดข้อพิพาทไปตามกฎหมายไทย ทั้งนี้ ตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ ซึ่งกฎหมายไทย ที่คณะอนุญาโตตุลาการต้องใช้ในการชี้ขาดข้อพิพาทดังกล่าว คือ ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ดังนั้น เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าผู้ร้องมิได้ชําระค่าจ้างให้แก่ ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหาย ดังกล่าวได้ โดยมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชําระหนี้ รวมทั้งมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหาย อันเกิดแก่พฤติการณ์พิเศษ หากผู้ร้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์ เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม หากความเสียหายดังกล่าวไม่ใช่เบี้ยปรับตามที่ กําหนดไว้ในสัญญา ผู้คัดค้านซึ่งเป็นฝ่ายเรียกร้องค่าทดแทนย่อมมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ ให้เห็นถึงค่าเสียหายดังกล่าวด้วย โดยคณะอนุญาโตตุลาการมีหน้าที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาด โดยมีพยานหลักฐานสนับสนุน ไม่อาจใช้ดุลพินิจโดยปราศจากพยานหลักฐานรับรองได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ
           สําหรับการพิจารณาเพิกถอนคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการทั้งหมด หรือบางส่วนนั้น ศาลจําเป็นต้องใช้อํานาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อพิจารณา ให้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในทุกประเด็นมีข้อยุติ และหากเป็นข้อพิพาทตามสัญญาทางปกครอง ก็ต้องคํานึงถึงประโยชน์สาธารณะประกอบด้วย ดังนั้น ในกรณีที่คําชี้ขาดของ คณะอนุญาโตตุลาการเป็นการคํานวณค่าปรับซึ่งสามารถแยกคํานวณได้เป็นรายวัน จึงเป็นคําชี้ขาดที่สามารถแยกส่วนที่ไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ออกจากส่วนที่อยู่ในขอบเขตของสัญญาได้ ศาลย่อมสามารถเพิกถอนคําชี้ขาดเฉพาะส่วนที่ วินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๑) (3) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ ส่วนคําชี้ขาดให้ชําระค่าเสียหายเป็นค่าแรงงานนั้น เมื่อสัญญามิได้มีข้อกําหนดให้ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องชําระค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้าน การกําหนดค่าเสียหายในส่วนนี้จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และเมื่อคําชี้ขาด ดังกล่าวสามารถแยกจากคําชี้ขาดในส่วนอื่นได้ ศาลจึงสามารถเพิกถอนคําชี้ขาดเฉพาะส่วนนี้ได้เช่นเดียวกัน (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๕-๒๖/๒๕๕๙) 
          เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เกิดจากการที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับจ้างตามสัญญาจ้าง ก่อสร้างถนนคอนกรีตไม่ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ว่าจ้างต้องจ้างผู้รับจ้างรายใหม่เข้าทํางานเพื่อแก้ไขความชํารุดบกพร่องของถนน ตามสัญญาโดยการรื้อถนนเส้นเดิมและก่อสร้างถนนขึ้นใหม่ ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการ กําหนดประเด็นว่า ผู้คัดค้านต้องรับผิดชอบต่อความชํารุดบกพร่องของงานตามสัญญา หรือไม่ แต่คําวินิจฉัยชี้ขาดกลับวินิจฉัยแต่เพียงว่า ความชํารุดบกพร่องดังกล่าวเกิดจาก งานที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชาการและการทํางานที่ไม่เรียบร้อย ผู้คัดค้าน จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดในความชํารุดบกพร่องของงานจ้างดังกล่าวได้ โดยไม่ได้ วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านต้องรับผิดในความชํารุดบกพร่องของงานจ้างเป็นจํานวนเท่าใด หรือความชํารุดบกพร่องของถนนที่เกิดการหลุดร่อนของเม็ดทรายทําให้เกิดเม็ดทราย และฝุ่นถนน สามารถแก้ไขซ่อมแซมโดยวิธีการอื่นซึ่งไม่ต้องซื้อและสร้างใหม่ได้หรือไม่ จึงเป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคําวินิจฉัยชี้ขาดไม่ครบถ้วนตามข้อโต้แย้งในสัญญา และตามคําเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง อันถือเป็นคําวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาท ต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๑) (ง) แห่งพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๕๕ สมควรที่ศาลจะเพิกถอนคําชี้ขาดดังกล่าวเพื่อให้ได้รับ การพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอีกครั้งหนึ่ง (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๓๕/๒๕๕๙)
         เมื่อตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ระหว่าง บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) (ผู้ร้อง) กับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) (ผู้คัดค้าน) กําหนดให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทตามกฎหมายไทย อนุญาโตตุลาการจึงต้องพิจารณาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคมซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น
         โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์ให้คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารที่ใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง และการจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าวต้องคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนรวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ประกอบกับพระราชบัญญัติ การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ มีบทบัญญัติให้การเรียกเก็บค่าตอบแทน การใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม ต่อผู้รับใบอนุญาตที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมกับผู้ขอใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม และต้องมีความเท่าเทียมกันในระหว่างผู้ขอใช้หรือผู้ขอเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ทุกราย โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เป็นผู้มีอํานาจกําหนด โครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการโทรคมนาคม รวมทั้งอัตราค่าเชื่อมต่อ โครงข่ายโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกํากับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ดังนั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องชําระค่าตอบแทนจากการนําบริการพิเศษมาใช้ผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมของผู้คัดค้านโดยพิจารณาแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนด้วยการคํานึงถึงความสุจริตยุติธรรมและปกติประเพณีตามมาตรา ๓๖๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยไม่ได้พิจารณาถึงความสมเหตุสมผลและเป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตและความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ขอใช้หรือขอเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมทุกราย จึงเป็นการพิจารณาที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีคําชี้ขาด การยอมรับหรือบังคับตามคําชี้ขาดดังกล่าวจึงเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวได้ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๒๕๙-๑๒๖๐/๒๕๕๙ ) 

          การระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ จะยุติเมื่อคณะอนุญาโตตุลาการ ตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทตามหลักการที่กฎหมายกําหนด โดยกฎหมายที่คณะอนุญาโตตุลาการเลือกนํามาใช้ในการตัดสินนั้น จะต้องวินิจฉัยจากเนื้อหาของเรื่องโดยการพิจารณาว่าข้อพิพาทเป็นเรื่องใดแล้วจึงนํากฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นมาใช้บังคับ ดังนั้น หากปรากฏแก่ศาลว่า คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการประกอบกับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายไทย แล้วเห็นว่าจํานวนเงินค่าปรับที่ผู้คัดค้านหักค่าจ้างของผู้ร้องไว้ เป็นค่าปรับเป็นจํานวนที่สูงเกินส่วนจึงวินิจฉัยให้ลดค่าปรับดังกล่าวนั้น เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดที่อยู่ในขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ศาลจึงไม่จําต้องเพิกถอนคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๔๐๙-๑.๔๑๐/๒๕๕๑)
เมื่อผู้จะถูกบังคับตามคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า มีกรณีที่สามารถทําคําสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ตามมาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ศาลย่อมมีอํานาจออกคําบังคับเพื่อให้ปฏิบัติตามคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๘๘๗/๒๕๕๒)
ในกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคําชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่าคณะ อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทโดยไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ศาลย่อมมีคําบังคับให้เพิกถอนคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้นได้ และในกรณีที่ การวินิจฉัยเกินขอบเขตนั้นสามารถแยกออกได้จากคําชี้ขาดส่วนที่วินิจฉัยภายใน ขอบเขตแล้ว ศาลจะเพิกถอนเฉพาะส่วนที่วินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือข้อตกลงนั้นก็ได้
          เมื่อมูลเหตุแห่งข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองในฐานะผู้ร้องกับเอกชน ผู้รับจ้างในฐานะผู้คัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการ เกิดจากการที่ผู้คัดค้านต้องเสียค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้นจากงานก่อสร้างตามสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างในส่วน ความรับผิดของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างต่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับจ้าง จึงต้องนําสัญญาจ้าง ที่พิพาทมาวินิจฉัย ดังนั้น ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจึงเป็นข้อโต้แย้งระหว่างคู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง กับข้อกําหนดแห่งสัญญาหรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา การที่คณะอนุญาโตตุลาการ กําหนดประเด็นพิพาทว่า ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องราคาวัสดุที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ แล้ววินิจฉัยให้ ผู้ร้องต้องชําระเงินค่าวัสดุที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้าน จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาด ข้อพิพาทซึ่งอยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลง ในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๗๔๖-๗๔๗/๒๕๕๕) 
          ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นข้อสัญญาแยกต่างหากจากสัญญาหลัก ทั้งนี้ ตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๕๕ ดังนั้น สัญญาหลักจะเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์หรือไม่ จึงย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ คําวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยประเด็นพิพาทภายใต้ขอบเขตอํานาจของตน จึงเป็นคําวินิจฉัยที่ชอบและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน
          ส่วนการที่ผู้ร้องมีคําขอให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชําระเงิน ค่าจ้าง ค่าเสียหาย รวมดอกเบี้ย และคืนหนังสือค้ำประกันพร้อมชําระค่าธรรมเนียมแทน ผู้ร้องนั้น เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าผู้ร้องได้ส่งมอบงวดงานตามสัญญาแก่ผู้คัดค้านแล้ว แต่ผู้คัดค้านไม่จ่ายค่างวดงานให้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องรับผิดใช้ค่างวดงานตามสัญญาดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง กรณีเป็นการที่คณะอนุญาโตตุลาการระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยข้อเรียกร้องไว้โดยชัดแจ้ง และเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งไม่เกินคําขอของคู่พิพาทแล้ว (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๔๘๗-๔๘๘/๒๕๕๗)
          เมื่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๕๕ กําหนดให้คําชี้ขาดของคณะ อนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันคู่พิพาท โดยหากมีการร้องขอต่อศาล ศาลย่อมต้องบังคับ ตามคําชี้ขาดนั้นโดยไม่อาจทําคําสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคําชี้ขาดดังกล่าวได้ เว้นแต่ ผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคําชี้ขาดพิสูจน์ได้ว่าคําชี้ขาดนั้นเข้าลักษณะกรณีใดกรณีหนึ่ง ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือกรณีปรากฏต่อศาลว่าคําชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับ ข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย หรือการบังคับ ตามคําชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าคําชี้ขาดของ คณะอนุญาโตตุลาการเป็นการชี้ขาดข้อพิพาทเกี่ยวกับกําหนดเวลาแล้วเสร็จตามสัญญา สิทธิของผู้ว่าจ้างในการบอกเลิกสัญญา และสิทธิในการเรียกค่าปรับตามสัญญา อันเป็น การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และไม่เข้ากรณีใด กรณีหนึ่งตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ รวมทั้งไม่ปรากฏว่า การบังคับตามคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนต่อ บทกฎหมาย หรือกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของรัฐ เศรษฐกิจของประเทศ หรือ กระทบต่อความสงบสุขในสังคม กรณีจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน ชอบที่ศาลจะมีคําบังคับตามคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว               
(คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๑๒๗/๒๕๕๘)
            ข้อพิพาทตามสัญญาจ้างก่อสร้างทางลอดจุดตัดแยกทางหลวงของกรมทางหลวงกรณีที่สัญญาจ้างก่อสร้างเป็นสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ซึ่งมีข้อกำหนดให้การคานวณค่างานเพิ่มหรือค่างานลดลงจะคำนวณได้เมื่อทราบดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างซึ่งนามาคานวณหาค่า K ของเดือนที่ส่งมอบงานในเดือนนั้น ๆ เป็นที่แน่นอนแล้ว ต่อมา เมื่อมีเหตุให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างก่อสร้างกับผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจ้าง กรณีจึงไม่ตัดสิทธิของผู้ร้องในการนำข้อพิพาทเข้าสู่การชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเพื่อให้กาหนดจานวนเงินค่าจ้างให้เป็นจานวนที่แน่นอนก่อน และเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาให้กับธนาคารผู้ค้ำประกัน รวมทั้งได้บอกกล่าวถึงการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านทราบแล้ว เมื่อคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านจ่ายเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องไม่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด   อันเป็นข้อที่ไม่สามารถระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย หรือ ถ้าการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน         ศาลจึงไม่อาจทำคำปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้      ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ไม่กระทบต่อหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอน โดยสิทธิเรียกร้องตามสัญญาอนุญาโตตุลาการใน   คดีนี้ย่อมผูกพันผู้รับโอนด้วย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๒๑-๓๒๒/๒๕๖๐)
