
ข่าวประชาสัมพันธ์
ว่าด้วยความร่วมมือด้านการคุ้มครองสิทธิและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ใช้แรงงาน ระหว่าง
สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด
กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน
พิธีลงนามบันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการคุ้มครองสิทธิ์และให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ใช้แรงงาน ระหว่าง สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดย อธิบดีอัยการ คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน นาย โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง และอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รอ. สาโรจน์ คมคาย
แม้ว่า ในการทำงาน ในความร่วมมือของภาคราชการ จะมีการประสานงานกันอยู่แล้ว โดยอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ และช่วยเหลือทางกฎหมาย 120 กว่าสาขา ของอัยการ ทั่วประเทศ ประสานงาน กับสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทำงานร่วมมือกันเป็นประจำ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานเพื่อให้ชีวิตผ่านพ้นอุปสรรคทั้งทางกฎหมาย และวิกฤติจากสถานการณ์ ต่างๆ เช่นภัยสงครามจากอิสราเอล ภัยจากหนี้นอกระบบ ภัยจากความไม่รู้กฎหมาย เราประสานงานร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานเป็นประจำอยู่แล้วเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานที่ประสบปัญหาดำเนินชีวิตต่อไปได้และวันนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ทั้งสองหน่วยงาน จึงได้จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโดยมีผู้แทนฝ่ายอัยการผู้แทนฝ่ายกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จากทุกจังหวัด
ทั่วประเทศ มารวมตัวกัน โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งหมาย เพื่อคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน ให้สามารถ
มีชีวิตอยู่ได้ อย่างมีศักดิ์ศรี มีสิทธิ มีเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งสองหน่วยงานมีเป้าหมายตรงกันเราจะไม่ทอดทิ้งประชาชนจะอยู่เคียงข้างประชาชนหรือผู้ใช้แรงงาน มีปัญหาชีวิต เข้ามาปรึกษา เข้ามาขอรับความช่วยเหลือ หาทางแก้ไขได้ โทรสายด่วน อัยการ ปรึกษากฎหมายฟรี โทร 1157











ภาพกิจกรรมงานกาชาด ประจำปี 2568
วันที่ 11 ธันวาคม 2568
ภาพกิจกรรมงานกาชาด ประจำปี 2568
วันที่ 15 ธันวาคม 2568




ภาพกิจกรรมงานกาชาด ประจำปี 2568
วันที่ 18 ธันวาคม 2568













เนื่องจากสภาพปัญหามากมายหลายสาเหตุด้วยกัน ที่มีส่วนทำให้เกิดความเดือนร้อนแก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีฐานะยากจน หรือที่อยู่ในชนบทห่างไกล อาทิเช่น การถูกเอารัดเอาเปรียบในด้านเศรษฐกิจปัญหาการแย่งที่ดินทำกินการกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎรในการใช้อำนาจรัฐอันไม่เป็นธรรม ฯลฯ สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนที่ถูกกระทำ ต้องสูญเสียสิทธิเสรีภาพและทรัพย์สินไป ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือการแก้แค้น ประทุษร้ายต่อร่างกาย
และชีวิตซึ่งกันและกัน การก่ออาชญากรรม ที่ทำให้สังคมอยู่กันอย่างหวาดผวา ไม่มีความผาสุก และเมื่อเกิดขึ้นมาก ๆ ก็จะมีผลกระทบ ต่อความมั่นคงของประเทศได้ ซึ่งภาวการณ์ดังกล่าว จากการศึกษาวิจัยก็ได้พบว่า มูลเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือ ความไม่รู้กฎหมาย ที่ทำให้คนส่วนหนึ่งมีการกระทำที่ละเมิด ต่อกฎเกณฑ์ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ในขณะที่คนอีกส่วนหนึ่งก็ไม่มีความรู้ ที่จะใช้กฎหมาย ในการปกป้องและพิทักษ์สิทธิหรือผลประโยชน์ของตน เมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้น ก็ทำให้รัฐต้องทุ่มเทงบประมาณจำนวน
ไม่น้อยในแต่ละปีเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็ว
อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการแก้ไขปัญหาสังคม โดยวิธีการปราบปรามแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่วิถีทางที่ได้ผลอย่างแท้จริง วิธีการที่ดีที่ควรทำควบคู่กันไปก็คือ การส่งเสริมประชาชนให้มีความรู้ในสิทธิและหน้าที่ของตนตามกฎหมายจะทำให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลในการลดปัญหาพิพาทขัดแย้งได้ในปริมาณที่มากกว่า ดังนั้นจากแนวความคิดดังกล่าวได้นำมาสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจังในยุครัฐบาลของ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งได้มีการจัดตั้งโครงการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ชนบทในเขตยากจนขึ้นอันเป็นโครงการหนึ่งในแผนงานบริการขั้นพื้นฐานของแผนพัฒนาชนบทยากจนแล้วบรรจุโครงการนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) โดยในชั้นแรกได้มอบหมาย ให้สำนักนโยบายและแผนมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ปฏิบัติ
สำนักนโยบายและแผนมหาดไทยได้ดำเนินงานไปได้ระยะหนึ่ง ก็มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526 เห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการและระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินให้โอนโครงการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนชนบทในเขตยากจนให้สำนักงานอัยการสูงสุด (กรมอัยการในขณะนั้น) เป็นผู้ดำเนินการสืบต่อมา ก่อนหน้าที่จะได้รับโอนงานมานั้น กรมอัยการได้มีการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนตามที่กฎหมาย กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการอยู่แล้วโดยกรมอัยการได้มีคำสั่งที่ 174/2525 ลงวันที่ 15 กันยายน 2525 จัดตั้งสำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน (สคช.) ขึ้นโดยจัดตั้งเป็นหน่วยงานภายใน ซึ่งเมื่อสำนักนโยบายและแผนมหาดไทยได้ส่งมอบงานตามโครงการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ ประชาชนให้กรมอัยการทั้งหมด ในวันที่ 1 มิถุนายน 2527 กรมอัยการก็ได้มอบหมายงานตามโครงการฯ ให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและ
ผลประโยชน์ของประชาชนดำเนินงานมาตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา
สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชน ดำเนินงานให้ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ประชาชนชนบทใน
เขตยากจน ปรากฏว่าเกิดผลดีมาเป็นลำดับ ดังนั้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2527 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้โอนงานช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เกษตรกรและ ผู้ยากจน ที่สำนักงานปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรีดำเนินการอยู่ มาให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนดำเนินงาน ต่อไปด้วย ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ . 2527 เป็นต้นมา สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด (กรมอัยการในขณะนั้น) จึงเป็นหน่วยงานเดียวของรัฐ ที่ปฏิบัติงานทางด้านคุ้มครองสิทธิ และ ช่วยเหลือทางกฎหมาย แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องมาตราบจนปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2531 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 105 ตอนที่ 122 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 แบ่งส่วนราชการในกรมอัยการเพิ่มขึ้น คือ กองคดีเด็กและเยาวชน กองคดีภาษีอากร กองคดีศาลแขวง กองคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร และ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ได้กำหนดให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนราชการระดับกอง ตามกฎหมายของกรมอัยการ และเปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน” ตามคำสั่งกรมอัยการที่ 199/2531 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2531
สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการหรือเมื่อมีกรณีอันสมควรเข้าคุ้มครองป้องกันสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนในประการอื่นที่กฎหมายให้มีอำนาจดำเนินการได้ตลอดจนดำเนินงานให้บริการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนผู้ยากไร้และประชาชนในชนบทรวมทั้งดำเนินการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น 3 กอง คือ”
1) กองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
2) กองช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
3) กองแผนและติดตามประเมินผล
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 เป็นต้นไป
ปัจจุบันนี้ ตามกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ลงวันที่ 29 กันยายน 2549
ข้อ 15 (24) กำหนดให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ประชาชน มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชน การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การเผยแพร่ความรู้ทางด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอรรถคดี การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคแก่ประชาชน ศึกษาวิจัย และพัฒนาระบบ
รูปแบบ วิธีการ และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการดังกล่าว



บุคลากร



เอกสารเผยแพร่
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นในการขอตั้งผู้จัดการมรดก
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 3 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- ค่าธรรมเนียมศาล 200 บาท
- หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 02 222 8121 ต่อ 102-105,113
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ/เสมือนไร้ความสามารถ
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ป่วย (ผู้จะขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ/เสมือนไร้ความสามารถ) และบัตรคนพิการ (ถ้ามี)
- กรณีผู้ป่วยสมรส/หย่า ใช้ทะเบียนสมรส/ทะเบียนการหย่าของผู้ป่วย
- กรณีผู้ป่วยเป็นโสด ให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัวของผู้ป่วย (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ได้ที่สำนักงานเขตทุกแห่ง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน หรือมรณบัตร หรือทร.14/1 หรือหนังสือรับรองการตาย หรือบันทึกให้ถ้อยคำยืนยันการตายจากสำนักงานเขต ของบิดามารดาผู้ป่วย
- ใบรับรองแพทย์ตัวจริง พร้อมสำเนา
- ใบรับรองแพทย์ ต้องระบุชัดเจนว่าเป็นโรคอะไร ขณะนี้มีสภาพเป็นอย่างไร การสื่อสารเป็นอย่างไร สามารถโต้ตอบได้หรือไม่ สติสัมปชัญญะของผู้ป่วยเป็นอย่างไร โดยละเอียด
- รูปถ่ายผู้ป่วย (ปัจจุบัน) ในอิริยาบทต่างๆประมาณ ๔ รูป *ขอเป็นภาพสีทั้งหมด* เช่น ขณะป้อนอาหาร, เช็ดตัว, เปลี่ยนเสื้อผ้า,ทำแผล
- บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของทายาท
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
- บัญชีเครือญาติของทายาท – ทางสำนักงานอัยการจะดำเนินการให้
- หนังสือให้ความยินยอมของทายาท – ทางสำนักงานอัยการจะดำเนินการให้
- เว้นเเต่ในกรณีที่ทายาทไม่อาจมาให้ความยินยอมที่สำนักงานอัยการได้ หนังสือให้ความยินยอม จะต้องมีข้าราชการเซ็นรับรองการลงลายมือชื่อ พร้อมกับแนบสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 3 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- ค่าธรรมเนียมศาล 200 บาท
- หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 02 222 8121 ต่อ 102-105,113
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอตั้งผู้ปกครอง/ถอน
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน ผู้จะเป็นผู้ปกครอง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนผู้เยาว์
- สูติบัตรผู้เยาว์
- ทะเบียนสมรสของบิดามารดาผู้เยาว์ (ถ้ามี) หากไม่มีให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัว (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร) ได้ที่สำนักงานเขตทุกแห่ง
- ใบมรณบัตรของบิดามารดาผู้เยาว์ (กรณีบิดาหรือมารดาเสียชีวิต)
- หลักฐานใบแจ้งความ (กรณีผู้เยาว์ถูกทอดทิ้ง ,ผู้ร้องกับผู้เยาว์ไม่ผูกพันทางสายโลหิต)
- สำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดาผู้เยาว์ที่ระบุไว้ในสูติบัตร (ถ้ามี)
- คัดที่อยู่บิดามารดา(ทร.๑๔/๑) ผู้เยาว์จากเขต (กรณีไม่สามารถติดต่อบิดามารดาของผู้เยาว์ได้)
- ใบทะเบียนสมรสผู้ร้อง (ถ้ามี) หรือกรณีเป็นโสดให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัว (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ได้ที่สำนักงานเขตทุกแห่ง
- หนังสือให้ความยินยอมพร้อมทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน ของทายาทผู้เกี่ยวข้อง (แล้วแต่กรณี)
- หนังสือให้ความยินยอมของผู้เยาว์ (กรณีที่ผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมด้วยตนเองได้)
- หลักฐานอื่นใดที่แสดงความเกี่ยวพันระหว่างผู้ร้องกับบุคคลผู้ที่จะร้องขอตั้งผู้ปกครอง
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 6 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- ค่าธรรมเนียมศาล 1,500 บาท
- หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 02 222 8121 ต่อ 102-105,113
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอรับบุตรบุญธรรม
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของบุตรบุญธรรม
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับบุตรบุญธรรม
- สูติบัตรของบุตรบุญธรรม
- ใบทะเบียนสมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม (ถ้ามี)
- หนังสือให้ความยินยอมของบิดามารดา บุตร และคู่สมรส ของผู้รับบุตรบุญธรรม พร้อมทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน (กรณีชอบด้วยกฎหมาย)
- ใบมรณบัตรของบิดามารดาของบุตรบุญธรรม (กรณีถึงแก่กรรม)
- ใบมรณบัตรของบิดามารดาของผู้รับบุตรบุญธรรม (กรณีถึงแก่กรรม)
- หลักฐานใบแจ้งความกรณีบุตรบุญธรรมไม่มีหลักฐาน (ถูกทอดทิ้ง ผู้ร้องกับผู้เยาว์ไม่ผูกพันทางสายโลหิต)
- หลักฐานทางทะเบียนบ้านของบิดามารดาของบุตรบุญธรรม คัดที่อยู่บิดามารดาผู้เยาว์จากเขต, ทะเบียนกลาง (กรณีติดต่อกับบิดามารดาของบุตรบุญธรรมไม่ได้)
- กรณีติดต่อบิดาหรือมารดาของบุตรบุญธรรมได้เพียงคนใดคนหนึ่งต้องได้รับความยินยอมจากบิดาหรือมารดาของบุตรบุญธรรมที่ติดต่อได้
- ในกรณีที่บุตรบุญธรรมมีอายุ 15 ปีขึ้นไป ต้องได้รับความยินยอมจากบุตรบุญธรรม
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล ของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 6 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- ค่าธรรมเนียมศาล 1,500 บาท
- หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 02 222 8121 ต่อ 102-105,113
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอรับรองบุตร
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง
- ใบสูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของบุตร
- แบบรับรองรายการะเบียนราษฎรของแม่เด็ก (แบบ ทร.14/1) กรณีไม่สามารถติดตามตัวแม่เด็กมาให้ความยินยอมได้
- หนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย (กรณีแม่เด็กเป็นคนต่างชาติ) พร้อมแปลเป็นภาษาไทยและรับรองความถูกต้องของเอกสารจากสถาบันที่รับแปล
- ในกรณีที่เด็กสามารถให้ความยินยอมได้ ให้พาเด็กมาให้ความยินยอม
- หนังสือให้ความยินยอมของแม่เด็ก พร้อมทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน (กรณีถึงแก่ความตาย ใช้มรณบัตร)
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- ค่าธรรมเนียมศาล 1,500 บาท หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทนายความผู้รับผิดชอบจะแจ้งให้ผู้ร้องทราบ (กรณีมารดามาให้ความยินยอม ค่าธรรมเนียมศาลเบื้องต้น 1,000 บาท)
- หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 02 222 8121 ต่อ 102-105,113
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอทำนิติกรรมแทนคนไร้ความสามารถ
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง, ของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของคนไร้ความสามารถ
- คำสั่งศาล และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดให้เป็นคนไร้ความสามารถ
- หนังสือยินยอมของทายาทผู้เกี่ยวข้อง และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่จะทำนิติกรรม
- ถ้าจดทะเบียนสมรสต้องใช้ใบสมรส
- ถ้าเป็นบุตรต้องมีหลักฐานการเป็นบุตร
- หลักฐานทรัพย์สิน
- ราคาประเมินที่ดิน
- ขายต้องมีสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมหลักฐานจำนอง หลักฐานการผ่อนชำระ
- ถ้าขายต้องมีหลักฐานของผู้ซื้อพร้อมบัตรประชาชน
