พิธีปิดโครงการอบรม หลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 12 (พ.ศ. 2568)
วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.30 น. นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีปิดโครงการอบรม หลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 12 (พ.ศ. 2568) ซึ่งสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการจัดขึ้น ณ ห้องบอลรูม 1 ชั้น 3 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
โอกาสนี้ อัยการสูงสุด ได้กล่าวแสดงความยินดีพร้อมให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรดังกล่าวว่า อัยการพิเศษฝ่าย เป็นตำแหน่งหัวหน้าพนักงานอัยการและเป็นผู้บริหารในสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด จึงนับได้ว่าเป็นตำแหน่งของนักบริหารที่มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการพิจารณาสั่งคดี ควบคุมดูแลการดำเนินคดี และการปฏิบัติงานตามภารกิจของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายให้เป็นไปด้วยความถูกต้องสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าเพื่อบรรลุตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์และนโยบายการบริหารงานของสำนักงานอัยการสูงสุด ในโอกาสที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายหรือผู้บริหารในองค์กรจึงจำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้มีความรอบรู้ และก้าวทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างสม่ำเสมอรวมถึงการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าที่ การเสริมสร้างและพัฒนาบุคลิกภาพ วิสัยทัศน์ คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ตลอดจนการขับเคลื่อนภารกิจของสำนักงาอัยการสูงสุดในการอำนวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโปร่งใสและตรวจสอบได้ เป็นที่เชื่อมั่นของสังคมและของประชาชนสืบไป
นางวลัยรัตน์ บุญประสงค์ อธิบดีอัยการ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการกล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะและทัศนคติสำหรับผู้บริหารงานยุติธรรมระดับสูง ให้มีความรู้และทักษะการบริหารงานที่ทันสมัยเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และความรู้เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บริหารงานระดับสูง รวมทั้งการพัฒนาและการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนางานในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ หลักสูตรการอบรมประกอบไปด้วยการอบรมส่วนวิชาการ การสัมมนา การจัดทำเอกสารวิชาการ การศึกษาดูงานของข้าราชการอัยการ จำนวน 77 คน และบุคลากรจากหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐ และเอกชน จำนวน 7 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 84 คน




