              เมื่อคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนที่พิพาท เป็นการชี้ขาดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของผู้ว่าจ้างในการบอกเลิกสัญญาและสิทธิในการเรียกค่าปรับของผู้ว่าจ้าง รวมถึงสิทธิของผู้ว่าจ้างภายหลังการบอกเลิกสัญญา โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวได้ อีกทั้งไม่ปรากฏว่า การบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการข้างต้นจะเป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายหรือกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงแห่งรัฐ เศรษฐกิจของประเทศ หรือกระทบต่อความสงบสุขในสังคม อันจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีคำาสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวได้ พิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๕๕๘/๒๕๖๐)
            นอกจากนี้   เมื่อในกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการต้องชี้ขาดข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามกฎหมายไทยนั้น    คณะอนุญาโตตุลาการต้องมีคำชี้ขาดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการพิจารณาเกี่ยวกับจำนวนเบี้ยปรับหรือค่าปรับที่ผู้คัดค้านต้องรับผิดต่อผู้ร้องกรณีส่งมอบงานล่าช้า คณะอนุญาโตตุลาการจึงนำมาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว มาใช้บังคับได้ โดยหากเบี้ยปรับหรือค่าปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน คณะอนุญาโตตุลาการก็มีอำนาจลดเบี้ยปรับหรือค่าปรับนั้นลงเป็นจำนวนที่เห็นสมควรได้โดยที่ผู้คัดค้านมิพักต้องมีคำขอให้คณะอนุญาโตตุลาการลดเบี้ยปรับหรือค่าปรับดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ค่าปรับที่ผู้ร้องเรียกจากผู้คัดค้านสูงเกินส่วน ประกอบกับค่าเสียหายบางส่วนในเนื้องานผู้ร้องได้รับไปแล้ว จึงให้ลดค่าปรับลง กรณีมิใช่คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๑) (ง) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯส่วนการที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่า จากพยานเอกสารมีการตั้งเรื่องแจ้งสงวนสิทธิ์และเรียกค่าปรับตามสัญญา และมีการคืนหนังสือสัญญาค้ำประกัน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านพ้นความผูกพันตามสัญญาต่อกันแล้ว คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของคณะอนุญาโตตุลาการจึงมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา
ข้อเท็จจริงที่คู่พิพาทโต้แย้งกัน อันเป็นดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการที่จะรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่คู่พิพาทยกขึ้นเพื่อสนับสนุนข้ออ้างข้อต่อสู้ของตน จึงมิใช่ การรับฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากพยานหลักฐานในสำนวนหรือนอกเหนือข้อต่อสู้แห่งคดีแต่อย่างใด
ดังนั้น เมื่อคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมิใช่คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ และไม่ปรากฏว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อีกทั้ง คำชี้ขาดดังกล่าวเป็นคำชี้ขาดที่เกี่ยวกับข้อพิพาทในสัญญาจ้างทำของซึ่งสามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย ไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดได้ตามมาตรา ๔๓ (๔) และมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จึงผูกพันคู่พิพาท และชอบที่ศาลจะบังคับให้ได้ตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๐๗/๒๕๖๑)
           ตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการหรือกฎหมายอื่นแม้จะไม่ได้มีบทบัญญัติกำหนดระยะเวลาหรืออายุความในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเอาไว้ก็ตาม แต่โดยที่การมอบข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้พิจารณา เป็นการแสดงออกซึ่งการใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่ง จึงต้องกระทำภายในอายุความ โดยมีหลักว่าข้อพิพาทใดที่อาจเสนอเป็นคดีต่อศาลได้ภายในอายุความการฟ้องคดี ข้อพิพาทนั้นก็สามารถเสนอต่ออนุญาโตตุลาการได้ภายในกำหนดระยะเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมื่อตามสัญญาสัมปทานระหว่างคู่พิพาทอันเป็นสัญญาทางปกครอง ไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเอาไว้โดยเฉพาะ การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการจึงกระทำได้ภายในกำหนดอายุความการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยกรณีที่ข้อพิพาทเกิดขึ้นก่อนที่ศาลปกครองจะเปิดทำการ การนับอายุความการฟ้องคดีพึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ และต้องนับอายุความตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับในขณะที่ทำการพิจารณาคดี กล่าวคือ ภายในห้าปีนับแต่วันรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการภายในกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว กรณีจึงเป็นข้อพิพาทที่เสนอต่ออนุญาโตตุลาการภายในกำหนดระยะเวลาโดยชอบแล้ว
