เกี่ยวกับสำนักงาน

ประวัติความเป็นมาของสำนักยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผน
  • กระบวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ. 2551 – 2554 ในการวิเคราะห์ SWOT พบจุดอ่อนประการหนึ่ง คือ สำนักงานอัยการสูงสุดยังขาดระบบในการถ่ายทอดความรู้และนโยบายของหน่วยงานแก่ผู้ปฏิบัติโดยต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับการประเมินคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) โดย พบว่าในช่วงของแผนฯ ที่ผ่านมาเมื่อจัดทำแผนฯ เสร็จเรียบร้อยและแจ้งทุกหน่วยงานทราบแล้วขาดหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ในการผลักดันและขับเคลื่อนให้การปฏิบัติตามแผนฯ บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมทั้งการของบประมาณมาดำเนินงานในแต่ละปีก็ยังไม่สอดคล้องกับแผนฯ ส่งผลให้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ไม่บรรลุผลตามเป้าหมายตัวชี้วัดที่กำหนดไว้เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี พ.ศ. 2551 – 2554 ของสำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้กำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรง ต่ออัยการสูงสุดเพื่อทำหน้าที่เร่งรัดให้มีการปฏิบัติตามโครงการที่กำหนดไว้ ในแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ. 2551 – 2554 โดยทำหน้าที่แปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ (Implementation Strategy) อย่างเป็นรูปธรรมและกำกับดูแลการปฏิบัติการตามแผนฯ ดังกล่าว
  • ผลจากการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ. 2551 – 2554 ดังกล่าวประกอบกับแนวความคิดทางวิชาการในเรื่องสำนักบริหารยุทธศาสตร์ จึงมีแนวคิดในการจัดตั้งศูนย์บริหารยุทธศาสตร์ (The Center Of Strategie Management : CSM) ขึ้นในสำนักงานอัยการสูงสุด โดยสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการได้เสนอเรื่องการจัดตั้ง “ศูนย์บริหารยุทธศาสตร์” (The Center Of Strategie Management : CSM) เป็น หน่วยงานภายในขึ้นในสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในเรื่องการบริหารยุทธศาสตร์อย่างจริงจังเป็น การเฉพาะ มีลักษณะเป็นหน่วยงานขนาดเล็ก คล่องตัว ขึ้นตรงต่ออัยการสูงสุด ทำหน้าที่เป็น “เจ้าภาพ” ในการเชื่อมโยงให้หน่วยงานปฏิบัติการตามภารกิจต่าง ๆ ของสำนักงานอัยการสูงสุดจัดทำแผนโครงการและขับเคลื่อนแผนงานโครงการตาม ยุทธศาสตร์ในระดับต่าง ๆ ของสำนักงานอัยการสูงสุดไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลและผลักดันให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงรวมถึงการส่งเสริมให้มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ เกี่ยวกับการนำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายนโยบายและแผน ซึ่งขณะนั้นสังกัด สำนักงานคณะกรรมการอัยการ ซึ่งพิจารณาในเรื่องนี้เห็นด้วยว่า สำนักงานอัยการสูงสุดจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการบริหาร ยุทธศาสตร์ดังกล่าว แต่เห็นว่าลำพังการจัดตั้งเป็นศูนย์บริหารยุทธศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวยัง ไม่อาจทำให้การบริหารงานตามยุทธศาสตร์ของสำนักงานอัยการสูงสุดประสบผล สำเร็จ แต่สำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องมีหน่วยงานที่มุ่งเน้นการบริหารงานใน รูปแบบที่มองภาพรวมของการบริหารจัดการไว้ในกลุ่มงานเดียวกันเพื่อให้การทำ งานสอดประสานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้เกิดความคล่องตัวพัฒนาทันความ เปลี่ยนแปลงและเป็นการสนองตอบต่อนโยบายของรัฐ และเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในการบริหารจัดการแผนการบริหารยุทธศาสตร์ การบริหารแผนงบประมาณ รวมถึงกลไกอื่น ๆ ที่จะเกื้อหนุนงานข้างต้นดังกล่าว จึงเห็นควรให้มีการปรับส่วนราชการภายในสำนักงานนโยบายและแผน โดยจัดตั้งเป็นสำนักงานนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงบประมาณขึ้น โดยงานด้านบริหารยุทธศาสตร์จะเป็นส่วนหนึ่งของงานในสำนักงานนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงบประมาณ ซึ่งอัยการสูงสุดเห็นชอบและนำเรื่องเสนอคณะกรรมการอัยการพิจารณาให้ความเห็นชอบ และต่อมาได้มีคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุด  ที่ 147/2551 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2551 เรื่องการแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานอัยการสูงสุดเพิ่มเติม ได้จัดตั้งสำนักงานนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงบประมาณขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 เป็นต้นไป
  • เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีประกาศคณะกรรมการอัยการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงาน และการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ. 2563 กำหนดให้มีส่วนราชการภายในขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้จัดตั้งสำนักยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผน ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 โดยยกฐานะจากสำนักงานระดับฝ่าย ไปเป็นสำนักงานระดับสำนักมีผู้อำนวยการสำนักเป็นผู้บังคับบัญชา  ใช้ชื่อย่อสำนักงานว่า “สนผ.”
  • ต่อมาคณะกรรมการอัยการมีมติให้ปรับโครงสร้างหน่วยงานภายในของสำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้การเชื่อมโยงการดำเนินงานเป็นเอกภาพและลดความซ้ำซ้อน ทำให้การผลักดันการดำเนินการของสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นไปตามเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ โดยให้รวมสำนักพัฒนาระบบบริหาร และสำนักยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผน เข้าด้วยกันเป็นหน่วยงานเดียว ใช้ชื่อว่า สำนักยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผน และให้ยกเลิก (ง) และ (จ)ของวรรคสองของข้อ 10 แห่งประกาศคณะกรรมการอัยการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงาน และการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ. 2563 ดังปรากฏในประกาศราชกิจจานุเบกษาเล่ม 138 ตอนที่ 65 ก เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 ประกาศคณะกรรมการอัยการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงาน และการอำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2564 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป
อำนาจหน้าที่
  1. รับผิดชอบงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติราชการสี่ปีหรือแผนปฏิบัติราชการระยะยาว และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของสำนักงานอัยการสูงสุด
  2. รับผิดชอบงานดำเนินการพัฒนายุทธศาสตร์และแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งการติดตามให้มีการปฏิบัติตามแผนงานหรือโครงการ และประเมินผลการปฏิบัติตามแผนงานหรือโครงการที่กำหนดในแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติราชการสี่ปีหรือแผนปฏิบัติราชการระยะยาว และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของสำนักงานอัยการสูงสุด งานติดตาม ประเมินผล และจัดทำรายงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการในสำนักงานอัยการสูงสุด และเสนอแนะให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานราชการในสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และการพัฒนาระบบราชการ
  3. รับผิดชอบงานสื่อสารยุทธศาสตร์ สร้างความเข้าใจกับบุคลากรเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ขององค์กร สร้างความเชื่อมโยงกลยุทธ์ของหน่วยงาน จัดลำดับความสำคัญของยุทธศาสตร์ และจัดให้มีการประชุมเพื่อรายงานสรุปผลการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ ประสานและดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการร่วมกับหน่วยงานกลางต่าง ๆ และหน่วยงานราชการในสำนักงานอัยการสูงสุด
  4. รับผิดชอบงานจัดทำข้อเสนอแนะและความคิดริเริ่มใหม่ตามยุทธศาสตร์และจัดระบบการวัดผลการดำเนินงาน กำหนดมาตรฐานการทำงาน วิเคราะห์และรายงานผลการดำเนินงาน
  5. รับผิดชอบงานเสนอแนะและจัดทำนโยบายการบริหารงานและการดำเนินงานของสำนักงานอัยการสูงสุดให้สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ นโยบายของรัฐบาล แผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  6. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย