ข่าวประชาสัมพันธ์

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
แห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้
ขอบารมีแห่งพระรัตนตรัย และพระสยามเทวา ในหลวงรัชกาลที่ 9
โปรดคุ้มครองให้พระพันปีหลวงได้เสวยสวรรค์ อยู่ในบรมสุขแห่งนิพพาน
In Remember of Her Majesty Queen Sirikit, the Queen Mother with deepest Respect,

May the Sacred of the Triple Gem and the Siamese deity,
His Majesty King Rama IX bless Her Majesty the Queen Mother the greatest happiness of Nirvana.

ภาพกิจกรรม

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายจักรวาล แสงแข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว พร้อมคณะ
เข้าร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ครบรอบ 74 ปี ณ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง


วันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เข้าร่วมกิจกรรม “สอยดาว” งานกาชาด สำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปี 2568
ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร


วันที่ 12 ธันวาคม 2568 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว นำโดยนายจักรวาล แสงแข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
เข้าร่วมและเป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ณ พระอุโบสถ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร


วันที่ 29 ตุลาคม 2568 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว นำโดยนางสาวณัฐวสา ฉัตรไพฑูรย์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
เข้าร่วมพิธีลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ณ สำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง) ชั้น 1


วันที่ 8 ตุลาคม 2568 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด เข้าร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
พิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในเทศกาลออกพรรษา ประจำปี 2568
ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ (ท่าพระจันทร์) เขตพระนคร
นำโดยนายจักรวาล แสงแข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


เมื่อวันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 8.45 น. นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ
“พัฒนาประสิทธิภาพทีมสหวิชาชีพในการคุ้มครองเด็กและผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว” ครั้งที่ 3 ผ่านระบบ ZOOM
โดยมี นายจำนอง ปานทอง อธิบดีอัยการภาค 5 , นายธวัชชัย ว่องพรรณงาม อัยการจังหวัดเชียงใหม่ , นายสว่าง จันทะสาร อัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่
เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ นายจักรวาล แสงแข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการดังกล่าว
ณ โรงแรม ดุสิต ปริ้นเซส ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2568
โครงการดังกล่าว ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว สำนักงานอัยการสูงสุดจัดขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการฝ่ายอัยการในระดับจังหวัดและระดับภาค ได้มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการคุ้มครองป้องกันอาชญากรรมและความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว
ในด้านกลไกทางสังคม ทางการแพทย์ และทางกฎหมาย อีกทั้งได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้รับการฝึกอบรมนำไปปฏิบัติงานร่วมกับสหวิชาชีพอื่นและชุมชน
ในการคุ้มครองป้องกันอาชญากรรมและความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว รวมทั้งสามารถประสานงานและติดตามประมวลผลงานร่วมกับสหวิชาชีพอื่นและชุมชน
ในการปฏิบัติงานคุ้มครองป้องกันความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ได้ถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ


วันที่ 8 สิงหาคม 2568 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568
โดย นายเวโรจน์ วงษ์สุรกูล รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล
และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568
โดย นางศิริวรรณ สุริยงค์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


วันที่ 6 มิถุนายน 2568 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568
โดย อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 นายจักรวาล แสงแข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
พร้อมคณะทำงานศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว
ได้ส่งมอบหนังสือ “แนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546” จำนวน 500 เล่ม
พร้อม QR Code ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) และ PDF ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อจัดส่งต่อไปยังสถานศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ


วันที่ 30 มกราคม 2568 นายเวโรจน์ วงษ์สุรกูล และนายจักรวาล แสงแข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว พร้อมคณะ
เข้าร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ครบรอบ 73 ปี ณ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง


วันที่ 14 มกราคม 2568 นายจักรวาล แสงแข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เฉลิมพระเกียรติพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ณ บริเวณลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม ถึงบริเวณหน้าอาคารสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


วันที่ 17 ธันวาคม 2567 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดกิจกรรมโยนห่วงหรรษา ตอบคำถามชิงของรางวัล ในงานกาชาดประจำปี 2567
ณ สวนลุมพินี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร


วันที่ 12 ธันวาคม 2567 นางศิริวรรณ สุริยงค์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร
และข้าราชการฝ่ายอัยการของสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว ร่วมต้อนรับนายวัฒนา สวัสดิ์ทอง ผู้ตรวจการอัยการ พร้อมคณะ
ในการตรวจราชการประจำปีงบประมาณ 2568 ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมยกกระบัตร ชั้น 4 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารหลักเมือง


เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 นายเวโรจน์ วงษ์สุรกูล รองอธิบดีอัยการ พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาและบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่ สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท
เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต (ครบรอบ 221 ปี) 3 พฤศจิกายน 2346
ณ ลานพระบวรราชานุสาวรีย์ หน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ (มุมถนนท่าพระจันทร์ ด้านสนามหลวง)
แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร


วันที่ 22 ตุลาคม 2567 นางศิริวรรณ สุริยงค์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
พร้อมด้วยรองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่าย ข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)
เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และบำเพ็ญสาธารณกุศล
เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2567 และวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2567
โดยสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว ร่วมกับกระทรวงกลาโหม สำนักเลขานุการประธานศาลฎีกา และส่วนราชการอื่น


วันที่ 21 ตุลาคม 2567 นายเวโรจน์ วงษ์สุรกูล รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
นำคณะผู้บริหารของสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว ประกอบด้วย รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่าย
และผู้อำนวยการศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว
เข้าพบและหารือข้อราชการกับท่านอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร)
เพื่อร่วมประสานการทำงานให้เกิดความยุติธรรมสูงสุดแก่ผู้ที่มาใช้บริการกับทั้ง 2 หน่วยงาน


วันที่ 18 ตุลาคม 2567 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด เข้าร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
พิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ (อาหารแห้ง) พระสงฆ์ 79 รูป เนื่องในเทศกาลออกพรรษา ประจำปี 2567
ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ (ท่าพระจันทร์) เขตพระนคร
นำโดยนายเวโรจน์ วงษ์สุรกูล และ นายจักรวาล แสงแข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


วันที่ 27 กันยายน 2567 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย
เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน (Thai National Flag Day) ประจำปี 2567
โดย นายสมพงษ์ ภุชงค์โสภาพันธุ์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 นายสมพงษ์ ภุชงค์โสภาพันธุ์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด
เข้าร่วมพิธีเปิดระบบบริการรับคำร้องขอและการแจ้งคำสั่งในคดีคุ้มครองสวัสดิภาพ
ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 5 อาคารศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง โดยมีประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธี


วันที่ 8 สิงหาคม 2567 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2567
โดย นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


วันที่ 25 กรกฎาคม 2567 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดกิจกรรมเพิ่มพื้นที่สีเขียวลดภาวะโลกร้อน
โดยปลูกต้นไม้ประจำราชการ (ต้นรวงผึ้ง) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567
โดย นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


วันที่ 24 กรกฎาคม 2567 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล
และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567
โดย นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


วันที่ 24 กรกฎาคม 2567 นายเวโรจน์ วงษ์สุรกูล รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
พร้อมด้วยบุคลากรสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เข้าร่วมกิจกรรม “Big Cleaning Day”
เพื่อเป็นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567
ณ ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร


วันที่ 23 กรกฎาคม 2567 นายสมพงษ์ ภุชงค์โสภาพันธุ์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
พร้อมด้วยคณะข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรแด่พระสงฆ์ 73 รูป
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567
ณ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์


วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2567 นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
เป็นผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นประธานและเจ้าภาพเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก เฉลิมพระเกียรติ กัณฑ์ที่ 3 – 5
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 
โดยได้นำข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว รับฟังเทศน์มหาชาติเนื่องในสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนา
วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประจำปี 2567
ณ พระอุโบสถ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ (ท่าพระจันทร์) เขตพระนคร



วันศุกร์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๗ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๓ มิถุนายน ๒๕๖๗
โดย อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


วันศุกร์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๗ นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว พร้อมคณะ
เข้าร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ครบรอบ ๗๒ ปี ณ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง


เมื่อวันอังคารที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
นำคณะผู้บริหารของสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว สำนักงานอัยการสูงสุด ประกอบด้วยรองอธิบดีอัยการ
อัยการพิเศษฝ่าย และผู้อำนวยการศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว
เข้าพบและหารือข้อราชการกับท่านอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (นายเผดิม เพ็ชรกูล)
เพื่อร่วมประสานการทำงานให้เกิดความยุติธรรมสูงสุดแก่ผู้ที่มาใช้บริการกับทั้ง ๒ หน่วยงาน


วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2566 นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
เข้าร่วมประชุม “การขยายเครือข่ายและการจัดระบบบริการแบบครบวงจร (One stop crisis center)
สำหรับเด็กและสตรีได้รับความรุนแรง”
ณ ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัฒพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง


พิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖
เมื่อวันอังคารที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ ห้องประชุมเล็ก จุณณานนท์ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารหลักเมือง
โดยมี นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี


วันพุธที่ 19 กรกฎาคม 2566 นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
เป็นผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นประธานและเจ้าภาพเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 3 “กัณฑ์ทานกัณฑ์”
โดยได้นำข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุด รับฟังเทศน์มหาชาติเนื่องในสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนา
วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประจำปี 2566
ณ พระอุโบสถ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ (ท่าพระจันทร์) เขตพระนคร


วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2566 สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖
โดย อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง)


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๖ นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว พร้อมคณะ
เข้าเยี่ยมคารวะ ท่านโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกา คนที่ ๔๘ ณ ห้องรับรองศาลฎีกา


เมื่อวันพุธที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๑.๐๐ น. นายสุรศักดิ์ บุญเพิ่ม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
นำคณะผู้บริหารของสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว สำนักงานอัยการสูงสุด ประกอบด้วยรองอธิบดีอัยการ

อัยการพิเศษฝ่าย และผู้อำนวยการศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว
เข้าพบและหารือข้อราชการกับท่านอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (นายรัฐธีย์ ยมจินดา)

โดยมีรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ทั้ง ๓ ท่าน คือ นายภีม ธงสันติ นางดวงใจ นาคินทร์ ใจจันทร์เดือน
และนายนพพร วิวัฒนาภรณ์ พร้อมทั้งเลขานุการศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (นายลักษณ์พงศ์ จันทระ)
เพื่อร่วมประสานการทำงานให้เกิดความยุติธรรมสูงสุดแก่ผู้ที่มาใช้บริการกับทั้ง ๒ หน่วยงาน


วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๕ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด ให้การต้อนรับ
ท่านนารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด ในการเดินทางมาสักการะพระพุทธอัยการมงคลโลกนาถ
พระไพศรพณ์ และศาลตายาย ณ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารหลักเมือง
พร้อมทั้งได้เดินทางไปสักการะศาลหลักเมือง และพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม


สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว โดย นายเวโรจน์ วงษ์สุรกูล อัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 4
ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธีเชิญธงชาติ พร้อมกับร้องเพลงชาติไทย
ร่วมกับข้าราชการฝ่ายอัยการสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว และสำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 08.00 น. ณ บริเวณดาดฟ้าอาคารสำนักงานอัยการสูงสุด อาคารหลักเมือง
เนื่องในวันธงชาติไทย


งานแสดงมุทิตาจิตแด่อัยการอาวุโสที่เกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2565
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565 ณ ห้องอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว


สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว โดยศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว
ได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานอัยการและนิติกรในการขับเคลื่อนงาน
ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัวของสำนักงานอัยการภาค ๔ และสำนักงานอัยการภาค ๖ ลงสู่ในระดับจังหวัดและระดับตำบล
ระหว่างวันที่ ๗ – ๙ กันยายน ๒๕๖๕ ณ โรงแรมดิเอ็มเมอรัล ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร


สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว ร่วมกับสถาบันนิติวัชร์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
จัดกิจกรรมให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน ณ ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านมุทิตา ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนสิรินธร
ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปรานี ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา
ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕ วันที่ ๒๒ – ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๕ และระหว่างวันที่ ๒๙ – ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๕ ตามลำดับ
โดยมี อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว (นางสาวบุศยา ณ ระนอง)
และรองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว (นางวรรณภามาศ จรูญโรจน์) เป็นประธานในพิธีเปิด


สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕
โดย อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นประธานในพิธี
พร้อมข้าราชการฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด อาคารหลักเมือง

เกี่ยวกับสำนักงาน

ประวัติสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว

วิสัยทัศน์ พันธกิจ

วิสัยทัศน์ (Vision)

“เป็นองค์กรแห่งความยุติธรรมของสังคมเพื่อความมั่นคงของชาติและความผาสุกของประชาชน”

พันธกิจ (Missions)

1. อำนวยความยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส พึ่งพิงได้บนพื้นฐานของความเสมอภาค
2. รักษาผลประโยชน์ของรัฐ เพื่อประโยชน์สาธารณะและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
3. รับรู้ ดูแล แก้ปัญหาในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และเป็นที่พึ่งของประชาชนในด้านกฎหมาย
4. พัฒนาศักยภาพองค์กรให้เท่าเทียมการเปลี่ยนแปลงของโลกบนฐานความเชี่ยวชาญ

ค่านิยมร่วม “PUBLIC”

  • P : People First ประชาชนมาที่หนึ่ง
  • U : Uprightness เป็นที่พึ่งความยุติธรรม
  • B : Betterment คิดและทำเพื่อพัฒนา
  • L : Lawfulness รักษากฎหมายด้วยเหตุผล
  • I : Integrity ประพฤติตนซื่อสัตย์และโปร่งใส
  • C : Collaboration ร่วมมือร่วมใจสู่เป้าหมาย

โครงสร้าง (Structure)

โครงสร้างสำนักงาน

อำนาจหน้าที่

บทความ

บทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก

หลักเบื้องต้นในการคุ้มครองเด็กตามกฎหมาย

โดยทั่วไปเป็นที่เข้าใจกันดีว่าพ่อแม่ผู้ปกครองมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูลูกหรือเด็กที่อยู่ในความปกครอง ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ในสภาพความเป็นจริง ยังมีพ่อแม่ผู้ปกครองหลายครอบครัวที่ไม่ทำหน้าที่หรือบกพร่องต่อหน้าที่ในการดูแลเด็กหรือเลี้ยงดูเด็กโดยมิชอบ ผลร้ายย่อมตกแก่เด็ก

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองเด็กไว้ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นกฎหมายที่ดีมีประโยชน์อย่างมาก สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมให้มีการดูแลเด็กได้อย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก ในกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีหน้าที่อุปการเลี้ยงดูและคุ้มครองเด็กที่อยู่ในความปกครองให้ปลอดภัย หากพ่อแม่ผู้ปกครองใดไม่ทำหน้าที่หรือทำหน้าที่ขาดตกบกพร่องหรือให้การเลี้ยงดูโดยมิชอบ กฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือคุ้มครองดูแลเด็กแทน โดยการสงเคราะห์เด็ก การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และการส่งเสริมความประพฤติเด็ก จนกว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองจะพร้อมทำหน้าที่หรือจนกว่าเด็กจะมีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ ทั้งนี้เพราะในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ กำหนดว่าเด็กหมายถึงบุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์

ลองมาดูว่ากฎหมายนี้ได้กำหนดให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีหน้าที่ในการดูแลเด็กอย่างไร หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ทำหน้าที่หรือทำหน้าที่บกพร่องหรือให้การเลี้ยงดูโดยมิชอบแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าไปช่วยเหลือและคุ้มครองเด็กอย่างไร

พ่อแม่ผู้ปกครองมีหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครองเด็กอย่างไร

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ได้กำหนดให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีหน้าที่ต้องดูแลและปฏิบัติต่อเด็กที่อยู่ในความปกครอง ดังนี้
1. อุปการะเลี้ยงดู  ตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่นเพื่อให้การสงเคราะห์เด็กให้ดำรงชีวิตอยู่ได้
2. อบรมสั่งสอน ตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่นเพื่อให้เด็กมีความประพฤติที่เหมาะสม
3. พัฒนาเด็ก ตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยและตามศักยภาพของเด็ก
4. คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ให้เด็กมีความปลอดภัย ไม่ให้ตกอยู่ในภาวะอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ

ทั้งนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องปฏิบัติโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ทำหน้าที่ดูแลเด็กหรือทำหน้าที่บกพร่องหรือให้การเลี้ยงดูโดยมิชอบจะมีผลอย่างไร

ในกรณีที่เด็กไม่มีพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือมีแต่พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ดูแลตามหน้าที่ เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า เด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือเด็กพลัดหลง หรือเด็กที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถดูแลได้ด้วยเหตุใดๆ เช่น  เพราะถูกจำคุก  ถูกกักขัง พิการ ทุพพลภาพ เจ็บป่วยเรื้อรัง ยากจน เป็นผู้เยาว์ เป็นโรคจิตโรคประสาท เป็นต้น หรือเด็กที่มีพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีพฤติกรรมหรือประกอบอาชีพไม่เหมาะสม หรือให้การเลี้ยงดูโดยมิชอบ หรือเด็กพิการ เป็นต้น ถือว่าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ทำหน้าที่หรือทำหน้าที่บกพร่อง ในกรณีนี้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กที่รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แต่งตั้ง หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามกฎหมายนี้ อันได้แก่ ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการเขต นายอำเภอ ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ หรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจเข้าไปดำเนินการคุ้มครองเด็กเหล่านั้นแทนพ่อแม่ผู้ปกครองได้ โดยให้อำนาจนำเด็กไปอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน พัฒนาเด็ก ชั่วระยะเวลาหนึ่งจนกว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะมีความพร้อมที่จะดูแลเด็กได้หรือจนกว่าเด็กจะมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์ กระบวนการช่วยเหลือนี้เรียกว่า การสงเคราะห์เด็ก ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สำหรับเด็กที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถคุ้มครองดูแลให้ได้รับความปลอดภัย หรือไม่ให้เด็กตกอยู่ในภาวะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ หรือเด็กที่ถูกพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้กระทำทารุณกรรมเสียเอง ถือว่าเป็น เด็กที่ถูกทารุณกรรม  ส่วนเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควร เด็กที่ประกอบอาชีพหรือคบหาสมาคมกับบุคคลที่น่าจะชักนำไปในทางกระทำผิดกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานที่อันอาจชักนำไปในทางเสียหาย ถือได้ว่าเป็น เด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด เด็กทั้งสองประเภทหลังนี้ต้องได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพ โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กหรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และมีอำนาจเข้าไปดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กแทนพ่อแม่ผู้ปกครอง กระบวนการช่วยเหลือนี้เรียกว่า การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เช่นเดียวกัน

กฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กหรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ในการคุ้มครองเด็กแทนพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างไร

ในกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กไม่ทำหน้าที่ในการดูแลเด็กหรือทำหน้าที่บกพร่องหรือให้การเลี้ยงดูโดยมิชอบ กฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กหรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ดำเนินการคุ้มครองเด็กแทนพ่อแม่ผู้ปกครองได้ อันได้แก่ การสงเคราะห์เด็ก การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และการส่งเสริมความประพฤติเด็ก

กระบวนการสงเคราะห์เด็ก

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กหรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ได้รับแจ้งหรือพบเห็นเองว่าเด็กพึงได้รับการสงเคราะห์เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กไม่ทำหน้าที่ในการดูแลเด็กหรือทำหน้าที่บกพร่องหรือให้การเลี้ยงดูโดยมิชอบหรือเด็กไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคอยดูแล  พนักงานเจ้าหน้าที่นั้น มีอำนาจหน้าที่ให้การสงเคราะห์ชั่วระยะหนึ่ง จนกว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะมีความพร้อมที่จะดูแลเด็กได้เอง หรือจนกว่าเด็กจะมีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ ดังนี้

1. ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัว ให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ เช่น ฝึกหัดอาชีพ ให้เงินสงเคราะห์ รวมถึงให้คำปรึกษาแนะนำแก่พ่อแม่ผู้ปกครองตามสมควร

2. ในกรณีที่ไม่อาจดำเนินการช่วยเหลือครอบครัวได้ เช่น พ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีหรือมีแต่ไม่สามรถทำหน้าที่ได้ เพราะกายพิการ ถูกจำคุก มีความประพฤติไม่เหมาะสมที่จะดูแลเด็กได้ เป็นต้น พนักงานเจ้าหน้าที่นั้นจะมอบเด็กให้ผู้เหมาะสมและยินยอมดูแลเด็กไว้ชั่วคราวไม่เกิน ๑ เดือนก่อนก็ได้แล้วหาทางช่วยเหลือด้วยวิธีการอื่นต่อไป

3. ดำเนินการให้เด็กได้เป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม

4. ส่งเด็กที่มีอายุไม่เกินหกขวบเข้ารับการอุปการะในสถานรับเลี้ยงเด็กที่ยินยอมรับเด็กไว้อุปการะ

5. มอบเด็กให้ครอบครัวอุปถัมภ์ที่ยินยอมรับเด็กไว้อุปการะเลี้ยงดูอย่างบุตร

6. ส่งเด็กเข้ารับการอุปการะในสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์  สถานพัฒนาและฟื้นฟู ทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู การศึกษา การฝึกหัดอาชีพ การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ

7. ส่งเด็กเข้ารับการศึกษากล่อมเกลาจิตใจทางศาสนาในวัดหรือสถานที่ทางศาสนาอื่นที่ยินยอมรับเด็กไว้

8. กรณีสงเคราะห์ตามข้อ 4,5,6หรือ 7 ต้องได้รับความยินยอมของพ่อแม่ผู้ปกครอง หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ให้ความยินยอมโดยไม่มีเหตุอันควรหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ ให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจส่งเด็กเข้ารับการสงเคราะห์ตามวิธีการดังกล่าวได้

9. ในกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งสงเคราะห์เด็กของปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ก็มีสิทธิมีคดีขึ้นสู่ศาลเยาวชนและครอบครัวภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ทราบคำสั่ง เพื่อให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งสงเคราะห์เด็กดังกล่าว

กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรม

พนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กหรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เฉพาะกรณีนี้ให้รวมถึงพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจด้วย เมื่อได้รับแจ้งหรือพบเห็นหรือประสบพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่ามีการกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีอำนาจดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กโดยเร็วที่สุด ดังนี้

1. เข้าไปในสถานที่ใดๆเพื่อตรวจค้นและแยกตัวเด็กจากครอบครัวของเด็กเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก

2. รีบจัดให้มีการตรวจรักษาร่างกายและจิตใจเด็กทันที

3. ทำการสืบเสาะและพินิจเกี่ยวกับเด็กและครอบครัวเพื่อหาวิธีคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่เหมาะสม

4. ส่งเด็กไปสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานพัฒนาและฟื้นฟู ตามความจำเป็นและเหมาะสมได้ไม่เกิน ๗ วันระหว่างทำการสืบเสาะและพินิจ แต่ในกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควรเพื่อประโยชน์ของเด็กอาจร้องขอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งขยายเวลาออกไปรวมทั้งสิ้น ๓๐ วัน

5. กรณีที่ผู้ปกครองหรือญาติของเด็กเป็นผู้กระทำทารุณกรรมต่อเด็กไม่ว่าจะมีการฟ้องคดีหรือไม่ ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อหรือมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะมีการกระทำทารุณกรรมต่อเด็กอีก ก็ขอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวออกคำสั่งมิให้กระทำการดังกล่าวอีก โดยกำหนดมาตรการคุมความประพฤติผู้นั้น ห้ามเข้าเขตกำหนด ห้ามเข้าใกล้ตัวเด็กในระยะที่ศาลกำหนด และอาจให้ผู้นั้นทำทัณฑ์บนหรือเรียกประกันด้วยก็ได้

6. ทำการสืบเสาะและพินิจเกี่ยวกับเด็กและครอบครัวแล้ว หากเห็นว่าพ่อแม่ผู้ปกครองยังดูแลเด็กให้ปลอดภัยได้หรือไม่มีเหตุต้องคุ้มครองสวัสดิภาพก็ให้คืนเด็กแก่พ่อแม่ผู้ปกครองไป แต่หากเห็นสมควรต้องกำหนดวิธีคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กนั้น ต้องทำรายงานเสนอความเห็นเกี่ยวกับวิธีการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณีโดยมิชักช้าเพื่อสั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป

7. ในกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพของปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีสิทธิมีคดีขึ้นสู่ศาลเยาวชนและครอบครัวภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ทราบคำสั่ง เพื่อให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ

กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กหรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กพบเห็นเองหรือได้รับแจ้งจากผูพบเห็นเด็กเสี่ยงต่อการกระทำผิด กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

1. ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและครอบครัว รวมทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัว ความเป็นอยู่ การเลี้ยงดู อุปนิสัย และความประพฤติของเด็ก   

2. พิจารณาดำเนินการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด หรือคืนพ่อแม่ผู้ปกครองหรือบุคคลที่ยินยอมรับเด็กไปดูแล

3. กรณีที่เห็นว่ายังไม่สมควรสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ก็ให้คืนพ่อแม่ผู้ปกครองหรือบุคคลที่ยินยอมรับเด็กไปดูแลโดยวางข้อกำหนดให้พ่อแม่ผู้ปกครองหรือบุคคลที่ยินยอมรับเด็กไปดูแลปฏิบัติด้วยความยินยอมเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีความประพฤติเสียหาย และจะตั้งผู้คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กเพื่อกำกับดูแลเด็กด้วยก็ได้ ดังนี้

3.1 ระวังไม่ให้เด็กเข้าสถานที่จูงใจให้เด็กเสีย/ออกนอกที่อยู่อาศัยในเวลากลางคืน/คบหาบุคคลที่ชักนำไปในทางเสื่อมเสีย/กระทำการใดในทางเสียหาย

3.2 จัดให้เด็กได้รับการศึกษา/ประกอบอาชีพเหมาะสม/ทำกิจกรรมพัฒนาตนเอง ด้านคุณธรรม จริยธรรม บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม

เมื่อทราบบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองตามที่กฎหมายได้กำหนดแล้ว หวังว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะทำหน้าที่ให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น และสามารถคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนให้ปลอดภัยมิให้ตกอยู่ในภาวะอันน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม                                                                                          

นายสาโรช นักเบศร์
อัยการพิเศษฝ่าย สำนักงานอัยการสูงสุด
ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็กและสถาบันครอบครัว 

ความรู้เบื้องต้นทางกฎหมายและข้อควรปฏิบัติสำหรับประชาชน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550

1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายนี้

นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 ประเทศไทยได้มีกฎหมายที่ใช้บังคับในเรื่องความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลในครอบครัวเดียวกันเป็นการเฉพาะ อันเป็นเครื่องมือที่สำคัญอันหนึ่งในการแก้ปัญหาครอบครัว โดยกำหนดให้ผู้ที่ทราบหรือพบเห็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัวใดก็ตาม ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้นทุกคนควรได้รับรู้อย่างน้อยในหลักการเบื้องต้นของกฎหมายนี้เพื่อประโยชน์ของทุกคนในครอบครัว ดังนี้

(1) ความรุนแรงในครอบครัว 

หมายถึงการกระทำต่อบุคคลในครอบครัวเดียวกันโดยเจตนาที่มีลักษณะต่อไปนี้
(1.1) การกระทำที่มุ่งร้ายต่อร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว    ตัวอย่างเช่น

  • การมุ่งร้ายต่อร่างกายบุคคลในครอบครัว ทุบตี เตะต่อย ขว้างปาสิ่งของทำร้ายร่างกายหรือพยายามทำร้ายร่างกาย ไม่ว่าจะมีบาดแผลหรือไม่ก็ตาม
  • การมุ่งร้ายต่อจิตใจบุคคลในครอบครัว ทำร้ายจิตใจจะต้องมีผลร้ายแรงถึงขนาดเป็นผลกระทบต่อจิตใจทำให้สูญเสียการควบคุมจิตใจแม้ชั่วขณะหนึ่ง เช่น มีอาการหวาดกลัวหวาดระแวงเกินกว่าเหตุบ่อยๆ เสียสติแม้เพียงชั่วขณะ หรือเป็นโรคซึมเศร้า เป็นต้น แต่ไม่ใช่การเสียใจ เศร้าใจ คับแค้นใจ โกรธ โมโห ฉุนเฉียว โดยทั่วไป
  • การมุ่งร้ายต่อสุขภาพของบุคคลในครอบครัว ทำให้เสียสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ผสมสารพิษให้ดื่มทำให้เจ็บป่วยหรือหมดสติ ให้เสพยาเสพติด เป็นต้น

(1.2) การกระทำที่มิได้มุ่งร้ายต่อร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพโดยตรง แต่ผลจากการกระทำนั้นน่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว เช่น การคุกคาม ข่มขู่หรือข่มเหงรังแกบุคคลในครอบครัวให้หวาดกลัวหวาดระแวง หรือการทอดทิ้งบุคคลในครอบครัวที่เป็นเด็ก คนป่วยเจ็บ หรือคนชราที่พึ่งตนเองไม่ได้และตนมีหน้าที่ต้องดูแล จนน่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัวนั้นได้ เป็นต้น

(1.3) การบังคับหรือครอบงำผิดทำนองผิดคลองธรรมให้บุคคลในครอบครัวต้องกระทำการไม่กระทำการ หรือยอมรับการกระทำโดยมิชอบ เช่น การกักขัง บังคับหรือครอบงำให้ไปขายบริการทางเพศ ไปขอทาน ไปลักทรัพย์ ให้เกลียดชังพ่อแม่ บังคับหรือครอบงำเพื่อกระทำชำเรา เป็นต้น

(2) บุคคลในครอบครัว

หมายถึงสามีภรรยาทั้งที่จดทะเบียนสมรสและไม่ได้จดทะเบียนสมรส และทั้งที่อยู่กินกันหรือหย่าหรือแยกกัน บุตร บุตรบุญธรรม พ่อแม่ พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ลูกเลี้ยง พ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง เป็นต้น

(3) ความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดทางอาญามีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน หกเดือน ปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เป็นความผิดที่ยอมความได้

ถ้าความผิดนั้นไม่ร้ายแรงเกินกว่าการทำร้ายร่างกายที่มีบาดแผลเลือดตกยางออก แต่ไม่ถึงกับต้องรักษาบาดแผลเกินกว่ายี่สิบวันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๕ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสองปี

(4) กฎหมายนี้กำหนดให้ใช้มาตรการทางสังคมเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวให้ได้รับความปลอดภัยไม่ถูกกระทำซ้ำ และเพื่อปรับพฤติกรรมผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวไม่ให้ใช้ความรุนแรงอีกต่อไป
มาตรการทางสังคมเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพนี้ มี 3 ลักษณะ ได้แก่

(4.1) มาตรการคุ้มครองเบื้องต้น มาตรการนี้มุ่งให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นให้ทันต่อเหตุการณ์ โดยให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับแจ้งเหตุเข้าไปในเคหสถานเพื่อช่วยเหลือระงับเหตุ ช่วยเหลือให้ได้รับการเยียวยารักษาจากแพทย์หรือได้รับคำปรึกษาทางด้านจิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ หรือทางกฎหมาย รวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยละเอียดเพื่อหามาตรการคุ้มครองป้องกันและแก้ไขต่อไป 

(4.2) มาตรการคุ้มครองบรรเทาทุกข์ชั่วคราวระหว่างดำเนินคดี มาตรการนี้มุ่งคุ้มครองป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวถูกกระทำซ้ำอีก เมื่อมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีนอกจากผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวจะได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพเบื้องต้นแล้ว ยังจะได้รับการคุ้มครองบรรเทาทุกข์เพื่อป้องกันการกระทำซ้ำในระหว่างการสอบสวนและในระหว่างการพิจารณาคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดด้วย โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่หรือศาลอาจสั่งให้ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวไปรับการตรวจจากแพทย์ หรือห้ามผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวเข้าใกล้ตัว หรือห้ามเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยขณะที่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวพักอาศัยอยู่ ตามระยะเวลาที่เห็นสมควร  หากผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวฝ่าฝืนจะได้รับโทษทางอาญาอีกกระทงหนึ่ง

(4.3) มาตรการปรับพฤติกรรมผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว มาตรการนี้มุ่งที่จะปรับพฤติกรรมของผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวให้ยุติการใช้ความรุนแรงกับบุคคลในครอบครัวมาตรการนี้สามารถนำมาใช้ได้ในสองกรณี โดยในกรณีที่หนึ่ง เมื่อมีการดำเนินคดีอาญาแล้วต่อมามีการยอมความ การถอนคำร้องทุกข์ หรือการถอนฟ้อง ในชั้นสอบสวนหรือในชั้นศาล ในกรณีที่สองเมื่อศาลศาลพิพากษาว่าผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวมีความผิด ศาลเห็นควรให้โอกาสปรับตัว โดยทั้งสองกรณีผู้นั้นอาจไม่ต้องรับโทษแต่ต้องยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขในการปรับพฤติกรรมในระยะเวลาตามที่พนักงานสอบสวนหรือศาลกำหนด โดยผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวต้องเข้ารับการฟื้นฟูบำบัดทางร่างกายหรือจิตใจ การคุมความประพฤติ การละเว้นการกระทำที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรงในครอบครัว การชดใช้เงินบรรเทาทุกข์เบื้องต้น การทำงานบริการสังคม การทำทัณฑ์บน  ตามแต่กรณี หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวจะต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกลงโทษทางอาญาต่อไป

(5) กรณีที่เด็กเป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

นอกจากเด็กจะได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๐ แล้วกฎหมายได้กำหนดให้ใช้มาตรการคุ้มครองเด็กสวัสดิภาพโดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ ได้แก่มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ถูกทำทารุณกรรม โดยกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กมีอำนาจเข้าไปในเคหสถานเพื่อช่วยเหลือระงับเหตุ ช่วยเหลือให้ได้รับการเยียวยารักษาจากแพทย์หรือได้รับคำปรึกษาทางด้านจิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ หรือทางกฎหมาย รวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยละเอียด และมีอำนาจแยกเด็กออกไปจากการปกครองดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองชั่วคราวได้เพื่อความปลอดภัยของเด็กและเพื่อหามาตรการคุ้มครองป้องกันและแก้ไขต่อไป

(6) การคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553

ในกรณีที่มีการกระทำความรุนแรงในครอบครัวขึ้นมาแล้ว และปรากฏพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะมีการกระทำความรุนแรงในครอบครัวซ้ำอีก ในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ บัญญัติให้ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมีสิทธิ์ร้องขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพได้ แต่หากผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวไม่อยู่ในสภาพหรือวิสัยที่จะร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพต่อศาลได้เอง กฎหมายกำหนดให้ญาติ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือองค์กรซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือครอบครัว ร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพต่อศาลแทนได้ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมีถิ่นที่อยู่หรือมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น ให้ออกคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพโดยห้ามผู้ถูกกล่าวหากระทำการดังต่อไปนี้ เสพสุราหรือสิ่งมึนเมา เข้าใกล้ที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานของผู้ร้อง ใช้หรือครอบครองทรัพย์สินหรือกระทำการอันใดอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว เป็นระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรแต่ต้องไม่เกินหกเดือน และศาลอาจกำหนดให้เข้ารับการปรึกษาแนะนำจากศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำหรือสถานพยาบาลหรือหน่วยงานตามที่ศาลกำหนด

2. ข้อควรปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไป

(1)  เฝ้าระวังและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
กฎหมาย (ม.5)  กำหนดให้ผู้ที่พบเห็นหรือทราบการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว  มีหน้าที่ต้องแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้มีการดำเนินการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

วิธีการแจ้งเหตุ แจ้งด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ ทางโทรศัพท์ ทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด

สถานที่รับแจ้งเหตุ ได้แก่ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม oscc 1300 ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัว สังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ  หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) บ้านพักเด็กและครอบครัวทุกจังหวัด หรือสถานีตำรวจทุกแห่ง ที่วาการอำเภอทุกแห่ง ที่ทำการกำนันผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น อบต. อบจ. เทศบาล,มูลนิธิหรือสมาคมที่ทำงานด้านเด็กสตรีและครอบครัว เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปได้ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมิให้ต้องได้รับอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ สุขภาพ หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้ และไม่เพิกเฉย ไม่ถือเป็นเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัวขอผู้อื่นอีกต่อไป

หากผู้ที่พบเห็นหรือทราบไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่มีความผิดใด แต่จะทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ทราบเหตุและไม่อาจดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพให้แก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวได้ทันต่อเหตุการณ์

(2) ให้ความช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
สำหรับเครือข่ายภาคประชาชน หรือผู้ที่มีจิตอาสา นอกจากการเฝ้าระวังแจ้งเหตุแล้วอาจอาสาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวได้ตามความจำเป็นหรือตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอ เช่น ขอให้ช่วยระงับเหตุความรุนแรงในครอบครัว ช่วยจัดส่งผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวให้ได้รับการเยียวยารักษา ช่วยทำการเจรจาไกล่เกลี่ย  หรือช่วยติดตามและรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพ เป็นต้น

3. ข้อควรรู้และปฏิบัติสำหรับผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

(1) แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

การแจ้งเหตุเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือและดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพให้แก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวในเบื้องต้นเช่น ช่วยเหลือระงับเหตุ ช่วยเหลือให้ได้รับการเยียวยารักษาหรือได้รับคำปรึกษาแนะนำช่วยเหลือทางด้านจิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ หรือด้านกฎหมาย  เป็นต้น

(2) ใช้สิทธิร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพต่อศาลเยาวชนและครอบครัว

ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมีสิทธิร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพต่อศาล
เยาวชนและครอบครัวได้ตลอดเวลาที่น่าเชื่อว่าจะมีการกระทำความรุนแรงในครอบครัวซ้ำอีก ไม่ว่าจะมีร้องทุกข์ดำเนินคดีหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนเมื่อพบว่าผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวมีพฤติการณ์น่าจะกระทำความรุนแรงในครอบครัวอีก ศาลมีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพให้แก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวได้ โดยสั่งให้ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว
1) ห้ามเสพสุราหรือสิ่งมึนเมา
2) ห้ามเข้าใกล้ที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานของผู้ร้อง
3) ห้ามใช้หรือครอบครองทรัพย์สิน
4) ห้ามกระทำการใดอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว เป็นระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรแต่ไม่เกินหกเดือน
หากผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลมีอำนาจออกหมายจับมาขังจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งแต่ไม่เกินหนึ่งเดือนได้
ในระหว่างที่มีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ ศาลอาจสั่งให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูในกรณีที่มีการจดทะเบียนสมรส หรือจ่ายเงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เบื้องต้นในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสมรส ให้แก่อีกฝ่ายตามที่เห็นสมควรด้วย
ในกรณีที่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวไม่อยู่ในสภาพหรือวิสัยที่จะร้องขอต่อศาลได้เอง กฎหมายกำหนดให้ ญาติ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ พนักงานเจ้าหน้าที่ องค์การซึ่งมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนทางกฎหมาย หรือองค์การซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ครอบครัว หรือบุคคลอื่นใดร้องขอแทนได้

(3)  ใช้สิทธิร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว

หากผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวประสงค์จะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว จะต้องร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในสามเดือนนับแต่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวอยู่ในวิสัยและมีโอกาสที่จะร้องทุกข์ได้ เมื่อร้องทุกข์แล้วผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวนอกจากจะได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพในเบื้องต้นจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามข้อ ๑ (๔.๑) แล้วจะได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำซ้ำระหว่างดำเนินคดีโดยคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ชั้นใหญ่หรือศาล ตามข้อ ๑ (๔.๒) ต่อมาระหว่างดำเนินคดีหากจะยอมความ ถอนคำร้องทุกข์ หรือถอนฟ้อง ก็ได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้ความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ยอมความได้ แต่คดียังไม่ถึงที่สุดโดยพนักงานสอบสวนหรือศาลแล้วแต่กรณีว่าคดีอยู่ในชั้นใด จะเรียกคู่กรณีมาทำบันทึกข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขให้ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวปรับพฤติกรรมด้วยการเข้ารับการฟื้นฟู บำบัดรักษา คุมความประพฤติ ชดใช้เงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ทำงานบริการสังคม ละเว้นการกระทำที่เป็นต้นเหตุให้ใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือทำทัณฑ์บน ตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้ได้เสียก่อน คดีจึงจะถึงที่สุด

4. ข้อควรรู้และปฏิบัติสำหรับผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว

ผู้ที่กระทำความรุนแรงกับบุคคลในครอบครัวจะได้รับผลตามกฎหมาย โดยตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  นอกจากนี้จะต้องถูกบังคับให้ปฏิบัติตามมาตรการทางสังคมโดยคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่หรือโดยคำสั่งศาลเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพให้แก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ป้องกันมิให้มีการกระทำซ้ำ หากฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวจะต้องได้รับโทษฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานหรือขัดคำสั่งศาลอีกส่วนหนึ่งต่างหาก และอาจถูกควบคุมให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใช้ความรุนแรงกับบุคคลในครอบครัวอีกในกรณีที่ศาลเห็นว่าควรใช้มาตรการแทนการลงโทษ หรือในกรณีที่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวยอมความ ถอนคำร้องทุกข์ หรือถอนฟ้อง หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรการปรับพฤติกรรมก็จะต้องได้รับโทษ

ดังนั้นผู้ที่จะใช้ความรุนแรงกระทำต่อบุคคลในครอบครัวควรจะรับรู้ข้อกฎหมายนี้ และหลีกเลี่ยงการกระทำความรุนแรงในครอบครัวทุกกรณี หรือหากตกเป็นผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวแล้ว ควรร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการทางสังคมที่พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวน หรือศาลกำหนดและไม่กระทำความรุนแรงในครอบครัวซ้ำอีก

นายสาโรช นักเบศร์
อัยการพิเศษฝ่าย สำนักงานอัยการสูงสุด
ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็กและสถาบันครอบครัวกลาง

ติดต่อหน่วยงาน

สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว


สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนหน้าหับเผย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

สำนักอำนวยการ

โทรศัพท์ : 0 2224 1594

โทรสาร : 0 2224 1594

อีเมล : ju@ago.go.th

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 1

โทรศัพท์ : 0 2222 8121 ต่อ 229,231

โทรสาร : 0 2224 4713

อีเมล : ju1@ago.go.th

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 2

โทรศัพท์ : 0 2222 8121 ต่อ 305,308

โทรสาร : 0 2224 2477

อีเมล : ju2@ago.go.th

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 3

โทรศัพท์ : 0 2222 8121 ต่อ 315,317,318,319

โทรสาร : 0 2226 5700

อีเมล : ju3@ago.go.th

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 4

โทรศัพท์ : 0 2222 8121 ต่อ 328,329

โทรสาร : 0 2224 1595

อีเมล : ju4@ago.go.th

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 5 (มีนบุรี)

โทรศัพท์ : 0 2171 4055 ต่อ 401,404

โทรสาร : 0 2171 4052

อีเมล : ju5@ago.go.th

ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว

โทรศัพท์ : 0 2222 8121 ต่อ 208,213

โทรสาร : 0 2224 0093

อีเมล : cjfp@ago.go.th