            โดยที่การระงับข้อพิพาทโดยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ เป็นวิธีการระงับข้อพิพาทที่เกิดจากความสมัครใจและความประสงค์ร่วมกันของคู่พิพาท กฎหมายจึงจำกัดให้มีเพียงกรณีที่จะเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และจำกัดเหตุที่ให้อำนาจศาลควบคุมตรวจสอบคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเอาไว้อย่างเจาะจงและแจ้งชัด มิใช่จะให้ศาลทบทวนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เป็นเช่นใดก็ได้เช่นในคดีที่ฟ้องต่อศาลตามปกติ ซึ่งการที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดหรือปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาด หรือการที่ศาลสูงจะทบทวนคำชี้ขาดหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้นั้น ต้องปรากฏว่าการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม (๒) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕
            สำหรับประเด็นว่า สัญญาสัมปทานเลิกกันโดยปริยายหรือโดยข้อกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านจะกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑๓หรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า ในสัญญาทางปกครองนั้น รัฐในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดทำบริการสาธารณะ ย่อมมีอำนาจในการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวให้สัญญาเป็นอันเลิกกันเมื่อมีเหตุผลความจำเป็นเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวมหรือการบริการสาธารณะ โดยมีผลให้สัญญาเลิกกันได้โดยไม่ต้องเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อตัดสินให้สัญญาเป็นอันเลิกกัน ทั้งนี้ อำนาจการตัดสินใจบอกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวดังกล่าวมีผลเฉพาะการให้สัญญาเป็นอันเลิกกันเท่านั้น กรณีมิได้หมายความว่า การเลิกสัญญานั้นจะถือเป็นการชอบด้วยกฎหมาย หรือฝ่ายปกครองไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ จากการเลิกสัญญา ซึ่งความรับผิดชอบของคู่สัญญาฝ่ายใดจะมีอยู่อย่างไรยังคงต้องพิจารณาต่อไปตามข้อเท็จจริงแต่ละกรณี อย่างไรก็ดี หากเป็นสัญญาทางปกครองที่มีความสำคัญมาก เช่น ในกรณีที่เป็นสัญญาสัมปทาน การจะให้ฝ่ายปกครองมีอำนาจบอกเลิกสัญญาได้เองฝ่ายเดียวดังกรณีสัญญาทางปกครองทั่ว ๆ ไป อาจเสี่ยงต่อการทำให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการจัดทำบริการสาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวม หรือเกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้ ฝ่ายปกครองจึงไม่มีอำนาจตัดสินใจแต่เพียงฝ่ายเดียวให้สัญญาเป็นอันเลิกกันได้ แต่ต้องร้องขอหรือเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อวินิจฉัยให้สัญญาเป็นอันเลิกกัน
            ดังนั้น      เมื่อสัญญาพิพาทในคดีนี้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน การแจ้งบอกเลิกสัญญาโดยฝ่ายปกครองเพียงฝ่ายเดียว จึงยังไม่มีผลทางกฎหมายให้สัญญาเป็นอันเลิกกันได้เองในทันที แต่การที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งมติคณะรัฐมนตรีที่บอกเลิกสัญญาต่อผู้คัดค้าน และได้มีหนังสือแจ้งยืนยันเจตนาที่ไม่ประสงค์จะมีข้อผูกพันตามสัญญาอีกต่อไป อันถือว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้แสดงเจตนาเลิกสัญญาอย่างแจ้งชัดแล้ว เมื่อต่อมา ผู้คัดค้านได้ยินยอมขนย้ายคนและเครื่องมือออกจากพื้นที่ รวมทั้งไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่อีกต่อไป อันเป็นการแสดงออกซึ่งการตกลงให้สัญญาเป็นอันเลิกกัน สัญญาจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่เห็นว่า สัญญาเป็นอันเลิกกันและให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมดังที่เป็นอยู่เดิม จึงไม่ได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังนั้น เมื่อประเด็นข้อโต้แย้งของผู้ร้องเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการพิจารณาข้อเท็จจริงและการปรับใช้กฎหมายรวมทั้งข้อสัญญาของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นเรื่องระหว่างคู่สัญญา ไม่ได้มีลักษณะเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่มีเหตุที่กฎหมายกำหนดให้อำนาจศาลในการเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๒๑-๒๒๓/๒๕๖๒)
  

Address

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายบริหารจัดการความรู้  สำนักงานวิชาการ
ศูนย์ราชการฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์
เขตหลักสี่  กรุงเทพฯ 

Contacts

Email: kmcenter@ago.go.th
Phone: 02-142-1499
Fax: 02-143-9475

Links

สำนักงานอัยการสูงสุด