ข่าวประชาสัมพันธ์

การประชุมติดตามการปฏิบัติราชการของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน

เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. นายประพาส  หนูเจริญ อัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ นายโชคชัย พงษ์ปธาร อัยการผู้เชี่ยวชาญ นางสาวศิริภรณ์  ศรีพันธ์ นิติกรชำนาญการพิเศษ และนางสาวสุธาดา  ช่วยทอง นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ เข้าร่วมประชุมการตรวจติดตามการปฏิบัติราชการของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เพื่อรายงานผลการปฏิบัติราชการ ณ ห้องประชุม 701 ชั้น 7 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานครเวลา โดยมีนายจำนอง ปานทอง ผู้ตรวจการอัยการ เป็นประธานการประชุม

การประชุมขับเคลื่อนประกาศเจตนารมณ์ เรื่อง ไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (No Gift Policy) ของสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

เมื่อวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. นายประพาส หนูเจริญ อัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ พร้อมด้วยข้าราชการและบุคลากรในสังกัดสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ ได้เข้าร่วมประชุมการขับเคลื่อนประกาศเจตนารมณ์ เรื่อง ไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (No Gift Policy) ของสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ผ่านระบบ Zoom Meeting มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังค่านิยมในการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เกิดการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลไม่รับของขวัญหรือของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งเสริมสร้างค่านิยมประหยัดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เป็นประธานการประชุม

การเข้าร่วมกิจกรรมให้คำปรึกษา เผยแพร่ความรู้ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนในงานกาชาด ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 14 และ 20 ธันวาคม 2568 ข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ประชาชน แจกเอกสารความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ตอบคำถามชิงรางวัล พร้อมจัดนิทรรศการ และแจกของที่ระลึกในงานกาชาด ประจำปี 2568 ณ ร้านกาชาดสำนักงานอัยการสูงสุด สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร

เกร็ดความรู้เรื่องมรดก

ประชาสัมพันธ์

เกี่ยวกับสำนักงาน

ประวัติความเป็นมา

ความเป็นมาของ สคช.