- จำนองเพื่อประโยชน์ของคนไร้ความสามารถหรือไม่
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- ค่าธรรมเนียมศาล 1,500 บาท หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทนายความผู้รับผิดชอบจะแจ้งให้ผู้ร้องทราบ
- หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 02 222 8121 ต่อ 102-105,113
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย
- สูติบัตร (กรณีไม่มีให้คัดแบบรับรองรายการคนเกิดได้ที่สำนักงานเขตทุกที่) ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง และบุตรคนอื่นๆ
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของบิดา, มารดา, บุตรคนอื่นๆ, คัดถ่ายแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของบิดา, มารดาของผู้ตาย
- ใบมรณบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย
- ทะเบียนสมรสของผู้ร้อง
- หนังสือให้ความยินยอมของบิดา/มารดา/บุตร/คู่สมรส ของผู้ตาย พร้อมทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน
- คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัวของผู้ตาย (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ได้ที่สำนักงานเขตทุกแห่ง
- หนังสือให้ความยินยอมของมารดาผู้ร้อง พร้อมทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน
- กรณีติดต่อไม่ได้ คัดทร.14/1 ได้ที่สำนักงานเขตทุกแห่ง
- กรณีถึงแก่ความตาย ใช้มรณบัตร
- เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้อง เช่น บัตรประกันสังคม ฯลฯ
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- ค่าธรรมเนียมศาล 1,500 บาท หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทนายความผู้รับผิดชอบจะแจ้งให้ผู้ร้องทราบ
- หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 02 222 8121 ต่อ 102-105,113
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอฟ้องหย่า
- ทะเบียนสมรส
- ทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง
- ทะเบียนบ้านของคู่กรณี (สามีหรือภริยา) (แบบ ทร.14/1)
- ใบสูติบัตรบุตร (ถ้ามี)
- ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของบุตร
- หลักฐานการเงินของคู่กรณี (สามีหรือภริยา) กรณีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรด้วย
- เช่นใบรับรองเงินเดือน ทะเบียนพาณิชย์ เป็นต้น
- หลักฐานสนับสนุนการกระทำของชายชู้หรือหญิงชู้ กรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากชายชู้ หรือหญิงชู้ เช่น ภาพถ่าย การ์ดแต่งงาน เป็นต้น
- ใบแจ้งความ หรือใบรับรองแพทย์ กรณีคู่สมรสถูกทำร้ายร่างกาย
- พยานบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวข้อง
- บัตรประชาชน และทะเบียนบ้านพยาน
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- ค่าธรรมเนียมศาล 1,500 บาท หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทนายความผู้รับผิดชอบจะแจ้งให้ผู้ร้องทราบ
- หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 02 222 8121 ต่อ 102-105,113
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอเรียกบุตรคืน
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- สูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้เยาว์
- หลักฐานแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของบุคคลที่ถูกฟ้อง (ทร.14/1)
- หลักฐานการแจ้งความของผู้ร้องเกี่ยวกับเรื่องนี้
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- ค่าธรรมเนียมศาล 1,500 บาท หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทนายความผู้รับผิดชอบจะแจ้งให้ผู้ร้องทราบ
- หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 02 222 8121 ต่อ 102-105,113
ติดต่อหน่วยงาน
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายแผนช่วยเหลือทางกฎหมาย
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อาคารราชบุรีดิเรกฤกธิ์ เลขที่ 120 หมู่ที่ 3 ชั้น 2 ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210
โทรศัพท์ 0 2142 1530 โทรสาร 0 2143 9178 E-mail : lawplan@ago.go.th





















































