ความเป็นมาของนโยบายการพัฒนากฎหมายของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๗๔/ ๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ . ศ. ๒๕๔๗ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมาย เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจนกฎหมายที่มีอยู่ตามไม่ทันเหตุการณ์ ทั้งในส่วนเนื้อหาและกระบวนทัศน์ ทำให้การใช้บังคับกฎหมายเกิดความ ไม่เป็นธรรมขึ้นประกอบกับปี พ.ศ.๒๕๔๗ นี้เป็นปีที่ครบรอบ ๒๐๐ ปี ของการประกาศใช้กฎหมายตรา ๓ ดวง จึงเห็นควรนำกฎหมายที่ไม่มีสภาพใช้บังคับหรือกฎหมายที่ล้าสมัยมาสังคายนาทั้งระบบ โดยการแบ่งงานกันทำในลักษณะทีมงานและในแต่ละทีมจะประกอบด้วยบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญหลายสาขาเพื่อทำการศึกษาปัญหาร่วมกันก่อนที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทำการยกร่างกฎหมายเพื่อให้กฎหมายมีความสมบูรณ์เป็นกฎหมายที่ดีมีความเป็นธรรมทั้งในการให้โอกาสและการใช้บังคับ ซึ่งหากมีกฎหมายที่ดี ใช้บังคับแล้วก็จะเป็นเครื่องมือที่ดี ในการป้องกัน การทุจริตคอรัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการสังคายนาระบบกฎหมาย ดังกล่าว จะต้องเร่งดำเนินการ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งนี้สามารถแยกดำเนินการเป็นเรื่อง ๆ ได้ นอกจากนี้ คณะกรรมการหรือคณะทำงานอาจจะมอบหมายให้บุคคลหรือสถาบันการศึกษาทำการศึกษาวิจัยกฎหมายในเรื่องนั้น ๆ ได้ ทั้งนี้ จะเป็นการสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการป้องกัน และปราบปรามคอรัปชั่น ซึ่งรัฐบาลจะประกาศนโยบายดังกล่าว ในวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๗
ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ดำเนินการด้านวิจัย ปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย รวม ๙ หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยมีคณะกรรมการกฤษฎีกาอีก ๑๒ คณะ คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย การวิจัยส่วนบุคคลสำนักงานอัยการสูงสุด คณะนิติศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ กระทรวงยุติธรรม สภาวิจัยแห่งชาติสาขานิติศาสตร์ และกระทรวงต่าง ๆ ที่มีคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายของตนซึ่งแต่ละหน่วยงานได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายแต่ยังไม่เป็นระบบ รัฐบาลจึงได้แต่งตั้ง “ คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนากฎหมาย” ขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรี ๓ ท่าน เป็นรองประธาน สำหรับกรรมการอื่น มีโครงสร้างมาจาก ๓ แนวทาง คือ กรรมการ โดยตำแหน่งจากภาครัฐ กรรมการโดยตำแหน่งจากคณบดีคณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งและจากมหาวิทยาลัยเอกชน ๒ แห่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๘ คน สำหรับภารกิจของคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมาย มีดังต่อไปนี้
๑. ภารกิจเฉพาะหน้า
– ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
– ปรับปรุงกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น ๘ ด้าน และแต่ละด้านจะมีคณะอนุกรรมการรับไปพิจารณา โดยแยกเป็นคณะอนุกรรมการ ๘ คณะ ดังนี้
( ๑) คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารสิทธิให้มีความเป็นเอกภาพ
( ๒) คณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมาย ตามยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาความยากจน
( ๓) คณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันเพื่อการพัฒนาประเทศ
( ๔) คณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงระบวนการยุติธรรมของรัฐและติดตามการบังคับใช้กฎหมาย
( ๕) คณะอนุกรรมการลดและเลิกกฎหมายที่สร้างภาระโดยไม่จำเป็นแก่ประชาชน
( ๖) คณะอนุกรรมการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาออกกฎหมายและพัฒนาบุคลากรทางกฎหมาย
( ๗) คณะอนุกรรมการจัดทำประมวล กฎหมายเพื่อความสะดวกของประชาชนในการค้นคว้า
( ๘) คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นและการประชาสัมพันธ์
๒. ภารกิจระยะยาว
๒.๑ แยกประมวลกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายพาณิชย์ออกจากกันเป็น คนละฉบับ
๒.๒ ปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ทันสมัยและแล้วเสร็จโดยเร็ว
๒.๓ เสนอแนะการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาวิชานิติศาสตร์และอาจมีการตั้งสภานิติศึกษา
๒.๔ จัดตั้งสถาบันพัฒนากฎหมายโดยเฉพาะ
(คัดลอกมาจาก http://www.legalreform.go.th/ ด้วยความขอบคุณ)

