ข่าวประชาสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 คณะผู้แทนของกระทรวงความมั่นคงสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Mr. Jin Meng Fourth-Level Investigator, Economic Crime Investigation Department, Ministry of Public Security ในฐานะ Working Group เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อแสดงความขอบคุณที่สำนักงานอัยการสูงสุดให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอดและหารือกับสำนักงานต่างประเทศ กรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดน

วันนี้ (19 พฤศจิกายน 2568) เวลา 10.00 น. นายเจริญ ตันชัชวาล รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญามีนบุรี รักษาการในตำแหน่ง อธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ เป็นผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดให้การต้อนรับ Mr. Liu Zhiyuan ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุดสาธารณรัฐประชาชนจีน (Director General of the International Cooperation Bureau, Supreme People’s Procuratorate of P.R. China) และคณะอัยการจากสำนักงานอัยการสูงสุดสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือข้อราชการเกี่ยวกับการจัดการประชุมอัยการสูงสุดจีน – อาเซียน (China-ASEAN Prosecutors General Conference) ครั้งที่ 16 โดยขอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ ห้องประชุม 901 ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้คณะอัยการจากสำนักงานอัยการสูงสุดสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารถนนรัชดาภิเษก โดยมี นายนริศ ชำนาญชานันท์ รองอธิบดีอัยการ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ ให้การต้อนรับ และในเวลาต่อมาได้ไปศึกษาดูงาน ณ พิพิธภัณฑ์อัยการไทย สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารถนนรัชดาภิเษก อีกด้วย

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด พร้อมด้วยคณะผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมพิธีลงนามปฏิญญาเพื่อก่อตั้งที่ประชุมอัยการสูงสุดอาเซียน (The ASEAN Prosecutors/Attorneys General Meeting หรือ APAGM) ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซียจัดขึ้น ณ จังหวัดบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยมีอัยการสูงสุดของแต่ละชาติสมาชิกอาเซียน และ Mr. Nararya S. Soeprapto รองเลขาธิการอาเซียน ด้านประชาคมและกิจการองค์กร เข้าร่วมในพิธี
ทั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดไทยมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มก่อตั้ง APAGM จากที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหารือเพื่อก่อตั้งองค์กรอัยการอาเซียนขึ้นที่บ้านแหลมแท่น บางแสน จังหวัดชลบุรี เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ซึ่งในการประชุมครั้งดังกล่าวที่ประชุมได้จัดทำข้อตกลง “ความริเริ่มบางแสน 2023” (Bang Saen Initiative 2023) ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์เพื่อศึกษาก่อตั้งองค์กรอัยการอาเซียน ต่อมาภายหลังได้มีการประชุมหารืออีก 3 ครั้ง จนกระทั่งชาติสมาชิกอาเซียนได้บรรลุฉันทามติให้ก่อตั้ง APAGM เป็นองค์กรระดับรัฐมนตรีอาเซียนเฉพาะสาขา ตามข้อ 10 ของกฎบัตรอาเซียน
ซึ่ง APAGM ที่จะก่อตั้งขึ้นนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศทางกฎหมายและการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ในฐานะที่อัยการสูงสุดเป็นผู้ประสานงานกลางตามพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 โดยจะเป็นช่องทางในการประสานงานติดต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมกันรับมือภัยคุกคามของอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่องค์กรอาชญากรรมใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนซึ่งสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง และยังเป็นกลไกสนับสนุนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้ประสานงานกลางและพนักงานอัยการในภูมิภาคอาเซียนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย

       

นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด และนางสาววรันธร วานิชถาวร อัยการประจำกอง ศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศทางกฎหมาย สำนักงานต่างประเทศ และรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมการประชุมเตรียมการลงนามในปฏิญญาแสดงเจตนารมณ์เพื่อก่อตั้งการประชุมอัยการสูงสุดอาเซียน (The Preparatory Meeting of the Signing of the Declaration to Establish the ASEAN Prosecutors/Attorneys General Meeting) หรือที่มีชื่อย่อในภาษาอังกฤษว่า “APAGM” โดยประสงค์จะจัดตั้งเป็นองค์กรระดับรัฐมนตรีอาเซียนเฉพาะสาขา (ASEAN Sectoral Ministerial Body) ตามกฎบัตรอาเซียน ข้อ ๑๐ การประชุมจัดขึ้น ณ เกาะบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๘ เมษายน ๒๕๖๘ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นเจ้าภาพ และมีคณะผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด/องค์กรอัยการจากชาติอาเซียนและผู้แทนสำนักเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วมประชุม
ในการประชุมครั้งนี้ นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุดได้รับเชิญเป็นประธานร่วม (Co-chairman) ในที่ประชุมร่วมกับ H.E. Dr. Narendra Jatna รองอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประธานการประชุม

การประชุมครั้งนี้เป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากความริเริ่มข้อเสนอของสำนักงานอัยการสูงสุดไทยในการก่อตั้งองค์อัยการอาเซียนโดยได้มีการจัดประชุมระดมความคิดเห็นครั้งแรกที่บ้านแหลมแท่น บางแสน จังหวัดชลบุรี เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๖ ซึ่งการประชุมครั้งดังกล่าวที่ประชุมได้จัดทำข้อตกลง “ความริเริ่มบางแสน ๒๐๒๓” (Bang Saen Initiative 2023) ตามข้อเสนอของไทยโดยประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อศึกษาก่อตั้งองค์กรอัยการอาเซียน

       

นางสาววรันธร วานิชถาวร รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 – 24 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายชัยชนะ พันธุ์ภักดีดิสกุล ผู้ตรวจการอัยการ นำคณะพนักงานอัยการที่ปฏิบัติราชการอยู่ในสำนักงานอัยการในเขตพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร นครพนม และอำนาจเจริญ เข้าร่วมการประชุมความร่วมมืออัยการสองฝั่งโขงเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Mekong Prosecutor Bilateral Meeting on Cooperation against Transnational Crimes) ซึ่งศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศทางกฎหมาย สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด จัดขึ้น โดยมีพนักงานอัยการแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) เข้าร่วมการประชุม ณ สำนักงานอัยการประชาชนแขวงสะหวันนะเขต สปป. ลาว

โอกาสนี้ นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด นายคำแดง ขันตะมาลา หัวหน้าองค์การอัยการประชาชนแขวงสะหวันนะเขต และนายปัฐม์ ปัทมจิตร กงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต ได้ร่วมกล่าวเปิดการประชุม โดยถือเป็นกิจกรรมย่อยหนึ่งในการฉลองครบรอบ 75 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ในปีนี้ 

ในระหว่างการประชุมคณะผู้แทนทั้งสองฝ่ายได้นำเสนอประเด็นสำคัญและกรณีศึกษาในการดำเนินคดียาเสพติดข้ามชาติระหว่างไทยกับ สปป.ลาว, สถานการณ์ของการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีการลักลอบนำยาเสพติดจากพื้นที่ทางเหนือของ สปป.ลาว แล้วลักลอบนำข้ามแม่น้ำโขงจากพื้นที่แขวงสะหวันนะเขตเข้าสู่ประเทศไทย การกระทำผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติดของไทย, การใช้มาตรการริบทรัพย์สินของผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการฟอกเงิน, การค้ามนุษย์ตามพื้นที่ชายแดน, การลักลอบนำรถที่ถูกลักทรัพย์หรือรับของโจรจากไทยข้ามฝั่งไป สปป.ลาว รวมถึงการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวปฏิบัติที่ดีในความร่วมมือการดำเนินคดีอาชญากรรมข้ามชาติ, การติดตามพยานชาวลาวเพื่อไปเบิกความหรือไต่สวนพยานคดีในประเทศไทย รวมทั้งความเป็นไปได้ในการสืบพยานคดีอาญาในลักษณะการประชุมทางจอภาพ (Video conference) ซึ่งภายหลังการประชุมได้มีการแข่งขันฟุตบอลมิตรภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานอัยการของทั้งสองประเทศเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างกันและกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น อันเกื้อต่อการปฏิบัติงานร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการดำเนินคดีอาชญากรรมข้ามชาติตามพื้นที่ชายแดนริมฝั่งโขง

        สำหรับการดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ เป็นไปตามแนวทางของบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทยและองค์การอัยการประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2547 ที่มุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอัยการทั้งสองฝ่ายตามพื้นที่ชายแดน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันช่วยเหลือด้านกฎหมายและวิชาการ (Institute for Legal Support and Technical Assistance – ILSTA) ราชรัฐลักเซมเบิร์ก

วันอังคารที่ 28 มกราคม 2568 เวลา 11.00 น. นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด ให้การต้อนรับนาย Liu Zhongyi ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสำนักงานอัยการสูงสุดในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและราชอาณาจักรไทย ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2568 เวลา 09.30 น. นางปิยธิดา เจิมหรรษา รองอธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ เป็นผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดให้การต้อนรับ Mrs. Petra GÖtell อัยการอาวุโส พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากประเทศสวีเดน ในโอกาสเข้าเยี่ยมเพื่อแสดงความขอบคุณต่อสำนักงานอัยการสูงสุดที่ให้การสนับสนุนและความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการส่งคำร้องขอความช่วยเหลือทางอาญาระหว่างประเทศ และหารือเกี่ยวกับความร่วมมืออันดีอันจะเกิดขึ้นในอนาคต ณ ห้องประชุม 701 ชั้น 7 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 11 – 12 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด เป็นประธานการประชุม เครือข่ายอัยการอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติครั้งที่ 1 (1st Meeting of Mekong Subregion Prosecutor Network against Transnational Organized Crime) หัวข้อ “การต่อต้านอาชญากรรมสัตว์ป่าและกระบวนการฟอกเงินที่เกี่ยวข้อง” ณ โรงแรมเวลาดี จังหวัดนครพนม

รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้ริเริ่มจัดตั้งเครือข่ายอัยการอนุภูมิภาคลุ่มแม่นำ้โขงเพื่อเป็นเวทีให้พนักงานอัยการของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่นำ้โขงที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ชายแดนติดกันและเผชิญกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบเดียวกัน ได้พบปะหารือสร้างความร่วมมือแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกัน โดยในการจัดการประชุมครั้งนึ้ถือเป็นครั้งแรก มีพนักงานอัยการจากกัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม และไทย โดยมี นายชัยชนะ พันธุ์ภักดีดิศกุล ผู้ตรวจการอัยการ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย นำพนักงานอัยการจากจังหวัดที่ตั้งริมแม่นำ้โขงเข้าร่วมการประชุม นอกจากนี้ยังมีผู้แทนสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และผู้ช่วยทูตฝ่ายอัยการ สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตการณ์ และได้รับการสนับสนุนการประชุมจากสถาบันช่วยเหลือด้านกฎหมายและวิชาการ (Institute for Legal Support and Technical Assistance: ILSTA) ประเทศลักเซมเบิร์ก

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมได้หารือแลกเปลี่ยนกฎหมายและประสบการณ์การดำเนินคดีค้าสัตว์ป่าข้ามชาติและการฟอกเงินที่มีประสิทธิภาพ การให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญาในการแสวงหาพยานหลักฐานและการติดตามริบทรัพย์สินของเหล่าอาชญากรข้ามแดน และวันสุดท้ายของการประชุมได้มีการแข่งขันฟุตบอลมิตรภาพอัยการอนุภูมิภาคลุ่มแม่นำ้โขงและเลี้ยงสังสรรค์ โดยหัวหน้าคณะผู้แทนเวียดนามได้ทำพิธีรับมอบการเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 ในปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะจัดที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2567 รองอัยการสูงสุด ได้นำคณะอัยการไทยข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 ไปพบปะประชุมทวิภาคีกับพนักงานอัยการแขวงคำม่วน สปป.ลาว โดยได้หารือความร่วมมือในการดำเนินคดียาเสพติด คดีค้ามนุษย์ข้ามแดนไทย-ลาว การติดตามพยานเพื่อไปเบิกความในศาลระหว่างกัน และคณะผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุดได้เข้าเยี่ยมคารวะนายวันไซ พองสะหวัน เจ้าแขวงคำม่วน สปป.ลาว เพื่อแนะนำคณะอัยการนครพนมและขอรับการสนับสนุนในการปฏิบัติงานตามภารกิจของอัยการเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรอัยการทั้งสองประเทศด้วย

9 ธันวาคม 2567 เวลา 15.00 น. นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด ให้การต้อนรับ H.E. Han Zhiqiang เอกอัครราชทูตพิเศษแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย และคณะ ซึ่งได้เข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งอัยการสูงสุด และขอบคุณสำนักงานอัยการสูงสุด แห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้ให้ความร่วมมือในด้านกระบวนการยุติธรรมเป็นเวลายาวนาน ประกอบกับในปี พ.ศ. 2568 สาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทยไทยกำลังจะเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อคงไว้ซึ่งความร่วมมือทางด้านตุลาการและด้านการบังคับใช้กฎหมาย ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

คณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติจีน (National Commission of Supervision – NCS) และคณะฯ เข้าพบรองอัยการสูงสุด (นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์) เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2567 เวลา 11.00 น. ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับการประสานความร่วมมือระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายด้านการปราบปรามการทุจริตและหน่วยงานยุติธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติจีน (NCS) และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน จึงขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อความมุ่งมั่นและการสนับสนุนจากสำนักงานอัยการสูงสุดที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุความสำเร็จครั้งสำคัญ

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2567 นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด ให้การต้อนรับ Mr. Hiroshi Suda เจ้าหน้าที่ด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime :UNODC) ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก และคณะ เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ พร้อมกันนี้ได้ร่วมหารือข้อราชการและความร่วมมือระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุด และUNODC ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา นายบวร บุญลพ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายพัฒนากฎหมาย 2 และนางสาวสุพัฒนี ภูชฎาภิรมย์ อัยการจังหวัดผู้ช่วย สำนักงานอัยการจังหวัดนาทวี ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมการประชุมเครือข่ายอัยการว่าด้วยกฎหมายพาณิชยนาวี ครั้งที่ 6
การประชุมซักซ้อมแผนบนโต๊ะว่าด้วยการลดความตึงเครียดของสถานการณ์ทางทะเล และการประชุมเจรจาบังคับใช้กฎหมายพาณิชยนาวี ครั้งที่ 15 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย ร่วมกับหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายพาณิชยนาวี 14 หน่วยงาน จากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม โดยนายบวร บุญลพได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยนำเสนอบริบทของประเทศไทยด้านกฎหมายทะเลในการประชุมดังกล่าว

วันอังคารที่ 17 กันยายน 2567 เวลา 10.00 น. นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด และคณะอัยการสำนักงานต่างประเทศ ให้การต้อนรับ Mr. Dieter Wurche เจ้าหน้าที่ประสานงานด้านศุลกากร (Customs Liaison Officer) สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบเพื่อแนะนำตัวอย่างเป็นทางการหลังจากเข้ารับตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประสานงานด้านศุลกากร ณ ประเทศไทย พร้อมหารือข้อราชการและวางแนวทางความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรม ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2567 เวลา 10.30 น. นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด ให้การต้อนรับนายญาณ แคธเนอร์ ผู้ช่วยทูตตำรวจ
สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อแสดงความขอบคุณสำนักงานอัยการสูงสุดสำหรับความร่วมมือ
และมิตรภาพที่ดีระหว่างองค์กร โอกาสนี้ ได้แนะนำผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทยคนใหม่แทนนายญาณ แคธเนอร์ เนื่องจากครบวาระเกษียณอายุ เพื่อจะได้ประสานความร่วมมือกันต่อไปในอนาคต ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด
อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

คณะผู้แทนกระทรวงความมั่นคงสาธารณะสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นำโดยพลตำรวจโท ฝ่าม หง็อก เวียด (Pham Ngoc Viet) อธิบดีกรมความมั่นคงภายใน เข้าพบนายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด และคณะอัยการจากสำนักงานต่างประเทศ เพื่อหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลและสถานการณ์การประสานความร่วมมือในการดำเนินการต่อคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 เวลา 10.00 – 12.00 น.

ด้วยอัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานอัยการ จำนวน 13 คน เข้าร่วมการฝึกอบรมในหัวข้อการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม (Telecom Fraud) หรือ อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cybercrime) ตั้งแต่วันที่ 12 – 21 พฤษภาคม 2567 ณ ศูนย์ฝึกอบรมของสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มณฑลหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมของการประชุมอัยการสูงสุดจีน-อาเซียนครั้งที่ 13 ว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ณ ฐานฝึกอบรมอัยการจีน-อาเซียน โดยมี นายสถาพร ภักดีวงศ์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะพนักงานอัยการเข้าร่วมการอบรมดังกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ฯพณฯ นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะอัยการสูงสุดในโอกาสเข้ารับตำแหน่งและหารือข้อราชการร่วมกัน
เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย – รัสเซีย ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์

 ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566  เวลา 10.00 น. H.E. Dr. Han Zhiqiang เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และคณะเข้าเยี่ยมคารวะนายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุด เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งและหารือข้อราชการร่วมกัน โดยเฉพาะในเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญาและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน  

ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566  เวลา 10.30 น. Dr. Angela Macdonald เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และคณะเข้าเยี่ยมคารวะนายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุด เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และหารือเกี่ยวกับความร่วมมือตามหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทย กับออสเตรเลีย (Australia –Thailand Strategic Partnership)  

วันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2566 นายรอเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และคณะผู้แทนจากสำนักงานกิจการยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานสอบสวนกลาง กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด ประจำสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะอัยการสูงสุดในโอกาสเข้ารับตำแหน่งและหารือข้อราชการ เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทย-สหรัฐฯ ด้านการยุติธรรม ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์

วันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม 2566 Mr. Igor Viktorovich Krasnov (อิกอร์ วิคโตโรวิช คราสนอฟ) อัยการสูงสุดแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะอัยการสูงสุด แห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อหารือข้อราชการร่วมกัน และเข้าร่วมพิธีลงนามความตกลงโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสหพันธรัฐรัสเซียกับสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2566-2567 พร้อมกันนี้ อัยการสูงสุดแห่งสหพันธรัฐรัสเซียและคณะ ยังได้ถือโอกาสเดินทางไปเข้าเยี่ยมคารวะประธานวุฒิสภา เยี่ยมชมอาคารรัฐสภา และเข้าเยี่ยมคารวะประธานกรรมการ สำนักงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และหารือข้อราชการร่วมกัน ก่อนเดินทางกลับในช่วงเวลา 19.35 น.

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 อัยการสูงสุดและพนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ ให้การต้อนรับ ดร. แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยและคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์

นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด นางสาวสมใจ เกษรศิริเจริญ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ พร้อมคณะผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เดินทางไปเข้าร่วมโครงการศึกษาวิจัยเรื่องการติดตามทรัพย์สินคืน (Research Visit on Asset Recovery Management) ระหว่างวันที่ 23 – 27 มกราคม 2566 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และนายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ยังได้เข้าพบ Mr. Bruce Swartz รองผู้ช่วยอัยการสูงสุด เพื่อหารือข้อราชการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา การส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความประทับใจต่อความร่วมมือที่ดีระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุด ประเทศไทย และกระทรวงยุติธรรม ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งยังได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการเฉลิมฉลอง เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีของการลงนามในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

เมื่อวันที่ ๑๔-๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ อธิบดีอัยการ สานักงานต่างประเทศ เข้าร่วมประชุมเวทีกระบวนการยุติธรรมทางอาญาภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ ๑ (1st Criminal Justice Forum for Asia and the Pacific (CRIM-AP)) ซึ่งจัดโดยรัฐบาลญี่ปุ่นและสานักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ผ่านระบบออนไลน์ อันประกอบด้วยสมาชิก เช่น ประเทศกลุ่มอาเซียน สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยสานักงานอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในคณะทางานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา (Working Group- Mutual Legal Assistance) ของ CRIM-AP ซึ่งผู้แทนไทยได้นาเสนอหลักการระบบกฎหมายและประสบการณ์ของไทยและอาเซียนด้านความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญาและการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแก่ที่ประชุม และในพิธีปิดการประชุมได้เป็นตัวแทนเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAJust) กล่าวขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นและ UNODC ที่จัดการประชุมครั้งนี้ได้สาเร็จลุล่วงสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้ปฏิบัติงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญาในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกที่แน่นแฟ้นขึ้น

วันที่ 25 มกราคม 2565 เวลา 10:00-11:00 น. นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุด เป็นประธานร่วม การประชุมทวิภาคีคณะผู้เเทนระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย เเละองค์การอัยการประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในรูปแบบออนไลน์

โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้เเทนระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุดไทยและผู้เเทนฝ่ายองค์การอัยการประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นำโดยนายไซซะนะ โคดพูทอน หัวหน้าองค์การอัยการประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมผู้เเทนระดับสูงเข้าร่วมการประชุม

การประชุมในครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้เเนะนำผู้บริหารชุดใหม่ และหารือในประเด็นการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดไทย เเละองค์การอัยการประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ฉบับปี พ.ศ. 2547 การจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์เพื่อพบปะเเลกเปลี่ยนระหว่างจังหวัด (แขวง) ที่มีชายเเดนติดกัน รวมถึงได้เสนอให้มีการตั้งจุดประสานงานเพื่อความสะดวกในการเเลกเปลี่ยนข้อมูลความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา และการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างกัน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ และคณะ ได้ประชุมทวิภาคีกับ สำนักงานอัยการสูงสุด The Crown Prosecution Service (CPS) และ National Crime Agency (NCA) แห่งสหราชอาณาจักร เรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ

เนื้อหาของการประชุมนั้น ทาง CPS และ NCA ได้นำเสนอโครงสร้าง และอำนาจหน้าที่ของตนเองให้กับสำนักงานต่างประเทศทราบ รวมถึงให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการขั้นตอนในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศที่เคยดำเนินการมา ทั้งนี้ในระหว่างการประชุม ทั้งสำนักงานต่างประเทศ CPS และ NCA ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ติดตามผลการดำเนินการในคดีที่มีระหว่างกัน รวมถึงร่วมกันปรึกษาหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินความร่วมมือระหว่างกัน อาทิ เช่น การรับรองโทษประหาร การสืบพยานโดยวิธีการประชุมทางจอภาพ และรายละเอียดหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาและการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ ด้วยประโยชน์ที่ได้รับจากประชุมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ทั้งสำนักงานต่างประเทศ CPS และ NCA ต่างหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ร่วมประชุมกันอีกครั้ง เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนความรู้ กระชับความสัมพันธ์ และส่งเสริมความร่วมมือที่มีระหว่างกันต่อไป