       เนื่องจากสภาพปัญหามากมายหลายสาเหตุด้วยกัน ที่มีส่วนทำให้เกิดความเดือนร้อนแก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีฐานะยากจน หรือที่อยู่ในชนบทห่างไกล อาทิเช่น การถูกเอารัดเอาเปรียบในด้านเศรษฐกิจ ปัญหาการแย่งที่ดินทำกิน การกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎรในการใช้อำนาจรัฐอันไม่เป็นธรรม ฯลฯ สาเหตุต่าง ๆเหล่านี้ เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนที่ถูกกระทำ ต้องสูญเสียสิทธิเสรีภาพและทรัพย์สินไป ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือการแก้แค้น ประทุษร้ายต่อร่างกาย และชีวิตซึ่งกันและกัน การก่ออาชญากรรม ที่ทำให้สังคมอยู่กันอย่างหวาดผวา ไม่มีความผาสุก และเมื่อเกิดขึ้นมาก ๆ ก็จะมีผลกระทบ ต่อความมั่นคงของประเทศได้ ซึ่งภาวการณ์ดังกล่าว จากการศึกษาวิจัยก็ได้พบว่า มูลเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือ ความไม่รู้กฎหมาย ที่ทำให้คนส่วนหนึ่งมีการกระทำที่ละเมิด ต่อกฎเกณฑ์ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ในขณะที่คนอีกส่วนหนึ่งก็ไม่มีความรู้ ที่จะใช้กฎหมาย ในการปกป้องและพิทักษ์สิทธิหรือผลประโยชน์ของตน เมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้น ก็ทำให้รัฐต้องทุ่มเทงบประมาณจำนวนไม่น้อย ในแต่ละปีเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จ
       อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการแก้ไขปัญหาสังคม โดยวิธีการปราบปรามแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่วิถีทางที่ได้ผลอย่างแท้จริง วิธีการที่ดีที่ควรทำควบคู่กันไปก็คือ การส่งเสริมประชาชนให้มีความรู ้ ในสิทธิและหน้าที่ของตนตามกฎหมาย จะทำให้เกิดความสัมฤทธิ์ผล ในการลดปัญหาพิพาทขัดแย้งได้ในปริมาณที่มากกว่า ดังนั้น จากแนวความคิดดังกล่าว ได้นำมาสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ในยุครัฐบาลของ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งได้มีการจัดตั้งโครงการให้ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ประชาชน ชนบทในเขตยากจนขึ้น อันเป็นโครงการหนึ่ง ในแผนงานบริการขั้นพื้นฐาน ของแผนพัฒนาชนบทยากจน แล้วบรรจุโครงการนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) โดยในชั้นแรกได้มอบหมาย ให้สำนักนโยบายและแผนมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ปฏิบัติ
       สำนักนโยบายและแผนมหาดไทย ได้ดำเนินงานไปได้ระยะหนึ่ง ก็มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526 เห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ และระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ให้โอนโครงการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ชนบทในเขตยากจน ให้สำนักงานอัยการสูงสุด (กรมอัยการในขณะนั้น) เป็นผู้ดำเนินการสืบต่อมา ก่อนหน้าที่จะได้รับโอนงานมานั้น กรมอัยการได้มีการดำเนินงานด้านการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ และ ผลประโยชน์ของประชาชนตามที่กฎหมาย กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของพนักงานอัยการอยู่แล้วโดย กรมอัยการได้มีคำสั่งที่ 174/2525 ลงวันที่ 15 กันยายน 2525 จัดตั้งสำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน (สคช.) ขึ้น โดยจัดตั้งเป็นหน่วยงานภายใน ซึ่งเมื่อสำนักนโยบายและแผนมหาดไทย ได้ส่งมอบงานตามโครงการให้ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ ประชาชนให้กรมอัยการทั้งหมด ในวันที่ 1 มิถุนายน 2527 กรมอัยการก็ได้มอบหมายงานตามโครงการฯ ให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนดำเนินงานมาตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา
สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชน ดำเนินงานให้ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ประชาชนชนบทในเขตยากจน ปรากฏว่าเกิดผลดีมาเป็นลำดับ ดังนั้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2527 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้โอนงานช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เกษตรกรและ ผู้ยากจน ที่สำนักงานปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรีดำเนินการอยู่ มาให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนดำเนินงาน ต่อไปด้วย ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ . 2527 เป็นต้นมา สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด (กรมอัยการในขณะนั้น) จึงเป็นหน่วยงานเดียวของรัฐ ที่ปฏิบัติงานทางด้านคุ้มครองสิทธิ และ ช่วยเหลือทางกฎหมาย แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องมาตราบจนปัจจุบัน   ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2531 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 105 ตอนที่ 122 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 แบ่งส่วนราชการในกรมอัยการเพิ่มขึ้น คือ กองคดีเด็กและเยาวชน กองคดีภาษีอากร กองคดีศาลแขวง กองคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร และ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ได้กำหนดให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนราชการระดับกอง ตามกฎหมายของกรมอัยการ และเปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน” ตามคำสั่งกรมอัยการที่ 199/2531 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2531
       สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชน ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ หรือเมื่อมีกรณีอันสมควร เข้าคุ้มครองป้องกันสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ ของประชาชนในประการอื่น ที่กฎหมายให้มีอำนาจดำเนินการได้ ตลอดจนดำเนินงาน  ให้บริการช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย แก่ประชาชนผู้ยากไร้ และประชาชนในชนบท รวมทั้งดำเนินการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย ให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น 3 กอง คือ”
1) กองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
2) กองช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
3) กองแผนและติดตามประเมินผล
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 เป็นต้นไป
ปัจจุบันนี้ ตามกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ลงวันที่ 29 กันยายน 2549 ข้อ 15 (24) กำหนดให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชน การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การเผยแพร่ความรู้ทางด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ทางกฎหมาย แก่ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอรรถคดี การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคแก่ประชาชน ศึกษาวิจัย และพัฒนาระบบ รูปแบบ วิธีการ และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการดังกล่าว

ผลการปฏิบัติงาน
       สคช. ได้รับการคัดเลือกและยกย่องให้เป็นหน่วยงานดีเด่นระดับชาติ สาขาพัฒนาสังคม พ.ศ. 2529 จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและในต่างจังหวัด ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2535 อนุมัติให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติกา ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (พ.ศ. 2509) และจากเหตุผลดังกล่าวได้มี การจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนระดับชาติขึ้น โดนมีนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้กำหนดให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นแกน กลางในการจัดตั้งองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชน

 โครงสร้างของ สคช.
       สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิและให้ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ประชาชนสังกัดอยู่ ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ดังนี้

ส่วนกลาง ประกอบด้วย
สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (ส่วนกลาง)
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายแผนช่วยเหลือทางกฎหมาย
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย 1 (รัชดาภิเษก)
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย 2 (หลักเมือง)
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย 3 (ธนบุรี)
สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย 4 (มีนบุรี)

ส่วนภูมิภาค
       เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้รับการบริการทางกฎหมาย จากพนักงานอัยการโดยเสมอภาค และทั่วถึงกัน สำนักงานอัยการสูงสุดจึงมีคำสั่ง ให้จัดตั้งสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคดี จังหวัด (สคชจ.) ขึ้น โดยมีหน้าที่สำคัญคือ เผยแพร่และฝึกอบรมความรู้ทางกฎหมาย และให้คำปรึกษาปัญหากฎหมายแก่ประชาชน จัดหาทนายความช่วยเหลือในทางอรรถคดี แก่ประชาชนผู้ยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ตลอดจนงานการประนอมข้อพิพาท งานคุ้มครองสิทธิทางศาลตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ เช่น การร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ฯลฯ

สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ในส่วนภูมิภาคประกอบด้วย
–  สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย ภาค 1- 9 จำนวน 9 แห่ง
–  สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด (สคชจ.) ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานอัยการจังหวัด จำนวน 76 แห่ง
–  สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด ประจำจังหวัดสาขา (สคชจ. สาขา) ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานอัยการจังหวัดประจำอำเภอ จำนวน 34 แห่ง

วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์

วิสัยทัศน์ (Vision)
“เป็นองค์กรแห่งความยุติธรรมของสังคมเพื่อความมั่นคงของชาติและความผาสุกของประเทศ”

พันธกิจ (Missions)
1. อำนวยความยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส พึ่งพิงได้บนพื้นฐานของความเสมอภาค
2. รักษาผลประโยชน์ของรัฐ เพื่อประโยชน์สาธารณะและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
3. รับรู้ ดูแล แก้ไขปัญหาในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และเป็นที่พึ่งของประชาชนในด้านกฎหมาย
4. พัฒนาศักยภาพองค์กรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกบนฐานความเชี่ยวชาญ

ค่านิยม PUBLIC

  • P : People First      ประชาชนมาที่หนึ่ง
  • U : Uprightness     เป็นที่พึ่งความยุติธรรม
  • B : Betterment      คิดและทำเพื่อพัฒนา
  • L : Lawfulness       รักษากฎหมายด้วยเหตุผล
  • I : Integrity       ประพฤติตนซื่อสัตย์และโปร่งใส
  • C : Collaboration   ร่วมมือร่วมใจสู่เป้าหมาย

อำนาจหน้าที่

อำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ

  1. รับผิดชอบงานคุ้มครองสิทธิทางศาล ตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง หรือศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เช่น ขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก , ตั้งผู้อนุบาล, ขอรับบุตรบุญธรรม , ตั้งผู้ปกครอง, ตั้งผู้พิทักษ์ และขอให้ศาลสั่งเป็นคนสาบสูญ
  2. รับผิดชอบการให้คำปรึกษา แนะนำ หรือให้ความเห็นทางกฎหมาย
  3. การตอบปัญหาทางด้านกฎหมายที่มีผู้สอบถามทางเว็บไซต์ หรืออีเมล์ของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
  4. เผยแพร่และประชาสัมพันธ์งานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
  5. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

บุคลากร

นายประพาส หนูเจริญ
อัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ

นายเจษฎา ยอดแสง
อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ

นางสกุณา พิทักษ์สิทธิ์
อัยการผู้เชี่ยวชาญ

นายโชคชัย พงษ์ปธาร
อัยการผู้เชี่ยวชาญ

นายภาวิต พยัคฆบุตร
อัยการอาวุโส

นายสุเทพ ตันติรัศมี
อัยการอาวุโส

นางอมรรัตน์ มิตรไพบูลย์
อัยการอาวุโส

นายสมชัย เตชะเกิดกมล
อัยการอาวุโส

นางเกวลี จินดาสมบัติเจริญ
อัยการอาวุโส

นางสาวศิริภรณ์ ศรีพันธ์
นิติกรชำนาญการพิเศษ

นายสุชาครีย์ ฉิมพาลี
นิติกรชำนาญการ

นางสาวสกุณา หมื่นพันธ์
นิติกรปฏิบัติการ

นางสาวศศิมาภรณ์ จ้อยสระคู
นิติกรปฏิบัติการ

นางสาวสุธาดา ช่วยทอง
นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ

นางสาวสิรินันท์ อยู่คง
นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ

นางสาวศิริยาภรณ์ มูลเพ็ญ
นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ

นางสาววารุณี แก้วเทพ
เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน

นางสาวเจียนัย แก่นพินิจ
พนักงานเครื่องคอมพิวเตอร์

นางสาวรัชดาภรณ์ นาคสวัสดิ์
พนักงานเครื่องคอมพิวเตอร์

โครงสร้างหน่วยงาน

ช่องทางการให้บริการ

สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สคช. สำนักงานอัยการสูงสุด ได้พัฒนาระบบการให้คำปรึกษาปัญหากฎหมายผ่านเว็บบอร์ด (webboard) และแอปพลิเคชัน “อัยการช่วยได้” โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งาน โดยใช้ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ เลขบัตรประจำตัวประชาชน และตั้งรหัสของตนเองได้ จากนั้น ก็เข้าไปตั้งคำถามประเด็นกฎหมายที่สงสัยหรืออยากให้พนักงานอัยการให้คำปรึกษาในเรื่องใด และสามารถกดเลือกสำนักงานอัยการที่ต้องการจะถามได้ด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้งานอยู่ในจังหวัดใด หรือสะดวกที่สำนักงานใด และสามารถที่จะเลือกได้ว่า คำถามที่ถามนั้น ไม่ต้องการให้คนอื่นเห็น หรืออยากให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ได้ทราบทั่วกันก็สามารถระบุความยินยอมในกระดานคำถามเว็บบอร์ดดังกล่าวได้ เมื่อถามไปแล้ว ข้อความคำถามก็จะไปแสดงในสารบบงาน สคช. (ระบบคอมพิวเตอร์) ของสำนักงานอัยการที่ผู้ถามระบุไว้ จากนั้น พนักงานอัยการก็จะตอบคำถามในเว็บบอร์ดแล้วส่งกลับไปยังผู้ถาม เพื่อเป็นการนัดหมายให้ไปพบหรือให้ไปส่งเอกสารเพิ่มเติม หรือ รับคำร้องให้ความช่วยเหลือกันต่อไป แล้วแต่กรณี

แอปพลิเคชั่นอัยการช่วยได้

ios

android

เว็บบอร์ดทางกฎหมายออนไลน์

LINE Official Account
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ

ติดต่อหน่วยงาน

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ
สำนักงานอัยการสูงสุด  ชั้น 2
อาคารถนนรัชดาภิเษก  แขวงจอมพล  เขตจตุจักร  กรุงเทพมหานคร  10900
โทรศัพท์ 02-5154061 , 02-5154054  โทรสาร 02-5154061
E-mail : protect@ago.go.th