วันที่ 1 ธันวาคม 2564 นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ อธิบดีอัยการ และพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ได้ร่วมงานสัมมนา หัวข้อ “Casinos in the Mekong and Wider Region: Breeding Grounds for Criminality” จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย โดยการเป็นประธานของ Ms. Julia Feeney อุปทูตฯ และมีเครือข่าย Global Initiative ระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำแม่โขง เจ้าหน้าที่ทางการออสเตรเลีย และเครือข่ายพันธมิตร เข้าร่วมการสัมมนา ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

Mr. Jumpon Phansumrit, Director General, International Affairs Department, the Office of the Attorney General (OAG), Thailand, and Mr. Khamphet Somvorlachit, Director General, Planning and International Cooperation Department, the Office of the Supreme People’s Prosecutor (OSPP), Lao PDR, co-chaired the 2021 Bilateral Meeting between the OAG and the OSPP on International Cooperation via Online VDO Conference.

The meeting was held in the warm brotherhood and cooperative manner among Thai and Lao prosecutor delegates. Issues of international cooperation such as MOU Implementation, Joint Workshop/Seminar and various projects to tighten relationship between the two organizations were discussed. Both parties also consulted operational topics as key practice and challenges in mutual legal assistance and extradition and updated the cases. Close cooperation of the OAG and the OSPP will be upheld through this fruitful meeting.

Ms. Kaori Matsumoto, Project Coordinator of the Southeast Asia Justice Network (SEAJust), and Mr. Richard A. Philippart, President of the Institute for Legal Support and Technical Assistance (ILSTA), Luxembourg, also attended to observe the meeting, expressing their organization mandate to fully support any projects or activities to enhance competency and capacity of the inter-cooperation between the OAG and the OSPP, and also with other law practitioners from neighboring countries in the region, in the future.

(28 October 2021, Bangkok, Vientiane and Vienna)

นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานประเทศ สํานักงานอัยการสูงสุด  และนายคําเพชร สมวรสลจิตร อธิบดีฝ่ายแผนงานและความร่วมมือระหว่างประเทศ สํานักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ร่วมเป็นประธานในการประชุมทวิภาคี 2021 ระหว่าง สำนักงานอัยการสูงสุดของไทยและสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซี่งเป็นการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ

การประชุมจัดขึ้นอย่างอบอุ่นระหว่างผู้แทนอัยการไทยและสปป.ลาว โดยได้หารือในประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การจัดทำบันทึกความเข้าใจ การจัดสัมมนา และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสององค์กร นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้มีการหารือในประเด็นความร่วมมือทางกฎหมายและติดตามความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา ซึ่งการประชุมครั้งนี้ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของ OAG และ OSPP

ในการนี้ Ms. Kaori Matsumoto ผู้ประสานงานโครงการของเครือข่ายยุติธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAJust) และ Mr. Richard A. Philippart ประธานสถาบันเพื่อการสนับสนุนทางกฎหมายและความช่วยเหลือทางเทคนิค (ILSTA) สาธารณรัฐลักเซมเบิร์ก ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม และยังยินดีให้การสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการร่วมมือกันระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดของไทยและสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคในอนาคต

(28 ตุลาคม 2021 กรุงเทพฯ เวียงจันทน์ และเวียนนา)

เมื่อวันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 11.00 น. คณะผู้แทนจากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ได้แก่ (1) นายเจษฎา ทวีกาญจน์ ผู้จัดการโครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง WWF – Greater Mekhong (2) ดร.เปนไท ศิริวัฒน์ เจ้าหน้าที่อาวุโสโครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย WWF-Thailand และ (3) นางสาวประพิมพ์พรรณ เงินทิพย์ ผู้ประสานงานโครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย WWF-Thailand ได้ขอเข้าพบอธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศเพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินโครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศได้มอบหมายให้นางสาวรวีวรรณ อัศวกุล อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ 3 รักษาการในตำแหน่งรองอธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ เป็นผู้แทนในการให้เข้าพบเพื่อหารือฯ และผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศทางกฎหมาย และนายธีรัช ลิมปยารยะ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมต้อนรับและหารือ โดยวัตถุประสงค์การเข้าพบเพื่อหารือในครั้งนี้เป็นไปเพื่อสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างหน่วยงานระดับจังหวัดและระดับประเทศในเขตสามเหลี่ยมทองคำ ประเทศไทย ลาว และเมียนมาร์ พร้อมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานอัยการผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาสั่งฟ้องรวมถึงความสำเร็จในการพิจารณาลงโทษของศาล

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 ผู้แทนจาก National Crime Agency (NCA) ประจำสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรกรุงเทพมหานคร เข้าเยี่ยมคารวะนายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ
โดยผู้แทนจาก NCA ประกอบด้วย
1. Mr. Duncan Burrage, International Liason Office Bangkok
2. Ms. Alisa Koncharoen, the NCA International Liason Office Advisor
3. Mr. Mark Lockett, the NCA International Liason Office Advisor
ในการนี้ อธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศพร้อมด้วยพนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก NCA ซึ่ง  พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ที่เข้าร่วมการต้อนรับประกอบด้วย
1. นางสาวรวีวรรณ อัศวกุล อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ 3
2. นายสกุลยุช หอพิบูลสุข อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
3. นายวีรเดชน์ ไตรทศาวิทย์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด
4. นายกุลชัย ทองลงยา อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด

Mr. Virgaliano Nahan, Indonesian Attorney General Attache to the Embassy of the Republic of Indonesia, paid a courtesy visit to Mr. Singhachai Taninson, the recently appointed incoming Attorney General of the Kingdom of Thailand, on 16 September 2021. The implementation of the MoU on Legal Cooperation between the Thai Office of the Attorney General and the Indoenesian Attorney General’s Office 2013 was discussed to strenghten relationship of the two organizations.

อัยการสูงสุดของอินโดนีเซีย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เข้าเยี่ยมคารวะนายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564 การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ หารือความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดไทยกับสำนักงานอัยการสูงสุดของอินโดนีเซีย พ.ศ. 2556 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสององค์กร

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม 2564  นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ นายยงยุทธ ศรีสัตยาชน ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศทางกฎหมาย นายทนงศักดิ์ มหากุศล และนายเคียงชน  อำนวยสิทธิ์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานต่างประเทศ ได้เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสานสัมพันธ์วันอาเซียน หัวข้อ “ความร่วมมือในอาเซียน : ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา และการคุ้มครองผู้เสียหายซึ่งเป็นพลเมืองอาเซียน” ผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพและสื่อออนไลน์

เมื่อวันที่ 25-26 มีนาคม 2564 นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ที่ปรึกษาศูนย์อาเซียน ฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุม Working Group on International Cooperration ของ UNTOC ครั้งที่ 12 UNODC, Vienna

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 เวลา 11.00 นาฬิกา ต้อนรับเลขานุการเอกฝ่ายยุติธรรมประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย คุณ Mami UENO ซึ่งครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งในฐานะเลขานุการเอกฯ ประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะรองอัยการสูงสุด (นายชัชชม อรรฆภิญญ์) เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับมิตรภาพและความร่วมมือที่มีให้กันตลอดระยะเวลา 3 ปีของการดำรงตำแหน่งในประเทศไทย และได้ถือโอกาสนี้เข้าพบอธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ และบุคลากรของสำนักงานต่างประเทศเพื่ออำลาตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งแนะนำให้รู้จักกับนาย Tomoya Hoshi เพื่อสานต่อมิตรภาพและคงไว้ซึ่งความร่วมมือต่อกันในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งแทน

On 31st March 2021, Ms. Mami UENO, the First Secretary (Justice Attaché) of the Embassy of Japan to Thailand paid a courtesy call upon Mr.Chatchom Akapin, the Deputy Attorney –General, to express her sincere appreciation for the warm friendship and cooperation during her term in Thailand for all 3 years long and her service is completing at the end of March 2021.  In this occasion, Ms. Mami UENO came to meet the Director General (Mr. Jumpon Phansumrit) and the members of the International Affairs Department to make her farewells and introduce her successor, Mr. Tomoya Hoshi, to maintain a good relationship and cooperation between Japan and Thailand.

นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ที่ปรึกษาศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศทางกฎหมาย และ Ms. Kaori Matsumoto ผู้ประสานงานเครือข่ายความร่วมมือทางกฎหมายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAJust) สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมหารือกับ Mr. Paul Stephens และคณะผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุด เครือข่าย SEAJust และประเทศออสเตรเลีย ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 ณ ห้องประชุมสำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด

Jumpon Phansumrit, Director General of the International Affairs Department, Office of the Attorney General, and Ms. Kaori Matsumoto, SEAJust Coordinator, UNODC, met with Mr. Paul Stephens and Australian delegates to discuss on cooperation to combat transnational crimes in Mekong subregion at the Office of the Attorney General.

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563  สำนักงานต่างประเทศ ได้มอบทุนการศุึกษาและของขวัญ ให้กับโรงเรียนคลองเกลือ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2564 

“พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศร่วมรับตัวผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับจากสหรัฐอเมริกา”

เมื่อปลายเดือนกันยายน ๒๕๖๗ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับแจ้งจากผู้ประสานงานกลางของสหรัฐอเมริกาว่า จะมีการส่งตัวนางสาวสุมณทินี ศรีเดช ผู้ต้องหา เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ดังนั้น พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนของผู้ประสานงานกลางแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. ๒๕๕๑ และผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาและรับตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๗ ข้อเท็จจริงในทางสอบสวนคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๘ นางสาวสุมณทินี ศรีเดช ผู้ต้องหาสัญชาติไทย ซึ่งเป็นพนักงานระดับบริหารของบริษัท เดอะแวลลูซิสเต็มส์ จำกัด ในตำแหน่งผู้ช่วยรองประธานกรรมการฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด ได้ร่วมกับพวกอีก ๒ คน กระทำการฉ้อโกงบริษัทฯ โดยลักลอบนำสินค้าโทรศัพท์มือถือของบริษัทไปขายต่อให้กับบุคคลภายนอก รวม ๓๖ ครั้ง โดยแอบอ้างว่ามีการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า แต่ที่จริงไม่มีการสั่งซื้อเกิดขึ้น และผู้ต้องหาได้สั่งให้มีการทำเอกสารใบส่งสินค้า(อินวอย) ในการซื้อขายสินค้าเพื่อให้สมจริง แต่ผู้ต้องหาได้เอาเอกสารดังกล่าวไปเสียเอง ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายสินค้าโทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุงสูญหายไปหลายร้อยเครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย ๑๐๒ ล้านบาทเศษ ซึ่งการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก้ผู้อื่น

ต่อมา เมื่อพนักงานสอบสวนรับแจ้งความร้องทุกข์จากบริษัทผู้เสียหาย จึงได้ทำการสอบสวนและมีการจับกุมผู้ร่วมกระทำผิด ๒ คน จึงได้นำตัวมาดำเนินคดี โดยพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคนร้ายที่ถูกจับกุมตัวต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ส่วนผู้ต้องหาหลบหนีไปประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมาถูกทางการสหรัฐอเมริกาจับกุมตัวได้ที่เมืองลาสเวกัส และทางการสหรัฐอเมริกาได้แจ้งให้ทางการไทยดำเนินการจัดทำคำร้องขอให้ส่งตัวนางสาวสุมณทินี ศรีเดช เป็นผู้ร้ายข้ามแดนแบบเต็มรูปแบบ (full request) ส่งไปยังทางการสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ คดีนี้ เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๑ พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ได้รับคำร้องขอให้ดำเนินการจัดทำคำร้องขอส่งตัวผู้ต้องหาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน โดยอัยการสูงสุดผู้ประสานงานกลางได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือโดยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจัดทำคำร้องจนแล้วเสร็จ และได้ส่งคำร้องขอให้ส่งตัวนางสาวสุมณทินี ศรีเดช ผู้ต้องหา ส่งไปยังผู้ประสานงานกลางของทางการสหรัฐอเมริกา และได้มีการประสานงานตลอดจนให้ข้อมูลในการต่อสู้คดีทั้งในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์แก่พนักงานอัยการของสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด จนกระทั่งได้เดินทางไปรับตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยในที่สุด ในโอกาสนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดขอขอบคุณพนักงานอัยการเขตเนวาด้าและเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐอเมริกา และกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้มีส่วนร่วมในการอำนวยความยุติธรรรมเป็นผลให้การส่งผู้ร้ายข้ามแดนสำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยดี

“สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด
ได้ให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา แก่ทางการสหรัฐอเมริกาในการ ตรวจสอบและหาพยานหลักฐานในคดี นายยุนฮี (Yun He) กับพวก”

สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาแก่ทางการสหรัฐอเมริกา ในการตรวจสอบและหาพยานหลักฐานในคดีนายยุนฮี (Yun He) กับพวก ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมออนไลน์ระดับโลก ที่ต่อมาถูกจับกุมตัวได้ที่ประเทศสิงคโปร์ รายละเอียดเพิ่มเติมปรากฏตามรายงานของ สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์

https://mgronline.com/crime/detail/9670000047180

ข่าวการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ราย นายอีโกร์ นิโคลาเยวิช กูชิน (Mr. Igor Nikolaevich Guzhin)
ข้อหา ร่วมกันจ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จากเว็บไซต์ The Russian Crimes

https://ruscrime.com/thailand-extradites-organizer-of-ritual-murder-to-russia/amp/

เกี่ยวกับสำนักงาน

ก่อนมีการก่อตั้งสำนักงานต่างประเทศ งานที่อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของสำนักงานต่างประเทศในปัจจุบันเป็นงาน ส่วนหนึ่งของสำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย แต่เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการขยายตัวของเศรษฐกิจและ สังคม ผนวกกับความจำเป็นที่ต้องมีหน่วยงานเฉพาะที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อให้ การประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพจึง ได้มีการจัดตั้งสำนักงานต่างประเทศขึ้น โดยมีประวัติตามลำดับดังนี้

พ.ศ. 2539

ตามคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ 423/2539 เรื่อง การจัดระเบียบบริหารราชการและการแบ่งส่วนราชการ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ข้อ 5 ให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด (20) สำนักงานต่างประเทศ (ก) ฝ่ายบริหารทั่วไป สำนักงานต่างประเทศ (ข) ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ (ค) สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ

ข้อ 8 สำนักงานต่างประเทศ มีอธิบดีอัยการฝ่ายเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้าง รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการให้เป็นไปตามนโยบาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด

ข้อ 9 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่าย มีอัยการพิเศษฝ่ายเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างรับผิดชอบในการ ปฏิบัติราชการของสำนักงานให้เป็นไปตามนโยบาย แนวทางและแผนการปฏิบัติราชการของสำนักงานที่สังกัดและสำนักอัยการสูงสุด

ข้อ 11 อำนาจหน้าที่ของส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด (20) สำนักงานต่างประเทศ
มี อำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานติดต่อและประสานงานกับองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ประเทศเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดงานสอบ สวนความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษตามกฎหมายในราชอาณาจักรงานให้ความร่วมมือ และประสานงานระหว่างประเทศทางอาญากับหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศตลอด จนปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย มีดังนี้

(ก)  ฝ่าย บริหารทั่วไป สำนักงานต่างประเทศ มีอำนาจหน้าที่ รับผิดชอบงานด้านธุรการ งานบริหารงานบุคคล งานเลขานุการนักบริหาร งานงบประมาณ งานการเงินและบัญชี งานเกี่ยวกับอาคารสถานที่ พัสดุและยานพาหนะของสำนักงาน ตลอดจนปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

(ข)  ฝ่าย วิเทศสัมพันธ์ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานสำนักงานต่างประเทศ ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด ตลอดจนปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

(ค)  สำนัก งานอัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานสำนักงานต่างประเทศ ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด ตลอดจนปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

 พ.ศ. 2546

          ตามกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ. 2546 ข้อ 2 ให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด (25) สำนักงานต่างประเทศ (ก) ฝ่ายบริหารทั่วไป (ข) ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ (ค) สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ มีอำนาจและหน้าที่ (ก) รับผิดชอบการติดต่อและประสานงานกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศเกี่ยวกับ เรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด งานสอบสวนความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งผู้กระทำความผิดจะต้อง
รับโทษตาม กฎหมายในราชอาณาจักร งานให้ความร่วมมือและประสานงานระหว่างประเทศทางอาญากับหน่วยงานภายในประเทศ และต่างประเทศ (ข) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย ให้ส่วนราชการในสำนักงานต่างประเทศ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(ก)   (ก)   ฝ่ายบริหารทั่วไป มีอำนาจหน้าที่

    1)  รับ ผิดชอบงานธุรการ งานสารบบคดี งานบริหารงานบุคคล งานเลขานุการนักบริหาร งานงบประมาณ งานการเงินและบัญชี และงานเกี่ยวกับอาคารสถานที่ พัสดุ และยานพาหนะของสำนักงานต่างประเทศ

     2)  ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

(ข)    (ข) ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มีอำนาจหน้าที่

         1)  รับผิดชอบงานสำนักงานต่างประเทศตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

         2)  ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

(ค)    (ค) สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ มีอำนาจหน้าที่

         1)  รับผิดชอบงานสำนักงานต่างประเทศตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

         2)  ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

 พ.ศ. 2554

          ตามประกาศคณะกรรมการอัยการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงาน และการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ. 2554 ข้อ 6 ให้แบ่งหน่วยงานราชการอัยการออกเป็นหน่วยงานราชการภายในของสำนักงานอัยการ สูงสุด (4) สำนักงานต่างประเทศ (ก) สำนักอำนวยการ (ข) สำนักวิเทศสัมพันธ์ (ค) สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ 1-3 มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

          สำนักงานต่างประเทศ มีอธิบดีอัยการเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ
มีอำนาจะและหน้าที่

(ก)      รับ ผิดชอบงานความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา งานดำเนินคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน งานสอบสวนคดีความผิดนอกราชอาณาจักร งานโอนตัวนักโทษ งานต่อต้านการค้ามนุษย์
งานดำเนินการเรื่องการลักพา เด็กข้ามชาติ งานต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และงานติดต่อประสานงานกับองค์กรระหว่างประเทศหรือหน่วยงานต่างประเทศเกี่ยว กับเรื่องที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด

(ข)      รับ ผิดชอบงานประชุม เจรจา และให้ความเห็นเกี่ยวกับอนุสัญญา สนธิสัญญา และความตกลงระหว่างประเทศ งานจัดทำรายงานตามพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศที่ เกี่ยวข้อง งานตอบข้อหารือและให้ข้อมูลตามที่ต่างประเทศร้องขอและงานจัดการประชุม ระหว่างประเทศ

(ค)      รับผิดชอบงานทุนการศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย และดูงาน ณ ต่างประเทศ
การขอรับทุน ฝึกอบรม และปฏิบัติการวิจัย ติดตามผลและดำเนินการอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับทุนหรือ
ผู้ได้รับทุนดังกล่าว งานการเดินทางไปราชการต่างประเทศงานจัดเตรียมเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
เพื่อใช้ในการประชุมระหว่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับหน่วยงานในต่างประเทศ

(ง)       จัดแปลหนังสือและเอกสารต่าง ๆ เป็นภาษาต่างประเทศหรือเป็นภาษาไทยและงานจัดหาล่าม

(จ)      ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

ให้หน่วยงานราชการในสำนักงานต่างประเทศ มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(ก)    สำนักอำนวยการ มีอำนาจและหน้าที่

     1)  รับ ผิดชอบงานธุรการ งานสารบบเรื่อง งานบริหารงานบุคคล งานเลขานุการนักบริหาร งานงบประมาณ งานการเงินและบัญชี และงานเกี่ยวกับอาคารสถานที่ พัสดุและยานพาหนะของสำนักงานต่างประเทศ

     2)  ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏฺบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือ
ที่ได้รับมอบหมาย

(ข)    สำนักวิเทศสัมพันธ์ มีอำนาจและหน้าที่

     1)  รับผิดชอบงานสำนักงานต่างประเทศตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

     2)  รับ ผิดชอบงานทุนการศึกษารับผิดชอบงานทุนการศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย และดูงาน ณ ต่างประเทศการขอรับทุน ฝึกอบรม และปฏิบัติการวิจัย ติดตามผลและดำเนินการอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับทุนหรือผู้ได้รับทุนดังกล่าว งานการเดินทางไปราชการต่างประเทศ งานจัดเตรียมเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการประชุมระหว่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับหน่วยงาน
ในต่างประเทศ

     3)  รับ ผิดชอบงานดูแลต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้แก่หน่วยงานในต่างประเทศ ตลอดจนเจ้าหน้าที่หรือชาวต่างประเทศผู้มาเยือนหรือติดต่อราชการกับสำนักงาน อัยการสูงสุด

     4)  ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

(ค)      สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ 1-3 มีอัยการพิเศษฝ่ายเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ มีอำนาจและหน้าที่

     1)  รับผิดชอบงานสำนักงานต่างประเทศตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

     2)  ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย: บทบาทและหน้าที่

ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ สำนักงานอัยการสูงสุดได้รับการกำหนดให้เป็นหนึ่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นอิสระดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๘ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นองค์กรหลักในการดำเนินคดีอาญา การให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ การเป็นตัวแทนของรัฐบาลในชั้นศาล และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา สำนักงานอัยการสูงสุดปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินคดีและการอำนวยความยุติธรรมอย่างอิสระ โดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง อีกทั้งการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นๆ ของสำนักงานอัยการสูงสุดก็มีความเป็นอิสระและแยกออกจากข้าราชการพลเรือนทั่วไปเช่นกัน


หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของสำนักงานอัยการสูงสุด คือ การมีอำนาจสอบสวนคดีที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ในกรณีที่ความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดย่อมมีอำนาจในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐ นอกจากนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาโดยมีอัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลางเป็นผู้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา (MLA) และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตลอดจนเป็นผู้ประสานงานกลางภายใต้อนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาเด็กข้ามชาติ


บทบาทและหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ทำให้สำนักงานอัยการสูงสุดสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดรับมือกับรูปแบบอาชญากรรมในปัจจุบันซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงภายในเขตอำนาจรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาชญากรรมที่มีลักษณะข้ามพรมแดนในรูปแบบของอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กรด้วย นอกจากนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดยังร่วมมือกับองค์กรอัยการในประเทศต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน

อำนาจและหน้าที่

อำนาจและหน้าที่หลักของสำนักงานอัยการสูงสุดในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ประกอบด้วย

1. การอำนวยความยุติธรรมทางอาญา

• การสอบสวน โดยทั่วไป พนักงานอัยการไม่มีอำนาจในการสอบสวน โดยในคดีอาญา เมื่อได้รับคำร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่ตำรวจย่อมเป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวนแต่เพียงผู้เดียว และเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นลง พนักงานอัยการจึงจะพิเคราะห์พยานหลักฐานและพิจารณาว่าควรมีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลหรือไม่ อย่างไรก็ดี พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนได้ในบางกรณี เช่น คดีเยาวชน การชันสูตรพลิกศพ ความผิดนอกราชอาณาจักร และการสอบสวนคดีพิเศษ

• การฟ้องคดีและการพิจารณาคดี พนักงานอัยการเป็นผู้ตรวจสอบพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนส่งมาและพิจารณาว่าเพียงพอที่จะมีคำสั่งฟ้องหรือคำสั่งไม่ฟ้อง โดยหากมีคำสั่งฟ้อง พนักงานอัยการจะยื่นคำฟ้องต่อศาลและนำเสนอพยานหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งพนักงานอัยการยังรับผิดชอบการเรียกทรัพย์สินหรือค่าสินไหมทดแทนคืนแทนผู้เสียหาย และสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลสูงได้ตามความจำเป็น

2. การรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

พนักงานอัยการมีฐานะเป็นที่ปรึกษากฎหมายของหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ โดยการให้คำปรึกษาทางกฎหมายและตรวจร่างสัญญา ตลอดจนเป็นตัวแทนของหน่วยงานของรัฐในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางแพ่ง
คดีภาษี คดีแรงงาน หรือคดีปกครอง

3. การคุ้มครองสิทธิและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน

พนักงานอัยการเป็นตัวแทนให้กับบุคคลที่ประสงค์จะอาศัยคำสั่งศาลเพื่อบังคับตามสิทธิของตน เช่น การจัดการมรดกหรือการรับบุตรบุญธรรม รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่อาศัยอยู่ในประเทศและต่างประเทศ โดยให้บริการ เช่น การให้คำปรึกษาทางกฎหมายและการระงับข้อพิพาท ตลอดจนได้มีการจัดตั้งสำนักงานเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ดังกล่าว ได้แก่ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค และสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ

4. ความร่วมมือระหว่างประเทศ

สำนักงานอัยการสูงสุดมีบทบาทสำคัญในการดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และการหมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ต
โดยอัยการสูงสุดมีในฐานะเป็นผู้ประสานงานกลางในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญาและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตลอดจนตามอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาเด็กข้ามชาติ นอกจากนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดยังรับผิดชอบในการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและการดำเนินการให้เป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยมีสำนักงานต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนภารกิจดังกล่าวของสำนักงานอัยการสูงสุด

5. การวิจัยและพัฒนากฎหมาย

สำนักงานอัยการสูงสุดติดตามแนวโน้มของประเด็นทางกฎหมายใหม่ ๆ โดยมีสำนักงานวิชาการทำหน้าที่ทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และเป็นศูนย์กลางในการวิจัยและพัฒนากฎหมาย นอกจากนี้ สถาบันนิติวัชร์ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ ยังทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยบนหลักการและมาตรฐานระหว่างประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

บทบาทและหน้าที่ที่ครอบคลุมเหล่านี้ช่วยให้สำนักงานอัยการสูงสุดสามารถอำนวยความยุติธรรมและรักษาหลักนิติธรรมในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิสัยทัศน์ (Vision)

“องค์กรนำในการใช้กฎหมาย เพื่อรักษาความยุติธรรมให้กับประชาชนและสังคม”


พันธกิจ (Missions)

1. ยกระดับคุณภาพมาตรฐานงานตามภารกิจ ด้านการอํานวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและช่วยเหลือทาง กฎหมายแก่ประชาชนให้มีคุณภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา
2. พัฒนาความร่วมมือ บูรณาการเครือข่ายองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้านการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศ
3. เพิ่มศักยภาพมาตรฐานกลไกการบริหารจัดการระบบงานและกระบวนการทํางานที่สําคัญ รวมทั้งการพัฒนาระบบติดตามประเมินผลและระบบจัดการองค์ความรู้เพื่อมุ่งสู่การสร้างนวัตกรรมโดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นพื้นฐาน
4. พัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพคู่คุณธรรมตามหลักธรรมาภิบาล บุคลากรมีสมรรถนะสูง มีคุณธรรม จริยธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี


โครงสร้าง (Structure)


วัฒนธรรมองค์กร

Draft สลับไป อังกฤษ

บุคลากร

ทำเนียบผู้บริหารสำนักงานต่างประเทศ

ชื่อ-นามสกุลวาระการดำรงตำแหน่ง
นายคัมภีร์ แก้วเจริญ13 ตุลาคม 2540 – 30 กันยายน 2542
นายประพันธ์ นัยโกวิท1   ตุลาคม 2542 – 30 กันยายน 2543
นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์1 ตุลาคม 2543 – 10 พฤศจิกายน 2545
นายถาวร พานิชพันธ์11   พฤศจิกายน 2545 – 30 กันยายน 2546
นายตระกูล วินิจนัยภาค1   ตุลาคม 2546 – 30 พฤศจิกายน 2548
นายวีรพล ปานะบุตร1   ธันวาคม 2548 – 16 ตุลาคม 2549
นายสัมพันธ์ สาระธนะ17 ตุลาคม 2549 – 31 มีนาคม 2551
นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ1   เมษายน 2551 – 30 กันยายน 2554
นายวันชัย รุจนวงศ์1   ตุลาคม 2554 – 14   ตุลาคม 2556
นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา15   ตุลาคม 2556- 6 กรกฎาคม 2557
นายวันชัย รุจนวงศ์7 กรกฎาคม 2557 – 30 กันยายน 2558
นายอำนาจ โชติชัย1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2561
นายชัชชม อรรฆภิญญ์1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2563
นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์1 ตุลาคม 2563 – 30 กันยายน 2565
นางสาวสมใจ เกษรศิริเจริญ 1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2568
นายเจริญ ตันชัชวาล1 ตุลาคม 2568 – ปัจจุบัน

เอกสารเผยแพร่

  • ขั้นตอนการขออนุมัติเดินทางไปราชการต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศและกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง (PDF)
  • เอกสารหลักฐานสำหรับประกอบการเบิกค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว กรณี เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม (PDF)
  • เอกสารประกอบคำร้องขอคดีลักเด็ก (Documentation for Application uder the Hague Convention) (Word,PDF)
  • คำร้องขอตามอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาเด็กข้ามชาติในการขอให้ส่งคืนตัวเด็กที่ถูกลักพาตัว (Word,PDF)
  • Application under the Hague Convention on the Civil Aspects of International Child Abduction for theReturn of a Child Abducted (Word,PDF)

ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 (แก้ไขล่าสุด พ.ศ. 2559) เป็นกรอบในการดำเนินความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวกำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ประสานงานกลางซึ่งมีอำนาจในการพิจารณาขอและให้ความร่วมมือทางอาญาระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยพนักงานอัยการ สำนักงานกิจการต่างประเทศ จะเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยขอบเขตการขอและให้ความช่วยเหลือจะเป็นไปตามพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา และสนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา

ปัจจุบันประเทศไทยมีสนธิสัญญาเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญากับประเทศต่างๆประกอบไปด้วย ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม แคนาดา จีน ฝรั่งเศส อินเดีย เกาหลีใต้ นอร์เวย์ เปรู โปแลนด์ ศรีลังกา ยูเครน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

ประเภทของความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา
การสืบพยานบุคคลและการสอบปากคำบุคคล
-การจัดหาให้ซึ่งเอกสาร บันทึก และพยานหลักฐาน
-การส่งเอกสาร
-การโอนตัวบุคคลที่ถูกคุมขังเพื่อการสืบพยานบุคคล
-การสืบหาตัวบุคคล
-การปฏิบัติตามค้าร้องขอในการค้นและยึด
-การให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการติดตามทรัพย์สิน
-การเริ่มกระบวนการทางอาญาตามค้าร้องขอ  

การจัดส่งเอกสาร
หน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะส่งคำร้องขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาไปยังต่างประเทศ สามารถส่งมาได้ที่ “สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210”

ติดต่อสอบถาม
หากต้องการติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินการขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์ 0 2142 1637 โทรสาร 0 2143 9791, 0 2143 9792 Email: inter@ago.go.th

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน         
การส่งผู้ร้ายข้ามแดนมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันอาชญากรรมและติดตามผู้หลบหนีคดีอยู่ในต่างประเทศกลับมาดำเนินคดี รัฐบาลไทยอาจพิจารณาส่งบุคคลเป็นข้ามแดน หรือร้องขอผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อการฟ้องร้อง ดำเนินคดีหรือรับโทษตาม​คำพิพากษาของศาลในความผิดทางอาญา สำหรับประเทศไทย กำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ประสานงานกลางในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยมีสำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุดรับผิดชอบกระบวนการร้องขอผู้ร้ายข้ามแดนทั้งขาเข้าและขาออก

คำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน        
ในการส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดน หรือร้องขอผู้ร้ายข้ามแดน จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 และสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ได้ทำกับประเทศต่าง ๆ โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่ หลักความผิดอาญาสองรัฐ หลักไม่ลงโทษในความผิดเดียวกันซ้ำกัน หลักลงโทษได้เฉพาะความผิดที่ร้องขอ หลักการต่างตอบแทน และต้องมิใช่ควเอกสารหลักฐานที่ต้องการในการจัดทำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ขาออก)

เอกสารหลักฐานที่ต้องการในการจัดทำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ขาออก)        
หน่วยงานที่ประสงค์ให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะต้องจัดทำสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดี เอกสารคำแถลง หรือพยานหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งเพียงพอที่จะระบุรูปพรรณสัณฐานและที่อยู่ที่อาจเป็นไปได้ของบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว รวมถึงบทบัญญัติของกฎหมายที่ระบุองค์ประกอบสำคัญและที่กำหนดฐานความผิดและบทกำหนดโทษในความผิดที่ขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน บทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดอายุความในการฟ้องคดี หรือในการดำเนินการลงโทษสำหรับความผิดนั้น พร้อมทั้งหมายจับ และพยานหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นบุคคลเดียวกันกับที่ระบุไว้ในหมายจับ โดยเอกสารทั้งหมดจะต้องมีการลงลายมือชื่อหรือตราประทับอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งแนบคำแปลภาษาอังกฤษที่ได้รับการรับรองด้วยามผิดเกี่ยวกับการเมืองหรือความผิดทางการทหาร

การจัดส่งคำร้องขอ
คำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนขาเข้า จะต้องจัดส่งโดยผู้ประสานงานกลางของประเทศผู้ร้องขอโดยส่งผ่านวิถีทางการทูตเท่านั้น ส่วนคำร้องขอผู้ร้ายข้ามแดนขาออก หน่วยงานที่ประสงค์ให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนสามารถเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดผู้ประสานงานกลาง หากท่านมีข้อสงสัยในเรื่องกระบวนการและขั้นตอนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน สามารถติดต่อพนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศได้โดยตรงที่อีเมล inter@ago.go.th

การลักพาเด็กข้ามชาติ
ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก       
อัยการสูงสุดหรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมาย เป็นผู้ประสานงานกลาง มีอำนาจหน้าที่ในการประสานงานตามพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. 2555 ดังต่อไปนี้
(1) รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ร้องขอ
(2) พิจารณาและวินิจฉัยว่าจะควรจะให้หรือขอความช่วยเหลือหรือไม่
(3) ให้ความร่วมมือกับผู้ประสานงานกลางหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของต่างประเทศ รวมทั้งติดตามและเร่งรัดเพื่อให้มีการส่งตัวเด็กกลับคืนโดยเร็วและเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อื่นตามพระราชบัญญัตินี้
(4) สืบหาแหล่งที่อยู่ของเด็กซึ่งถูกพาตัวมาหรือถูกกักตัวตามพระราชบัญญัตินี้
(5) ดำเนินการเพื่อให้มีการปกป้องเด็กมิให้ได้รับอันตราย หรือป้องกันการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย (6) ดำเนินการเพื่อให้มีการส่งตัวเด็กกลับคืนโดยสมัครใจหรือเพื่อระงับข้อขัดแย้งอย่างฉันท์มิตรและเป็นธรรม
(7) แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก
(8) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายของประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
(9) ดำเนินการเพื่อให้มีการส่งตัวเด็กกลับคืนหรือเพื่อให้การใช้สิทธิในการพบและเยี่ยมเยียนเด็กเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
(10) จัดให้มีพนักงานอัยการ ทนายความ หรือที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้มีการส่งตัวเด็กกลับคืนหรือเพื่อให้มีการใช้สิทธิในการพบและเยี่ยมเยียนเด็กเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
(11) ดำเนินการอย่างอื่นเพื่อให้การให้หรือการขอความช่วยเหลือตามพระราชบัญญัตินี้บรรลุผล

ติดต่อหน่วยงาน

สำนักงานต่างประเทศ
สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ชั้น 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0 2142 1637
โทรสาร 0 2143 9791, 0 2143 9792
e-mail : inter@ago.mail.go.th

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายวิเทศสัมพันธ์
สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ชั้น 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0 2142 1639
โทรสาร 0 2143 9793
e-mail : interrd@ago.mail.go.th

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ 1
สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ชั้น 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0 2142 1660
โทรสาร 0 2143 9797
e-mail : inter1@ago.mail.go.th

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ 2
สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ชั้น 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0 2142 1440
โทรสาร 0 2143 9795
e-mail : inter2@ago.mail.go.th

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ 3
สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ชั้น 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0 2142 1632
โทรสาร 0 2143 9789
e-mail : inter3@ago.mail.go.th

ศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศทางกฎหมาย
สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด
ชั้น 5 ศูนย์ราชการฯ อาคาร เอ ถนนแจ้งวัฒนะ
แขวงทุ่งสองห้อง  เขตหลักสี่  กรุงเทพมหานคร  10210
โทรศัพท์ 02-142 1630 , 0 2142 3032  โทรสาร  02-143 9790
E-mail : asean@ago.mail.go.th ,  asean.ago@gmail.com